Get Adobe Flash player


(ไฟล์ "เสียงวรสาร" โดย วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ กรุงเทพฯ)

การชักนำผู้อื่นให้ทำบาป

          17  1พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาศิษย์ว่า ‘เหตุที่ชักนำให้ทำบาปจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่วิบัติจงเกิดแก่ผู้ที่เป็นเหตุให้บาปเกิดขึ้น  2ถ้าจะเอาหินโม่แขวนคอเขาและโยนเขาลงทะเล จะเป็นการดีกว่าปล่อยให้เขาเป็นเหตุชักนำคนธรรมดา ๆ เหล่านี้แม้เพียงคนเดียวให้ทำบาป  3ท่านทั้งหลายจงระวังตนให้ดีเถิด”  

            การตักเตือนกันฉันพี่น้องa

          ‘ถ้าพี่น้องของท่านทำผิด จงตักเตือนเขา ถ้าเขากลับใจ จงให้อภัยแก่เขา  4ถ้าเขาทำผิดต่อท่านวันละเจ็ดครั้ง และกลับมาหาท่านทั้งเจ็ดครั้ง พูดว่า “ฉันเสียใจ” ท่านจงให้อภัยเขาเถิด’

            พลังของความเชื่อ

          5บรรดาอัครสาวกทูลองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า ‘โปรดเพิ่มความเชื่อให้พวกเราเถิด’  6องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงตรัสว่า ‘ถ้าท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดมัสตาร์ด และพูดกับต้นหม่อนต้นนี้ว่า “จงถอนรากแล้วไปขึ้นอยู่ในทะเลเถิด” ต้นหม่อนต้นนั้นก็จะเชื่อฟังท่าน

            การถ่อมตนรับใช้

          7‘ท่านผู้ใดที่มีคนรับใช้ออกไปไถนา หรือไปเลี้ยงแกะ เมื่อคนรับใช้กลับจาก

ทุ่งนา ผู้นั้นจะพูดกับคนรับใช้หรือว่า “เร็วเข้า มานั่งโต๊ะเถิด”b  8แต่จะพูดมิใช่หรือว่า “จงเตรียมอาหารมาให้ฉันเถิด จงคาดสะเอว คอยรับใช้ฉันขณะที่ฉันกินและดื่ม หลังจากนั้นเจ้าจึงกินและดื่ม”  9นายย่อมไม่ขอบใจผู้รับใช้ที่ปฏิบัติตามคำสั่งมิใช่หรือ  10ท่านทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน เมื่อท่านได้ทำตามคำสั่งทุกประการแล้ว จงพูดว่า “ฉันเป็นผู้รับใช้ที่ไร้ประโยชน์c เพราะฉันทำตามหน้าที่ที่ต้องทำเท่านั้น”’

            คนโรคเรื้อนสิบคน

          11ขณะที่พระเยซูเจ้าเสด็จไปยังกรุงเยรูซาเล็มนั้น พระองค์เสด็จผ่านแคว้นสะมาเรียและกาลิลีd  12เมื่อเสด็จเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง คนโรคเรื้อนสิบคนเข้ามาเฝ้าพระองค์ ยืนอยู่ห่างพระองค์  13ร้องตะโกนว่า ‘พระเยซู พระอาจารย์ โปรดสงสารพวกเราเถิด’  14พระองค์ทอดพระเนตรเห็นจึงตรัสกับเขาว่า ‘จงไปแสดงตนแก่บรรดาสมณะเถิด’ ขณะที่เขากำลังไป เขาก็หายจากโรค  15คนหนึ่งในสิบคนนี้ เมื่อพบว่าตนหายจากโรคแล้ว ก็กลับมา พลางร้องตะโกนสรรเสริญพระเจ้า  16ซบหน้าลงแทบพระบาท ขอบพระคุณพระองค์ เขาผู้นี้เป็นชาวสะมาเรีย  17พระเยซูเจ้าจึงตรัสว่า ‘ทั้งสิบคนหายจากโรคมิใช่หรือ อีกเก้าคนอยู่ที่ใดเล่า  18ไม่มีใครกลับมาถวายพระเกียรติแด่พระเจ้านอกจากคนต่างชาติคนนี้หรือ’  19แล้วพระองค์ตรัสกับเขาว่า ‘จงลุกขึ้น ไปเถิด  ความเชื่อของท่านทำให้ท่านรอดพ้นแล้ว’

