Get Adobe Flash player

Bible Diary 2019

biblediary2019

Bible Application

Application พระคัมภีร์คาทอกลิกฉบับสมบูรณ์
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword สำหรับ IPHONE และ IPAD :::
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword แบบออฟไลน์ :::
Application พระคัมภีร์คาทอลิกค้นหา "พระคัมภีร์คาทอลิก"
ได้ทั้ง Appstore และ Playstore

พระคัมภีร์คาทอลิก(E-Book)

E-book มัทธิว มาระโก ลูกา ยอห์น กิจการฯ

สมณลิขิตVerbum Domini

สมณลิขิตเตือน Verbum Domini ของสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ที่ 1

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน


(ไฟล์ "เสียงวรสาร" โดย วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ กรุงเทพฯ)

ขนบธรรมเนียมของชาวฟาริสี

          7  1ชาวฟาริสีและธรรมาจารย์บางคนจากกรุงเยรูซาเล็มมาเฝ้าพระองค์พร้อมกัน  2เขาสังเกตว่าศิษย์บางคนของพระองค์กินอาหารด้วยมือที่ไม่สะอาด คือไม่ได้ล้างมือก่อน  3เพราะชาวฟาริสีและชาวยิวโดยทั่วไปย่อมถือขนบธรรมเนียมของบรรพบุรุษa เขาไม่กินอาหารโดยมิได้ล้างมือตามพิธี**ก่อน  4เมื่อกลับจากตลาด เขาจะไม่กินอาหารเว้นแต่จะได้ทำพิธีชำระตัวก่อนbเขายังถือขนบธรรมเนียมอื่น ๆ อีกมาก เช่น  การล้างถ้วย จานชามและภาชนะทองเหลือง  5ชาวฟาริสีและธรรมาจารย์จึงทูลถามพระองค์ว่า “ทำไมศิษย์ของท่านไม่ปฏิบัติตามขนมธรรมเนียมของบรรพบุรุษ และทำไมเขาจึงกินอาหารด้วยมือที่ไม่สะอาดเล่า”  6พระองค์ตรัสตอบว่า “ประกาศกอิสยาห์ได้พูดอย่างถูกต้องถึงท่าน คนหน้าซื่อใจคด ดังที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า

          ประชาชนเหล่านี้ให้เกียรติเราแต่ปาก

          แต่ใจของเขาอยู่ห่างไกลจากเรา

          7เขานมัสการเราอย่างไร้ความหมาย

          เขาสั่งสอนบัญญัติของมนุษย์เหมือนกับเป็นสัจธรรม

          8“ท่านทั้งหลายละเลยบทบัญญัติของพระเจ้ากลับไปถือขนบธรรมเนียมของมนุษย์”  9แล้วพระองค์ทรงเสริมว่า “ท่านช่างชำนาญในการละเลยบทบัญญัติของพระเจ้า เพื่อถือขนบธรรมเนียมของท่านเองเสียจริง ๆ  10เช่นโมเสสกล่าวว่า จงนับถือบิดามารดา และใครด่าบิดาหรือมารดา จะต้องรับโทษถึงตาย  11แต่ท่านกลับสอนว่า ‘ถ้าใครคนหนึ่งพูดกับบิดาหรือมารดาว่า ทรัพย์สินที่ลูกนำมาช่วยเหลือพ่อแม่ได้นั้นเป็นคอร์บันcคือของถวายแด่พระเจ้า’  12ท่านก็บอกว่าเขาไม่ต้องช่วยเหลือบิดามารดาอีกต่อไป  13ท่านใช้ขนบธรรมเนียมที่ท่านสอนต่อ ๆ กันมาทำให้พระวาจาของพระเจ้าเป็นโมฆะ ท่านยังปฏิบัติเช่นนี้อีกมากมาย”

          สิ่งที่บริสุทธิ์และสิ่งที่เป็นมลทิน

          14พระองค์ทรงเรียกประชาชนเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง ตรัสว่า “ทุกคนจงฟังและเข้าใจเถิด  15ไม่มีสิ่งใดเลยจากภายนอกของมนุษย์ทำให้เขามีมลทินได้ แต่สิ่งที่ออกมาจากภายในของมนุษย์นั้นแหละทำให้เขามีมลทิน  16ใครมีหูสำหรับฟัง ก็จงฟังเถิด”d

          17เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในบ้าน ห่างจากประชาชน บรรดาศิษย์จึงทูลถามพระองค์ถึงข้อความที่เป็นปริศนานั้นe  18พระองค์ตรัสถามเขาว่า “ท่านก็ไม่มีปัญญาด้วยหรือ ท่านไม่เข้าใจหรือว่าสิ่งต่าง ๆ จากภายนอกที่เข้าไปในมนุษย์นั้นทำให้เขามีมลทินไม่ได้  19เพราะมันไม่ได้เข้าไปในใจ แต่ลงไปในท้อง แล้วออกไปจากร่างกาย”  ดังนี้ ทรงประกาศว่าอาหารทุกชนิดไม่เป็นมลทินf  20พระองค์ยังตรัสอีกว่า “สิ่งที่ออกจากภายในมนุษย์นั้นแหละทำให้เขามีมลทิน  21จากภายในคือจากใจมนุษย์นั้นเป็นที่มาของความคิดชั่วร้าย การประพฤติผิดทางเพศ การลักขโมย การฆ่าคน  22การมีชู้  ความโลภ การทำร้าย การฉ้อโกง การสำส่อน ความอิจฉา การใส่ร้าย ความหยิ่งยโส  ความโง่เขลา  23สิ่งชั่วร้ายทั้งหมดนี้ออกมาจากภายใน และทำให้มนุษย์มีมลทิน”

