Get Adobe Flash player

วิดีโอ การอบรมพระคัมภีร์

Bible Diary 2020

biblediary2020

Bible Application

Application พระคัมภีร์คาทอกลิกฉบับสมบูรณ์
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword สำหรับ IPHONE และ IPAD :::
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword แบบออฟไลน์ :::
Application พระคัมภีร์คาทอลิกค้นหา "พระคัมภีร์คาทอลิก"
ได้ทั้ง Appstore และ Playstore

พระคัมภีร์คาทอลิก(E-Book)

E-book มัทธิว มาระโก ลูกา ยอห์น กิจการฯ

สมณลิขิตVerbum Domini

สมณลิขิตเตือน Verbum Domini ของสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ที่ 1

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

ความรู้เกี่ยวกับหนังสือกิจการอัครสาวก

            1. ตั้งแต่แรกหนังสือกิจการอัครสาวกและพระวรสารฉบับที่สามคงจะเป็น  สองภาคของหนังสือเล่มเดียวกัน ซึ่งในปัจจุบันอาจได้ชื่อว่า "ประวัติศาสตร์การก่อกำเนิดของคริสตศาสนา" ต่อมาราวปี ค.ศ. 150 คริสตชนต้องการรวบรวมพระวรสารทั้งสี่ไว้เป็นหนังสือเล่มเดียว สองภาคนี้จึงถูกแยกจากกัน ในช่วงนั้นหนังสือภาคที่สองนี้คงได้ชื่อว่า "กิจการอัครสาวก" ตามธรรมเนียมของชาวกรีกร่วมสมัย ดังที่พบได้ในชื่อ "กิจการ" ของฮันนิบาล และ "กิจการ" ของอเล็กซานเดอร์ เป็นต้น เหตุผลที่แสดงว่าพระวรสารฉบับที่สามและหนังสือกิจการอัครสาวกเป็นผลงานต่อเนื่องกันก็คือ (1) อารัมภบทของหนังสือ ทั้งสองเล่มเป็นหนังสือที่เขียนอุทิศแก่คนหนึ่งที่ชื่อเธโอฟิลัส ลก 1:1-4 และ กจ 1:1 ผู้เขียนอารัมภบทของ กจ กล่าวถึงพระวรสารว่าเป็น "งานชิ้นแรก" ของตนและอธิบายว่าทำไมตนจึงเขียนพระวรสารและสรุปเหตุการณ์สุดท้ายของพระเยซูเจ้า (พระคริสตเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพทรงแสดงพระองค์และเสด็จสู่สวรรค์) (2) พระวรสารฉบับที่สามและ กจ มีลักษณะคล้ายกันในแง่วรรณกรรม ไม่ว่าจะเป็นคำศัพท์ ไวยากรณ์และลีลาการเขียน ซึ่งรักษาเอกลักษณ์เดียวกันตลอดหนังสือกิจการฯ และตลอดพระวรสารฉบับที่สามด้วย จึงสรุปได้ว่าผู้เขียนหนังสือทั้งสองเล่มนี้เป็นบุคคลเดียว