            พระอาณาจักรของพระเจ้ามาถึง

          20เมื่อชาวฟาริสีทูลถามว่า “พระอาณาจักรของพระเจ้าจะมาถึงเมื่อใด” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า ‘พระอาณาจักรของพระเจ้ามิได้มาอย่างที่จะสังเกตเห็นได้  21ไม่มีใครจะพูดว่า “พระอาณาจักรอยู่ที่นี่ หรืออยู่ที่นั่น” เพราะพระอาณาจักรของพระเจ้าอยู่ในหมู่ท่านทั้งหลายแล้ว’e

            วันของบุตรแห่งมนุษย์f

          22พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาศิษย์ว่า ‘เวลานั้นจะมาถึงเมื่อท่านปรารถนาเห็นวันของบุตรแห่งมนุษย์gแม้เพียงวันเดียว แต่จะไม่ได้เห็น  23จะมีหลายคนกล่าวกับท่านว่า “บุตรแห่งมนุษย์อยู่ที่นั่น’ หรือ “บุตรแห่งมนุษย์อยู่ที่นี่” ท่านอย่าออกไป อย่าตามไป  24เพราะเมื่อสายฟ้าแลบ ย่อมส่องสว่างจากขอบฟ้าหนึ่งไปถึงอีกขอบฟ้าหนึ่งฉันใด บุตรแห่งมนุษย์ก็จะเสด็จมาในวันของพระองค์ฉันนั้น  25แต่ก่อนจะถึงวันนั้น  บุตรแห่งมนุษย์จำเป็นต้องรับการทรมานอย่างมาก และจำเป็นที่คนยุคนี้ไม่ยอมรับพระองค์

          26‘เหตุการณ์ได้เกิดขึ้นในสมัยของโนอาห์ฉันใด ก็จะเกิดขึ้นในสมัยของบุตรแห่งมนุษย์hฉันนั้น  27ผู้คนกิน ดื่ม แต่งงานเป็นสามีภรรยากันจนถึงวันที่โนอาห์เข้าไปในเรือ น้ำวินาศก็ได้ท่วมเขาเหล่านั้นจนตายสิ้น  28ในสมัยของโลทก็เช่นเดียวกัน  ผู้คนกิน ดื่ม ซื้อขาย ปลูกพืช สร้างบ้าน  29แต่ในวันที่โลทออกจากเมืองโสดม ไฟและกำมะถันได้ตกจากท้องฟ้ามาเผาผลาญเขาเหล่านั้นจนตายสิ้น  30ในวันที่บุตรแห่งมนุษย์จะทรงสำแดงองค์ ก็จะเป็นเช่นเดียวกันด้วย

          31‘ในวันนั้น คนที่อยู่บนดาดฟ้าและมีข้าวของอยู่ในบ้าน จงอย่าลงมาเอาของเหล่านั้นเลย คนที่อยู่ในทุ่งนาก็เช่นเดียวกัน จงอย่าหวนกลับมาอีก  32ท่านทั้งหลายจงระลึกถึงเรื่องภรรยาของโลทไว้เถิด  33ผู้ใดที่พยายามรักษาชีวิตของตนไว้ ก็จะสูญเสียชีวิตนั้น และผู้ใดที่เสียชีวิตของตน ก็จะรักษาชีวิตนั้นไว้  34เราบอกท่านทั้งหลายว่า ในคืนนั้น สองคนที่นอนเตียงเดียวกัน คนหนึ่งจะถูกรับไป อีกคนหนึ่งจะถูกทิ้งไว้  35หญิงสองคนที่กำลังโม่แป้งอยู่ด้วยกัน คนหนึ่งจะถูกรับไป อีกคนหนึ่งจะถูกทิ้งไว้’i  (36) 37บรรดาศิษย์จึงทูลถามว่า ‘เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นที่ใด พระเจ้าข้า’ พระองค์ทรงตอบว่า ‘ที่ใดมีซากศพ ที่นั่นบรรดาแร้งจะมาชุมนุมกัน’

