Get Adobe Flash player

Bible Diary 2019

biblediary2019

Bible Application

Application พระคัมภีร์คาทอกลิกฉบับสมบูรณ์
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword สำหรับ IPHONE และ IPAD :::
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword แบบออฟไลน์ :::
Application พระคัมภีร์คาทอลิกค้นหา "พระคัมภีร์คาทอลิก"
ได้ทั้ง Appstore และ Playstore

พระคัมภีร์คาทอลิก(E-Book)

E-book มัทธิว มาระโก ลูกา ยอห์น กิจการฯ

สมณลิขิตVerbum Domini

สมณลิขิตเตือน Verbum Domini ของสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ที่ 1

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

เยฟธาห์วางเงื่อนไข

11 1เยฟธาห์ชาวกิเลอาดเป็นนักรบผู้กล้าหาญ เป็นบุตรของหญิงโสเภณี บิดาของเขาชื่อกิเลอาดa 2กิเลอาดมีบุตรหลายคนจากภรรยาของตน เมื่อบุตรเหล่านี้เติบโตขึ้น ก็ขับไล่เยฟธาห์ออกจากบ้าน กล่าวว่า 'ท่านจะไม่ได้มรดกใดๆจากบิดาของเราเพราะท่านเป็นลูกคนละแม่กับเรา' 3เยฟธาห์จึงหนีไกลจากพี่น้องของตน ไปอยู่ในแผ่นดินโทบ คนจรจัดกลุ่มหนึ่งมาเป็นสมัครพรรคพวกออกปล้นพร้อมกับเขาb

4ต่อมา ชาวอัมโมนทำสงครามกับชาวอิสราเอล 5เมื่อชาวอัมโมนเริ่มทำสงคราม บรรดาผู้อาวุโสของชนกิเลอาดส่งคนไปเรียกเยฟธาห์มาจากแผ่นดินโทบ 6กล่าวกับเยฟธาห์ว่า 'จงมาเป็นผู้นำของเราเถิด พวกเราจะได้สู้รบกับชาวอัมโมน' 7แต่เยฟธาห์ตอบบรรดาผู้อาวุโสของชนกิเลอาดว่า 'ท่านทั้งหลายเคยเกลียดข้าพเจ้าและขับไล่ข้าพเจ้าออกจากบ้านของบิดาไม่ใช่หรือ? ทำไมเวลานี้เมื่อท่านเดือดร้อน ท่านจึงมาหาข้าพเจ้าเล่า?' 8บรรดาผู้อาวุโสของชนกิเลอาดบอกเยฟธาห์ว่า 'พวกเรามาหาท่านก็เพราะเราเดือดร้อนน่ะสิ จงมากับพวกเราเถิด ไปสู้รบกับชาวอัมโมนและท่านจะเป็นเป็นหัวหน้าของพวกเรา ชาวกิเลอาดทุกคน' 9เยฟธาห์ตอบบรรดาผู้อาวุโสของชนกิเลอาดว่า 'ถ้าท่านทั้งหลายให้ข้าพเจ้ากลับบ้านไปสู้รบกับชาวอัมโมน แล้วพระยาห์เวห์ทรงมอบพวกนั้นไว้ในอำนาจของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะต้องเป็นหัวหน้าของท่าน?'c 10บรรดาผู้อาวุโสของชนกิเลอาดกล่าวแก่เยฟธาห์ว่า 'พวกเราจะทำตามที่ท่านพูด ขอพระยาห์เวห์ทรงเป็นพยานเถิด!' 11เยฟธาห์จึงไปกับบรรดาผู้อาวุโสของชนกิเลอาด ประชาชนตั้งเขาเป็นหัวหน้าและผู้บัญชาการทหาร เยฟธาห์กล่าวซ้ำเงื่อนไขทั้งหมดนี้อีกที่เมืองมิสปาห์เฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์d