             บุคคลเดียวที่นักเขียนของพระศาสนจักรคิดว่าเป็นผู้แต่งหนังสือเล่มนี้คือ ลูกา นักวิจารณ์ทุกคนไม่ว่าในสมัยก่อนหรือในสมัยปัจจุบันไม่เคยเสนอบุคคลอื่นนอกจาก ลูกา เราพบว่ากลุ่มคริสตชนต่าง ๆ ตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.175 มีความเห็นนี้ ดังที่ปรากฏในสารบบพระคัมภีร์ของกรุงโรมที่รู้จักกันในนามว่า "Muratorian Fragment" ในอารัมภบทของหนังสือต่อต้านลัทธิของ Marcion ในข้อเขียนของนักบุญอีเรเนอัส เคลเมนต์แห่งอเล็กซานเดรีย โอริเจน และของแตร์ตูเลียน ความคิดที่ว่าลูกาเป็นผู้เขียนยังได้รับการสนับสนุนจากหลักฐานภายในหนังสืออีกด้วย คือผู้เขียนต้องเป็น  คริสตชนในยุคของบรรดาอัครสาวก ต้องเป็นชาวยิวที่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมกรีกอย่างดี หรือยิ่งกว่านั้น อาจเป็นชาวกรีกผู้มีการศึกษาและคุ้นเคยกับพระคัมภีร์ฉบับ LXX และกับลัทธิยิวเป็นอย่างดี คำอธิบายที่ง่ายที่สุด (แต่อาจอธิบายอย่างอื่นได้ด้วย) สำหรับการใช้สรรพนาม "เรา" ในข้อความบางตอนในภาคสองของหนังสือกิจการฯ ก็คือผู้เขียนร่วมเดินทางกับเปาโลด้วย ธรรมประเพณีโบราณของพระศาสนจักรยังบอกว่าเพื่อนร่วมทางผู้นี้ของเปาโลคือลูกา ซึ่งเป็นชาวซีเรียจากเมืองอันทิโอกและเป็นแพทย์ไม่มีเชื้อสายยิว (คส 4:10-14) เมื่อเปาโลถูกจองจำที่กรุงโรม เขากล่าวถึงลูกาว่าเป็นเพื่อนสนิทซึ่งไม่ละทิ้งตนเลย (คส 4:14, ฟม 24) เมื่อพิจารณาข้อความตอนที่ใช้สรรพนาม "เรา" ใน กจ จะเห็นว่าลูกาติดตามเปาโลในการเดินทางเพื่อแพร่ธรรมครั้งที่สอง (กจ 16:10ฯ) และครั้งที่สาม (กจ 20:6ฯ เทียบ 2 คร 8:18) เหตุผลที่ชื่อของลูกาไม่ปรากฏในรายชื่อของบุคคลที่ร่วมงานกับเปาโลใน กจ 20:4 ก็คือเพราะเขาเป็นผู้รวบรวมรายชื่อเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม มีเหตุผลที่ทำให้นักวิชาการหลายคนคิดว่าผู้เขียนหนังสือกิจการอัครสาวกรวมทั้งพระวรสารฉบับที่สามไม่น่าจะเป็นเพื่อนร่วมทางของเปาโล แต่เป็นนักเขียนคนหนึ่งที่เราไม่ทราบชื่อ เหตุผลสำคัญของความคิดเห็นนี้คือ ลก และ กจ มีทรรศนะทางเทววิทยาต่างกับจดหมายของเปาโล และเล่าเหตุการณ์ไม่ตรงกับที่เปาโลเล่า เราจะอธิบายเหตุผลความแตกต่างเหล่านี้ในโอกาสต่อไป

              ไม่มีธรรมประเพณีใดในสมัยแรกบอกชัดว่า ลก และ กจ เขียนขึ้นเมื่อไรและที่ไหน (ในประเทศกรีซหลังจากมรณกรรมของเปาโล หรือที่กรุงโรมก่อนที่การไต่สวนคดีของเปาโลจะสิ้นสุด) เราจึงจำเป็นต้องพึ่งหลักฐานภายใน กจ จบลงเมื่อเปาโลถูกจองจำที่กรุงโรมราวปี ค.ศ. 61-63 ดังนั้นจะต้องเขียนขึ้นหลังจากช่วงนั้น และเขียนหลังพระวรสารของมาระโก นักวิชาการบางคนเสนอว่าลูกาเขียนผลงานทั้งสองนี้ระหว่างปี ค.ศ. 80 ถึง 100 ซึ่งอาจเป็นไปได้ แต่ไม่มีหลักฐานแน่ชัดจาก กจ (เช่นเดียวกับจาก ลก) ว่าผลงานทั้งสองนี้เขียนขึ้นในช่วงเวลาหลังจากปี ค.ศ. 70