17 a ดูเหมือนว่า ลก คิดถึงเรื่องที่เกิดระหว่างสองคนเท่านั้น ส่วน มธ กล่าวถึงความผิดที่เกี่ยวข้องกับหมู่คณะด้วย

b ในการปฏิบัติทั่วไป ไม่มีนายคนใดเชิญคนรับใช้ให้มานั่งโต๊ะและคอยรับใช้ แต่ในพระวรสารพระเยซูเจ้าทรงกระทำเช่นนี้ (12:37; 22:27; ยน 13:1-6)

c “ไร้ประโยชน์” เป็นการแปลตรงตามความหมายของคำกรีก แต่ดูไม่เข้ากับบริบทเท่าใดนัก เพราะการรับใช้ของคนรับใช้ให้ประโยชน์กับนาย สำหรับพระเจ้า พระองค์ไม่จำเป็นจะต้องรับการปรนนิบัติรับใช้จากมนุษย์ผู้ใด

d พระเยซูเจ้าคงทรงพระดำเนินตามลุ่มแม่น้ำจอร์แดน จนถึงเมืองเยรีโค (18:25) แล้วจึงเสด็จขึ้นไปกรุงเยรูซาเล็ม

e “อยู่ในหมู่” หมายความว่าพระอาณาจักรอยู่ในโลกและเริ่มทำงานแล้ว คำนี้ยังแปลได้อีกว่า ‘อยู่ในมือของท่าน’ หมายความว่าท่านสามารถเลือกที่จะเข้าได้ คำแปลที่สามของคำนี้คือ ‘ภายในท่าน’ หมายความว่าพระอาณาจักรเป็นเรื่องภายในจิตใจที่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้า แต่ความหมายนี้ไม่สอดคล้องกับบริบท

f คำปราศรัยนี้มีเฉพาะใน ลก เท่านั้น ลก แยกคำทำนายของพระเยซูเจ้าถึงการทำลายกรุงเยรูซาเล็ม (21:6-24) จากเรื่องการเสด็จมาอย่างรุ่งโรจน์ของพระคริสตเจ้าในวาระสุดท้ายของกาลเวลา (17:22-37) ข้อความบางตอนในคำปราศรัยนี้พบได้ในคำปราศรัยเรื่องอนันตกาล/ ใน มธ 24:5-41 มธ ได้รวมข้อมูลจาก 2 แหล่งไว้ด้วยกันเช่นเคย (ดู ลก 10:1 เชิงอรรถ a; 11:39 เชิงอรรถ k) แต่ ลก แยกข้อมูลทั้งสองเรื่องนี้จากกัน (ดู มธ 24:1 เชิงอรรถ a) สำนวน ‘วันขององค์พระผู้เป็นเจ้า’ ที่ ลก ใช้เป็นสำนวนที่คุ้นเคยกับพันธสัญญาเดิมมากกว่าคำ parousia: (การเสด็จมา) ของ มธ ซึ่งเป็นคำที่ยืมมาจากวิธีพูดของชาวกรีก โรมัน (ดู 1 คร 1:8 เชิงอรรถ e)

g “วันของบุตรแห่งมนุษย์แม้เพียงวันเดียว” หมายถึงความยินดีที่การเสด็จมาอย่างรุ่งโรจน์ของพระคริสตเจ้านำมาให้ ไม่ได้หมายถึงความปรารถนาจะอยู่ร่วมกับพระเยซูเจ้าบนแผ่นดินนี้เช่นเดียวกับประชาชนร่วมสมัย

h หมายถึงเวลาที่พระคริสตเจ้าจะเสด็จมาอย่างรุ่งโรจน์

i สำเนาโบราณบางฉบับเสริม ข้อ 36 ‘สองคนอยู่ในทุ่งนา คนหนึ่งจะถูกรับไป อีกคนหนึ่งจะถูกทิ้งไว้’ เทียบ มธ 24:40