เยฟธาห์เจรจากับชาวอัมโมนe

          12เยฟธาห์ส่งทูตไปทูลถามกษัตริย์ของชาวอัมโมนว่า 'พระองค์ทรงมีเรื่องอะไรกับข้าพเจ้า จึงทรงรุกรานแผ่นดินของข้าพเจ้า?' 13กษัตริย์ของชาวอัมโมนตอบทูตของเยฟธาห์ว่า 'เมื่อชาวอิสราเอลออกจากประเทศอียิปต์ เขาเข้ายึดแผ่นดินของเราตั้งแต่แม่น้ำอารโนนไปจนถึงแม่น้ำยับบอกและแม่น้ำจอร์แดน บัดนี้ จงคืนแผ่นดินเหล่านี้ให้กับเราโดยสันติเถิด' 14เยฟธาห์จึงส่งทูตกลับไปหากษัตริย์ของชาวอัมโมนอีก 15ทูลว่า 'เยฟธาห์กล่าวดังนี้ว่า "ชาวอิสราเอลไม่ได้ยึดแผ่นดินของชาวโมอับหรือแผ่นดินของชาวอัมโมนไป 16เมื่อชาวอิสราเอลออกจากประเทศอียิปต์ เขาเดินทางผ่านถิ่นทุรกันดารไปจนถึงทะเลต้นกก และถึงเมืองคาเดช 17อิสราเอลส่งทูตไปหากษัตริย์ของชาวเอโดมเพื่อทูลว่า “ขอเดินทางผ่านแผ่นดินของพระองค์เถิด” แต่กษัตริย์ของชาวเอโดมไม่ทรงยอม ชาวอิสราเอลก็ส่งทูตไปขอกษัตริย์ของชาวโมอับ แต่พระองค์ก็ไม่ทรงอนุญาตชาวอิสราเอลจึงต้องหยุดยั้งอยู่ที่เมืองคาเดชต่อไป 18เมื่อเขาเดินทางต่อไปทางถิ่นทุรกันดารเขาก็เดินอ้อมแผ่นดินของชาวเอโดมและของชาวโมอับจนมาถึงทางด้านตะวันออกของแผ่นดินโมอับ เขาจึงตั้งค่ายอยู่ทางอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำอารโนนแต่ไม่ได้ข้ามแม่น้ำอารโนนเข้าไปในแผ่นดินโมอับเพราะแม่น้ำอารโนนเป็นเขตแดนของโมอับ 19ชาวอิสราเอลส่งทูตไปเฝ้าสิโหน กษัตริย์ของชาวอาโมไรต์กษัตริย์แห่งเมืองเฮชโบน ทูลว่า “ขอเดินทางผ่านแผ่นดินของพระองค์ไปสู่แผ่นดินของข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด” 20แต่กษัตริย์สิโหนไม่ทรงยอมf ให้ชาวอิสราเอลผ่านดินแดนของพระองค์ กลับทรงระดมรี้พลทั้งหมดมาตั้งค่ายอยู่ที่เมืองยาฮาสและสู้รบกับชาวอิสราเอล 21พระยาห์เวห์ พระเจ้าของอิสราเอลทรงมอบกษัตริย์สิโหนและรี้พลของพระองค์ไว้ในอำนาจของชาวอิสราเอลซึ่งรบชนะ ดังนั้น ชาวอิสราเอลจึงเข้าครองแผ่นดินทั้งหมดของชาวอาโมไรต์ ผู้อาศัยอยู่ในแผ่นดินนั้น 22ชาวอิสราเอลเข้ายึดครองแผ่นดินทั้งหมดของชาวอาโมไรต์ตั้งแต่แม่น้ำอารโนนไปจนถึงแม่น้ำยับบอก และจากทะเลทรายไปจนถึงแม่น้ำจอร์แดน 23บัดนี้พระยาห์เวห์ พระเจ้าของชาวอิสราเอลทรงขับไล่ชาวอาโมไรต์ไปต่อหน้าอิสราเอลประชากรของพระองค์ แล้วท่านชาวอาโมไรต์จะขับไล่อิสราเอลออกไปหรือ? 24เทพเจ้าเคโมสประทานสิ่งใดให้ท่านยึดครอง ท่านก็ยึดครองสิ่งนั้นไว้ฉันใด สิ่งที่พระยาห์เวห์พระเจ้าของเราทรงยึดจากศัตรูมาประทานให้เรา เราก็จะยึดครองไว้ฉันนั้น! 25พระองค์ทรงคิดว่าพระองค์ทรงเก่งกว่าบาลาค บุตรของศิปโปร์ กษัตริย์ของชาวโมอับหรือ? บาลาคไม่เคยหาเรื่องทะเลาะเบาะแว้งหรือทำสงครามกับชาวอิสราเอลเลย 26ชาวอิสราเอลยึดครองเมืองที่เฮชโบนกับหมู่บ้านรอบๆ เมืองอาโรเออร์กับหมู่บ้านรอบๆ และเมืองต่างๆที่อยู่ตามฝั่งแม่น้ำอารโนน เป็นเวลาสามร้อยปีมาแล้ว ทำไมท่านทั้งหลายไม่เอาเมืองเหล่านี้คืนในเวลานั้นเล่า? 27ข้าพเจ้าไม่ได้ทำอะไรผิดต่อพระองค์ พระองค์ต่างหากทรงทำร้ายข้าพเจ้าที่ก่อสงครามขึ้น ให้พระยาห์เวห์ผู้พิพากษาทรงตัดสินระหว่างชาวอิสราเอลและชาวอัมโมนในวันนี้เถิด"' 28แต่กษัตริย์ของชาวอัมโมนไม่ทรงฟังถ้อยคำที่เยฟธาห์ส่งทูตไปทูล