          2. อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องวันเวลาแน่นอนที่เขียนไม่สำคัญเท่ากับปัญหาแหล่งข้อมูลที่ลูกาใช้ในการเล่าเรื่องเหตุการณ์ต่าง ๆ ใน กจ การวิเคราะห์หนังสือ กิจการฯ ทำให้เห็นว่าคำยืนยันใน ลก 1:1-4 (ที่ต้องการให้เป็นอารัมภบทสำหรับงานทั้งสองชิ้น) เป็นความจริง ลูกาคงต้องรวบรวมหลักฐานอย่างละเอียดจำนวนมากจากหลาย ๆ แหล่ง แม้ว่าลูกาจะดัดแปลงข้อมูลบ้างตามความคิดของตนไปบ้าง ข้อมูลเหล่านี้ก็ยังแสดงเอกลักษณ์เฉพาะของตนอย่างชัดเจน ดังจะเห็นได้ว่าหลักคำสอนซึ่งมีการพัฒนาไปตามบริบท ยังคงรักษารูปแบบดั้งเดิมไว้ในข้อความบางตอนเช่นเดียวกับลีลาการเขียนซึ่งมีหลายแบบด้วย ในข้อความที่ลูกาอาจควบคุมวิธีการเขียนได้ เช่นในบันทึกการเดินทาง ภาษาที่ใช้เป็นภาษากรีกที่ดีมาก แต่ในการบรรยายเรื่องราวสมัยแรกของกลุ่มคริสตชนในปาเลสไตน์ เราพบว่าภาษากรีกที่ใช้มีสำนวนเซมิติกปนอยู่มาก ไม่สละสลวย ผิดไวยากรณ์ ไม่ชัดเจน เหตุผลที่ทำให้เป็นดังนี้ก็คือบางครั้งลูกาพยายามเลียนแบบภาษากรีกของพันธสัญญาเดิมฉบับ LXX แต่หลายครั้งเพราะ ลูกาแปลข้อความจากต้นฉบับภาษาอาราเมอิกตามตัวอักษรมากเกินไป

          ในพระวรสารเราอาจตรวจสอบลักษณะการเขียนของลูกาได้โดยเปรียบเทียบกับ มธ และ มก แต่น่าเสียดายที่เราไม่มีหนังสืออื่นที่จะนำมาเปรียบเทียบกับ กจ ได้ กระนั้นก็ดี เราอาจกำหนดแหล่งข้อมูลที่ลูกาใช้ได้อยู่บ้าง นักวิชาการบางคนเสนอความคิดว่าข้อความ 1:12 - 15:35 ทั้งตอนมีแหล่งข้อมูลจากเอกสารภาษาอาราเมอิกฉบับเดียว แต่ความคิดเห็นเช่นนี้ดูจะไม่ละเอียดเท่าที่ควรเพราะไม่ได้คำนึงถึงข้อความหลายข้อที่ลูกาเรียบเรียงใหม่อย่างแน่นอน แหล่งข้อมูลที่เขาใช้น่าจะไม่ยาวนักและมีความหลากหลาย ทั้งยังอาจไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรเลยก็ได้ (ในบางกรณีอาจจะเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว เช่น คำปราศรัยของสเทเฟน) ลูกาคงได้รับธรรมประเพณีที่เล่าต่อ ๆ กันมาด้วยปากเปล่าจากหลายวงการ ข้อมูลเหล่านี้เล่าเรื่องต่าง ๆ ที่ลูกานำมารวมกับข้อมูลอื่น ๆ ที่มีเพื่อเรียบเรียงเป็นหนังสือกิจการฯ

ถ้าไม่คำนึงมากเกินไปถึงรายละเอียด เราอาจแยกธรรมประเพณีที่ลูกาใช้เป็นข้อมูลได้ดังต่อไปนี้

(1) ธรรมประเพณีเกี่ยวกับคริสตชนกลุ่มแรกที่กรุงเยรูซาเล็ม (บทที่ 1-5)

(2) บันทึกสั้น ๆ เกี่ยวกับชีวประวัติของบุคคลต่าง ๆ เช่นของเปโตร (9:32-11:18; บทที่ 12) หรือของฟิลิป (8:4-40) รายละเอียดเหล่านี้อาจจะได้มาโดยตรงจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น จากฟิลิปผู้ประกาศข่าวดีซึ่งลูกาพบที่เมืองซีซารียา (21:8)

(3).รายละเอียดเกี่ยวกับระยะก่อตั้งกลุ่มคริสตชนที่เมืองอันทิโอกและผู้ก่อตั้งชาวยิวที่พูดภาษากรีก ข้อมูลเหล่านี้ต้องมาจากพระศาสนจักรที่นั่นอย่างแน่นอน (6:1-8:3; 11:19-30; 13:1-3)

(4) เรื่องการกลับใจและการเดินทางแพร่ธรรมของเปาโล เปาโลคงเล่าเรื่องนี้ให้ลูกาฟัง (9:1-30; 13:4-14:28; 15:36ฯ) แม้บางครั้งรายละเอียดไม่ตรงกับในจดหมายของเปาโล สำหรับลูกา ความหมายและบทสอนจากเหตุการณ์ในชีวิตของเปาโลสำคัญกว่าการให้รายละเอียดอย่างถูกต้อง