III. พระเยซูเจ้าทรงเดินทางนอกแคว้นกาลิลี

          พระเยซูเจ้าทรงรักษาบุตรหญิงของหญิงชาวซีโรฟีนีเซีย

          24พระองค์เสด็จออกจากที่นั่น เข้าไปในเขตเมืองไทระgและเสด็จเข้าในบ้านหลังหนึ่ง ไม่ทรงต้องการให้ผู้ใดรู้ แต่ทรงซ่อนพระองค์ไม่ได้  25ทันใดนั้น หญิงคนหนึ่งมีบุตรหญิงถูกปีศาจสิงได้ยินพูดถึงพระองค์ ก็มากราบพระบาท  26นางไม่ใช่ชาวยิวhเป็นชาวซีโรฟีนีเซียโดยกำเนิด นางทูลอ้อนวอนพระองค์ให้ทรงขับไล่ปีศาจออกจากบุตรหญิง  27พระองค์ตรัสกับนางว่า “ให้ลูก ๆ กินอิ่มเสียก่อน เพราะไม่สมควรที่จะเอาอาหารของลูกมาโยนให้ลูกสุนัขกิน”  28หญิงนั้นทูลตอบว่า “ถูกแล้ว พระเจ้าข้า  แต่ลูกสุนัขที่อยู่ใต้โต๊ะก็ยังได้กินเศษอาหารของลูก ๆ”  29พระองค์จึงตรัสกับนางว่า  “เพราะถ้อยคำนี้ จงไปเถิด ปีศาจออกจากลูกสาวของเธอแล้ว”  30เมื่อกลับมาถึงบ้าน  นางก็พบลูกนอนอยู่บนเตียง ปีศาจออกไปแล้ว

          พระเยซูเจ้าทรงรักษาคนใบ้หูหนวก

          31พระองค์เสด็จออกจากเขตเมืองไทระผ่านเมืองไซดอน ไปยังทะเลสาบกาลิลีกลางดินแดนทศบุรี  32มีผู้นำคนใบ้หูหนวกคนหนึ่งมาเฝ้าพระองค์ ทูลขอร้องให้พระองค์ทรงปกพระหัตถ์  33พระองค์ทรงแยกคนใบ้หูหนวกคนนั้นไปจากกลุ่มชน ทรงใช้นิ้วพระหัตถ์ยอนหูของเขา ทรงใช้พระเขฬะแตะลิ้นของเขา  34ทรงเงยพระพักตร์ขึ้นเบื้องบน ถอนพระทัย แล้วตรัสว่า “เอฟฟาธา” แปลว่า “จงเปิดเถิด”  35ทันใดนั้นหูของเขากลับได้ยิน สิ่งที่ขัดลิ้นอยู่ก็หลุด เขาพูดได้ชัดเจน  36พระเยซูเจ้าทรงห้ามประชาชนเหล่านั้นมิให้พูดเรื่องนี้กับผู้ใด แต่ยิ่งห้าม ก็ยิ่งเล่าลือกันมากขึ้น  37ต่างก็ประหลาดใจมาก กล่าวว่า “คนคนนี้ทำสิ่งใดดีทั้งนั้น เขาทำให้คนหูหนวกกลับได้ยิน และคนใบ้กลับพูดได้”

7 a “ธรรมเนียมของบรรพบุรุษ” คือคำสั่งและข้อปฏิบัติต่าง ๆ ที่พวกรับบีเพิ่มเข้ากับธรรมบัญญัติของโมเสส

** “ตามพิธี” คำกรีกที่ใช้ตรงนี้แปลยาก ตามตัวอักษรหมายถึง “กำปั้นกำมือ” อาจหมายถึงปริมาณน้ำที่ใช้สองมือตักขึ้นมาล้างตามพิธี

b คำกรีกอาจหมายถึง “การอาบน้ำ” หรือ “เอาน้ำพรมตัว”

c “คอร์บัน” เป็นคำอาราเมอิก หมายถึงของถวาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแด่พระเจ้า (ดู มธ 15:6 เชิงอรรถ d)

d สำเนาโบราณบางฉบับละข้อ 16

e “ข้อความที่เป็นปริศนา” เป็นความหมายหนึ่งของคำภาษากรีก “parabole” ในความหมายของภาษาฮีบรู mashal

f แปลตามตัวอักษรได้ว่า “ทำให้อาหารทุกอย่างสะอาด” ข้อความนี้อาจเป็นคำอธิบายเพิ่มเติม ที่ผู้คัดลอกต้นฉบับเขียนไว้ข้าง ๆ ในภายหลัง

g สำเนาโบราณบางฉบับเสริมว่า “และไซดอน” เทียบ มธ 15:21

h แปลตามตัวอักษรว่า “ชาวกรีก” ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเชื้อชาติ เพราะหญิงคนนั้นเป็นชาวซีโรฟีนีเซีย แต่ในแง่วัฒนธรรม คือไม่นับถือศาสนายิว เทียบ ยน 7:35; กจ 16:1