เยฟธาห์บนบานและชนะสงครามg

29พระจิตของพระยาห์เวห์ลงมาเหนือเยฟธาห์ เขาเดินข้ามแคว้นกิเลอาดและแผ่นดินของเผ่ามนัสเสห์ผ่านเมืองมิสปาห์แห่งกิเลอาด และจากที่นั่นเข้าไปในดินแดนของชาวอัมโมน 30เยฟธาห์บนบานกับพระยาห์เวห์ไว้ว่า 'ถ้าพระองค์ทรงมอบชาวอัมโมนให้อยู่ในอำนาจของข้าพเจ้า 31คนแรกที่ออกจากประตูบ้านมมาต้อนรับข้าพเจ้า เมื่อข้าพเจ้ามีชัยชนะชาวอัมโมนกลับไปจะเป็นของพระยาห์เวห์ ข้าพเจ้าจะถวายเขาเป็นเครื่องเผาบูชาแด่พระองค์' 32เยฟธาห์ข้ามเข้าไปสู้รบกับชาวอัมโมน พระยาห์เวห์ทรงมอบชาวอัมโมนไว้ในอำนาจของเขา 33เขาตีศัตรูแตกพ่ายตั้งแต่เมืองอาโรเออร์ไปจนถึงบริเวณรอบเมืองมินนิท (รวมทั้งสิ้นยี่สิบเมือง) จนถึงเมืองอาเบล-เครามิม ดังนั้น ชาวอัมโมนประสบความพ่ายแพ้ยับเยินต้องตกอยู่ใต้อำนาจของชาวอิสราเอล

34เมื่อเยฟธาห์กลับบ้านที่เมืองมิสปาห์ บุตรสาวของเขาเริงระบำเข้ากับรำมะนาออกมาต้อนรับ เยฟธาห์มีบุตรสาวคนนี้เพียงคนเดียว ไม่มีบุตรชายหรือบุตรสาวคนอื่นเลย 35เมื่อเขาเห็นเธอเข้า ก็ฉีกเสื้อผ้าด้วยความทุกข์ ร้องรำพันว่า ‘โธ่ลูกเอ๋ย ลูกทำให้ใจพ่อแตกสลาย ทำไมต้องเป็นลูกด้วยที่นำความทุกข์มาให้พ่อ! พ่อสัญญาไว้กับพระยาห์เวห์ไว้แล้ว พ่อกลับคำไม่ได้' 36เธอตอบเขาว่า 'คุณพ่อขา ถ้าคุณพ่อสัญญาไว้กับพระยาห์เวห์ ก็จงทำกับลูกตามคำสัญญาที่คุณพ่อทำไว้เถิด เพราะพระยาห์เวห์ประทานให้คุณพ่อได้แก้แค้นชาวอัมโมนศัตรูของคุณพ่อแล้ว' 37แล้วเธอขอร้องบิดาว่า 'ลูกขอคุณพ่อเพียงประการเดียว! ขอเวลาให้ลูกสักสองเดือน เพื่อลูกจะไปร่ำไห้พร้อมกับเพื่อน ๆ ตามภูเขาที่ลูกต้องตายตั้งแต่ยังสาวอยู่'h 38เยฟธาห์ตอบว่า 'จงไปเถิด' เขาอนุญาตให้เธอจากไปเป็นเวลาสองเดือน เธอกับเพื่อนๆท่องเที่ยวไปร่ำไห้ตามภูเขา เนื่องจากเธอต้องตายตั้งแต่ยังสาว ยังไม่มีสามีและบุตร 39เมื่อสองเดือนผ่านไป เธอก็กลับมาหาบิดา เยฟธาห์ก็ทำกับเธอตามที่ได้บนบานไว้ เธอตายตั้งแต่ยังเป็นสาวพรหมจารีย์อยู่ เพราะฉะนั้นชาวอิสราเอลจึงมีธรรมเนียมนี้ 40ที่ทุกๆปีหญิงสาวชาวอิสราเอลจะออกไปตามภูเขา เพื่อร่ำไห้ไว้ทุกข์iถึงบุตรสาวของเยฟธาห์ ชาวกิเลอาดเป็นเวลาสี่วัน