(5) เรื่องการเดินทางครั้งที่สองและสามของเปาโล ลูกาอาจมีบันทึกส่วนตัว เพราะเหตุผลนี้เป็นคำอธิบายง่ายที่สุดสำหรับข้อความที่ลูกาใช้สรรพนาม "เรา" วิธีเขียนของลูกาแสดงลักษณะเฉพาะอย่างชัดเจนในข้อความตอนนี้ (11:27 เชิงอรรถ n; 16:10-17; 20:5-21:18; 27:1-28:16)

ลูกาเรียบเรียงสาระทั้งหมดนี้เข้าเป็นหนังสือเล่มเดียวโดยจัดลำดับเรื่องให้เป็นไปตามลำดับเหตุการณ์อย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเชื่อมโยงเรื่องราวต่าง ๆ เข้าด้วยกันอาศัยสูตรตายตัว (ตัวอย่างเช่น 6:7; 9:31; 12:24)

           3. การอ้างอิงอย่างดีถึงเอกสารที่ใช้เช่นนี้ทำให้ กจ มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างมาก แต่บางครั้งลูกาเรียบเรียงข้อมูลจากเอกสารเหล่านี้ขึ้นใหม่ โดยกล่าวถึงเหตุการณ์นั้นก่อนเวลาหรือรวมเหตุการณ์ต่างวาระเข้าเป็นเหตุการณ์เดียว ตัวอย่างเช่นเหตุการณ์ต่าง ๆ ในบทที่ 12 น่าจะเกิดขึ้นก่อนที่บาร์นาบัสและเปาโลเดินทางไปกรุงเยรูซาเล็มตามที่เล่าไว้ในบทที่ 11:30; 12:25 เว้นเสียแต่ว่า การไปกรุงเยรูซาเล็มครั้งนี้เป็นโอกาสเดียวกันกับที่กล่าวถึงในบทที่ 15 รายละเอียดเกี่ยวกับ "การประชุมที่กรุงเยรูซาเล็ม" ในบทที่ 15 อาจเป็นการรวมการถกเถียงปัญหาสองครั้งต่างกัน (ดูเชิงอรรถ) ก็ได้ การเรียบเรียงโดยปรับรายละเอียดบ้างเช่นนี้ไม่ทำให้ กจ ลดความน่าเชื่อถือลงไป ถ้าเข้าใจว่าลูกาเปลี่ยนแปลงรายละเอียดตามรูปแบบวรรณกรรมที่ใช้
            ลูกาเขียน กจ เหมือนกับที่นักประวัติศาสตร์ร่วมสมัยทำ คือไม่รู้สึกว่าต้องเขียนตามลำดับเหตุการณ์มี่เกิดขึ้นอย่างเคร่งครัด แต่พยายามสรุปคำสอนทางเทววิทยาจากเหตุการณ์เหล่านั้น เจตนาเช่นนี้ทำให้ลูกาต้องเรียบเรียงข้อมูลอีกแบบหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ลูกาจงใจแสดงว่าอัศจรรย์ของเปโตรกับของเปาโลมีลักษณะคล้ายกัน (เปรียบเทียบ 3:1-10 กับ 14:8-10; 5:15 กับ 19:12; 5:19 หรือ 12:6-11,17 กับ 16:23-26,40; 8:15-17 กับ 19:2-7; 8:18-24 กับ 13:6-11; 9:36-42 กับ 20:7-12) นอกจากนั้น เรื่องอัศจรรย์เหล่านี้บางครั้งยังคล้ายคลึงกับเรื่องอัศจรรย์ในพระวรสารอีกด้วย (เปรียบเทียบ 3:6-7 กับ ลก 4:39; มก 1:31; เปรียบเทียบ 9:33-34 กับ ลก 5:24ข-25; 20:10,12 กับ ลก 8:52-55) ถ้อยคำที่สเทเฟนกล่าวก่อนสิ้นใจ (7:59-60) คล้ายกับพระวาจาของพระเยซูเจ้าก่อนสิ้นพระชนม์ (ลก 23:34,46) คำปราศรัยของเปาโลที่ปีซีเดีย (13:16-41) ก็มีส่วนคล้ายกันมากกับคำปราศรัยของเปโตรที่กรุงเยรูซาเล็ม (2:14-36; 3:12-26; 4:8-12; 5:29-32) และที่เมืองซีซารียา (10:34-43) เราจึงมีเหตุผลเพียงพอที่จะสันนิษฐานว่าลูกาไม่ได้รับคำปราศรัยเหล่านี้มาอย่างที่พบอยู่เดี๋ยวนี้ในหนังสือ แต่แต่งขึ้นเองโดยใช้รูปแบบของการเทศน์ของบรรดาอัครสาวกในสมัยแรก คือมีการประกาศข่าวดีเรื่องพระคริสตเจ้าพร้อมกับอ้างข้อความจากพระคัมภีร์มาพิสูจน์ ลูกาเอาใจใส่ปรับปรุงรูปแบบเช่นนี้ให้เข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่มีการปราศรัยแต่ละครั้ง นักวิชาการมักจะเปรียบเทียบภาพลักษณ์ของเปาโลที่ปรากฏใน กจ กับภาพลักษณ์ของเขาที่ปรากฏจากจดหมายที่เขียน เป็นความจริงว่าเปาโลใน กจ มีท่าทีประนีประนอมมากกว่าเปาโลในจดหมาย (เปรียบเทียบ กจ 21:20-26 กับ กท 2:12ฯ; กจ 16:3 กับ กท 2:3; 5:1-12) แต่เราต้องเข้าใจว่าความแตกต่างเช่นนี้มาจากเจตนาของข้อเขียนที่มีแบบวรรณกรรมต่างกัน เปาโลแสดงตนกล้าหาญเพื่อป้องกันหลักการโดยไม่ประนีประนอมในจดหมาย (ดู 1 คร 9:19-23 ด้วย) แต่ลูกาพยายามแสดงว่า  คริสตชนในสมัยแรกเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างแท้จริง

            ถึงกระนั้น เราไม่ควรจะเน้นท่าทีประนีประนอมของเปาโลดังที่ กจ กล่าวไว้  มากเกินไป นักเทววิทยาบางคน (สำนัก Tubingen) เคยคิดว่า กจ เป็นหนังสือที่เขียนในศตวรรษที่ 2 เพื่อคลี่คลายปัญหาขัดแย้งระหว่างคริสตชนที่เป็นศิษย์ของเปโตรและที่เป็นศิษย์ของเปาโล แต่นักวิชาการในปัจจุบันไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีนี้ เพราะ กจ เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ๆ และเขียนขึ้นหลังจากเหตุการณ์ที่เล่าไม่นาน ปัญหาที่แท้จริงคือลูกาเขียน กจ เพื่อจุดประสงค์อะไร เขาดัดแปลงข้อมูลที่บันทึกไว้ก่อนแล้วมากน้อยเพียงไร บางคนคิดว่าลูกาขียน กจ เพื่อให้ผู้ปกครองในรัฐบาลโรมันเห็นว่าเปาโลไม่ได้เป็นอาชญากรทางการเมือง เจตนาเช่นนี้ที่จะป้องกันเปาโลไม่จำเป็นต้องทำให้ลูกา   บิดเบือนความเป็นจริง ลูกาต้องการเน้นลักษณะ 2 ประการของเปาโล คือเปาโลโต้เถียงกับชาวยิวในเรื่องศาสนาเท่านั้น และเปาโลมีความจงรักภักดีต่อรัฐบาลโรมันอยู่ตลอดเวลา ถึงกระนั้นลูกาไม่มีเจตนาเพียงกล่าวถึงเปาโลเพื่อให้เป็นหลักฐานสำหรับการพิจารณาคดีในศาลเท่านั้น เจตนาหลักของลูกาในการเขียน กจ คือเขียนประวัติศาสตร์การก่อกำเนิดของคริสตศาสนา