11a กิเลอาดเป็นชื่อแคว้นใน 10:18 และ 11:8 -คือเขตแดนที่ชนเผ่ากาดยึดครอง (ดู กดว 32:1 เชิงอรรถ a) แต่ในที่นี้กิเลอาดเป็นชื่อของปัจเจกบุคคลเช่นเดียวกับที่ใช้ในลำดับวงศ์วาน (ดู กดว 26:29)

b เช่นเดียวกับที่ อาบีเมเลค ได้ทำ(9:4) และกษัตริย์ดาวิดจะทำในเวลาต่อมา (1 ซมอ 22:1-2; 25:13)

c เรื่องเยฟธาห์เป็นตัวอย่างในการพิจารณาคุณสมบัติของ “ผู้วินิจฉัย” ของอิสราเอล เขาได้รับเลือกเพราะมีความสามารถในการนำชัยชนะมาให้และมีคุณสมบัติเป็นผู้นำซึ่งแสดงว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเขา (11:29) เราจะพบคุณสมบัติทั้งสองประการนี้ในเรื่องการที่ซาอูลได้รับเลือกเป็นกษัตริย์ (1 ซมอ 11) เยฟธาห์ไม่ได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์ก็จริง แต่อำนาจที่เขาเรียกร้องและได้รับก็คือ อำนาจกษัตริย์นั่นเอง เรือ่งเยฟธาห์แสดงว่าสถาบันผู้วินิจฉัยเป็นการเตรียมสถาบันกษัตริย์

d ที่เมืองมิสปาห์คงจะมีสักการสถานที่ชาวอิสราเอลเข้าไปบนบานหรือทำสัญญา โดยเรียกหาพระยาห์เวห์ให้ทรงเป็นพยาน

e ผู้เขียนเรื่องนี้นำข้อมูลจาก กดว 20-21 และ ฉธบ 2 มาเรียบเรียงใหม่ แต่มีความสับสนระหว่างชาวอัมโมนกับชาวโมอับ ดินแดนที่กล่าวว่าชาวอิสราเอลยึดครอง ในข้อ 13 และ 26 ตามความเป็นจริงเป็นดินแดนของชาวโมอับ พระเคโมช (ข้อ 24) เป็นเทพเจ้าสำคัญของชาวโมอับ ส่วนเทพเจ้าของชาวอัมโมนคือพระมิลโคม

f 'ไม่ยอม' แปลตามฉบับแปลโบราณ เทียบ กดว 20:21 ต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า 'ไม่ไว้พระทัย'

g เรื่องการบนบานของเยฟธาห์ (ข้อ 30-31, 34-40) มีเจตนาอธิบายที่มาของเทศกาลประจำปีที่ฉลองกันในแคว้นกิเลอาด (ข้อ 40) เราไม่ทราบความหมายแท้จริงของฉลองนี้ พูดง่ายๆ เยฟธาห์ได้ฆ่าบุตรสาวของตนเผาถวายเป็นบูชายัญแด่พระเจ้า (ข้อ 39) ดีกว่าจะละเมิดคำบนบานที่ได้ทำไว้ (ข้อ 31) โดยทั่วไปชาวอิสราเอลไม่ยอมถวายมนุษย์เป็นบูชายัญเลย (ดู ปฐก 22) แต่ผู้เล่าเรื่องนี้ไม่ประณามเยฟธาห์ ต้องการเพียงแต่เน้นความสำคัญในการปฏิบัติตามสิ่งบนบานไว้แด่พระเจ้า

h 'ตายตั้งแต่ยังสาวอยู่' ชาวอิสราเอลคิดว่า การไม่มีบุตรเป็นโชคร้ายและสำหรับสตรียังเป็นเรื่องน่าอับอายอีกด้วย

i 'ร่ำไห้ไว้ทุกข์' แปลตามต้นฉบับภาษากรีก ต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า 'ร้องสรรเสริญ'