         4. เจตนาเช่นนี้เห็นได้ชัดจากโครงสร้างของ กจ ดังที่พระดำรัสของพระคริสตเจ้าในตอนแรกของหนังสือสรุปไว้ว่า "ท่านทั้งหลายจะเป็นพยานถึงเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย จนถึงสุดปลายแผ่นดิน" (กจ 1:8) เริ่มต้นที่กรุงเยรูซาเล็มอันเป็นที่ที่ความเชื่อหยั่งรากลึกอย่างมั่นคงและคริสตชนกลุ่มแรก    เติบโตขึ้นทั้งในปริมาณและพระหรรษทาน (บทที่ 1-5) คริสตชนกลุ่มนี้เริ่มขยายตัวเมื่อชาวยิวที่พูดภาษากรีกกลับใจและนำโลกทรรศน์ที่กว้างกว่าเข้ามาในกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่สเทเฟนถูกประหารเป็นมรณสักขีและผู้กลับใจเหล่านี้ถูกขับไล่ออกจากกรุงเยรูซาเล็ม (6:1-8:3) ความเชื่อแผ่ขยายไปทางทิศเหนือสู่แคว้นสะมาเรีย      (8:4-25) ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ถึงบริเวณชายทะเล และขึ้นทางเหนืออีกสู่เมือง    ซีซารียา (8:26-40; 9:32-11:18) เรื่องการกลับใจของเปาโลที่แทรกเข้ามาตรงนี้แสดงว่าความเชื่อได้แผ่ไปถึงเมืองดามัสกัสแล้ว และในไม่ช้าจะแผ่ไปถึงแคว้นซิลีเซียด้วย      (9:1-30) ข้อสรุปที่ปิดเรื่องราวตอนนี้ (9:31 ซึ่งเติมชื่อแคว้นกาลิลีเข้าไปด้วย) ต้องการเน้นบ่อย ๆ ให้ตระหนักถึงการแผ่ขยายของความเชื่อ ต่อจากนั้น กจ กล่าวถึงการรับ ข่าวดีที่เมืองอันทิโอก (11:19-26) เมืองอันทิโอกกลายเป็นศูนย์อำนวยการงานธรรมทูตโดยรักษาความสัมพันธ์กับกรุงเยรูซาเล็มไว้อย่างต่อเนื่อง กรุงเยรูซาเล็มยังช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นที่เมืองอันทิโอกเกี่ยวกับงานธรรมทูตด้วย (11:27-30; 15:1-35) การแก้ปัญหาเช่นนี้เปิดโอกาสให้ความเชื่อแผ่ไปสู่คนต่างศาสนาได้มากยิ่งขึ้น หลังจากที่      โครเนลิอัสกลับใจ เปโตรถูกจองจำ และเมื่อรับการปลดปล่อยแล้วก็ไปยังสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งเราไม่รู้ว่าเป็นที่ใด (บทที่ 12) ตั้งแต่บทนี้เป็นต้นไป เปาโลเข้ามามีบทบาทโดดเด่นในเรื่องเล่าของลูกา การเดินทางครั้งแรกของเปาโลนำความเชื่อไปถึงเกาะไซปรัสและถึงอาเซียน้อย (บทที่ 13-14) การเดินทางสองครั้งต่อมานำความเชื่อไปจนถึงแคว้นมาซิโดเนียและประเทศกรีซ (15:36-18:22; 18:23-21:17) หลังการเดินทางแต่ละครั้ง เปาโลกลับไปกรุงเยรูซาเล็ม เขาถูกจับกุมที่นั่นและถูกจองจำที่เมืองซีซารียาในเวลาต่อมา (21:18-26:32) และถูกนำตัวไปกรุงโรม ที่นั่นเขายังเป็นธรรมทูตประกาศข่าวดีทั้ง ๆ ที่ถูกจองจำอยู่ด้วย (บทที่ 27-28) ชาวยิวในสมัยนั้นคิดว่ากรุงเยรูซาเล็มเป็นศูนย์กลางของโลกและกรุงโรมเป็น "สุดปลายแผ่นดิน" เมื่อลูกาเล่าว่าเปาโลมาถึงกรุงโรม จึงนับได้ว่าเรื่องที่ต้องการเล่านั้นจบแล้ว

            เราอาจรู้สึกเสียดายที่ลูกาไม่ได้เขียนว่าอัครสาวกคนอื่น ๆ ทำอะไรบ้าง และไม่ได้เล่าถึงการก่อตั้งกลุ่มคริสตชนกลุ่มอื่น ๆ เช่นที่กรุงโรมและที่เมืองอเล็กซานเดรียจาก      จดหมายที่เปาโลเขียนถึงชาวโรมในระหว่างการเดินทางครั้งที่ 3 เรารู้ว่ามีคริสตชนกลุ่มหนึ่งที่กรุงโรมแล้วก่อนที่เปาโลจะไปที่นั่น ลูกาไม่บอกอะไรเลยเกี่ยวกับงานธรรมทูตของเปโตรนอกเขตปาเลสไตน์ ตั้งแต่บทที่ 13 ลูกาให้ความสนใจเป็นพิเศษแก่เปาโล และกล่าวเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่กรุงเยรูซาเล็ม เพราะผู้เผยแผ่ความเชื่อไปสู่คนต่างศาสนาคือคริสตชนชาวยิวที่พูดภาษากรีก ลูกาสนใจพิสูจน์ความจริง 2 ประการนี้ คือ 1) พลังจากพระจิตเจ้าภายในคริสตศาสนาเป็นพลังบันดาลใจให้ความเชื่อแผ่ขยายออกไป 2) หลักคำสอนที่ลูกาสรุปจากการพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามหลักฐานที่มีก็เป็นผลมาจากการแนะนำของพระจิตเจ้าด้วย

5. ในที่สุดบทนำนี้เราทำได้เพียงเสนอประเด็นสำคัญของ กจ เท่านั้น ได้แก่

(1) การประกาศข่าวดี (Kerygma) ของบรรดาอัครสาวก มีสาระสำคัญอยู่ที่ความเชื่อในพระคริสตเจ้า กจ เสนอการประกาศข่าวดีนี้ในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งทำให้เราแลเห็นวิวัฒนาการของคำสอนเกี่ยวกับพระคริสตเจ้าได้ ตัวอย่างเช่น คริสตชนในสมัยแรกประกาศแต่เพียงว่าพระเยซูเจ้าผู้ทรงเป็นมนุษย์ทรงชัยชนะ ได้รับศักดิ์ศรีเป็น "องค์พระผู้เป็นเจ้า" เมื่อทรงกลับคืนพระชนมชีพ (2:22-36) แต่ต่อมา เปาโลประกาศว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็น "พระบุตรของพระเจ้า" ด้วย (9:20)

(2) จากคำปราศรัยต่าง ๆ เรารู้จักข้อความสำคัญจากพันธสัญญาเดิมซึ่ง พระจิตเจ้าทรงดลใจให้คริสตชนใช้เพื่อสอนสัจจธรรมเกี่ยวกับพระคริสตเจ้าอย่างเป็นระบบและเป็นข้อพิสูจน์ในการโต้แย้งกับชาวยิว ตัวอย่างเช่นข้อความเกี่ยวกับ "ผู้รับใช้ของพระยาห์เวห์" (3:13,26; 4:27,30; 8:32-33) ข้อความเกี่ยวกับโมเสสคนใหม่ (3:22ฯ; 7:20ฯ) ข้อพิสูจน์การกลับคืนพระชนมชีพจาก สดด 16:8-11 (กจ 2:24-32; 13:34-37) และการใช้เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของอิสราเอลเพื่อเตือนชาวยิวมิให้ต่อต้านพระหรรษทาน (กจ 7:2-53; 13:16-41) แน่นอน คนต่างศาสนาซึ่งไม่รู้จักพระคัมภีร์ต้องการข้อพิสูจน์อื่นที่เข้าใจได้ง่ายกว่านี้ (14:15-17; 17:22-31) หน้าที่อันดับแรกของบรรดาอัครสาวก คือ การเป็น "พยานรู้เห็นเหตุการณ์" (1:8 เชิงอรรถ k) ลูกาจึงสรุปการประกาศข่าวดีของบรรดาอัครสาวก (2:22 เชิงอรรถ h) และเล่าถึงเครื่องหมายอัศจรรย์ที่บรรดาอัครสาวกได้กระทำ แต่ปัญหาเร่งด่วนที่สุดสำหรับพระ         ศาสนจักรที่เพิ่งเกิดขึ้นคือการรับคนต่างศาสนาเข้าเป็นสมาชิก กจ ให้รายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับปัญหานี้ แต่มิได้กล่าวถึงปัญหาและความขัดแย้งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในกลุ่มคริสตชนสมัยนั้น รวมทั้งความขัดแย้งกับผู้นำด้วย (ดู กท 2:11 เชิงอรรถ h) กลุ่ม คริสตชนที่กรุงเยรูซาเล็มซึ่งมียากอบเป็นผู้นำยังคงปฏิบัติตามธรรมบัญญัติของชาว ยิวอย่างเคร่งครัด (15:1,5; 21:20ฯ) แต่ชาวยิวที่พูดภาษากรีก ซึ่งมีสเทเฟนเป็นโฆษกต้องการแยกตนจากการร่วมศาสนพิธีในพระวิหาร ตามคำเล่าของลูกา เปโตร และโดยเฉพาะเปาโลทำให้ผู้เข้าประชุมที่กรุงเยรูซาเล็มยอมรับหลักเกณฑ์ที่ว่าความรอดพ้นมาจากความเชื่อในพระคริสตเจ้าเท่านั้น มิติดังกล่าวมีผลทำให้คนต่างศาสนาไม่จำเป็นต้องเข้าสุหนัตและไม่ต้องปฏิบัติตามธรรมบัญญัติของโมเสส กระนั้นก็ดี เนื่องจากว่าความรอดพ้นมาจากอิสราเอล ลูกาจึงเล่าว่าเปาโลไปเทศน์ให้ชาวยิวฟังก่อนเสมอ เมื่อชาวยิวปฏิเสธไม่ยอมรับฟังเท่านั้น เปาโลจึงหันไปเทศน์สอนคนต่างศาสนา (13:5 เชิงอรรถ e)

(3) กจ ยังให้รายละเอียดสำคัญอีกหลายประการเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของกลุ่มคริสตชนในสมัยแรก เช่นวิธีการภาวนาและการแบ่งปันทรัพย์สินแก่กันของกลุ่มที่กรุงเยรูซาเล็ม การใช้น้ำทำพิธีล้างบาปซึ่งหมายถึงการล้างเดชะพระจิตเจ้า (กจ 1:5 เชิงอรรถ f); พิธีบูชาขอบพระคุณ (ศีลมหาสนิท หรือพิธีมิสซา) 2:42 เชิงอรรถ gg; ความพยายามในการจัดระบบปกครองโดยมี "บรรดาประกาศก" และ "อาจารย์" (13:1 เชิงอรรถ a) การแต่งตั้งผู้ปกครองดูแลสำหรับคริสตชนที่พูดภาษากรีก (ดู 6:5 เชิงอรรถ f) และการแต่งตั้ง "ผู้อาวุโส" ซึ่งเป็นผู้ปกครองดูแลกลุ่มคริสตชนที่กรุงเยรูซาเล็ม (11:30 เชิงอรรถ p) ตลอดจนผู้ซึ่งเปาโลแต่งตั้งขึ้นให้ดูแลกลุ่ม คริสตชนต่าง ๆ ที่เขาได้ก่อตั้ง (14:23)

(4) การพัฒนาระบบการปกครองเช่นนี้นับว่าเป็นผลการกระทำพระจิตเจ้าซึ่งคอยแนะนำพระศาสนจักรอยู่ตลอดเวลา พระวรสารของลูกา (ลก 4:1 เชิงอรรถ b) เน้นถึงบทบาทสำคัญของพระจิตเจ้าฉันใด กจ (1:8 เชิงอรรถ j) ก็กล่าวว่าการขยายตัวของพระศาสนจักรเป็นผลของการกระทำอย่างต่อเนื่องของพระจิตเจ้าฉันนั้น ดังนั้น กจ จึงได้ชื่อว่า "พระวรสารของพระจิตเจ้า" เพราะเล่าว่าพระจิตเจ้าทรงบันดาลความชื่นชมและความพิศวงในกิจการของพระเจ้าอยู่บ่อย ๆ

(5) นอกจากความคิดทางเทววิทยาเช่นนี้แล้ว กจ ยังให้รายละเอียดเกี่ยวกับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกมากซึ่งเราไม่รู้จากที่อื่น ลูกาบรรยายถึงอารมณ์และความรู้สึกของบุคคลต่าง ๆ ในเหตุการณ์ที่เขาเล่าไว้ได้อย่างดีเลิศ ข้อความหลายตอนเช่นคำปราศรัยของเปาโลต่อหน้ากษัตริย์อากริปปา (บทที่ 26) และการบรรยายความรู้สึกของบุคคลต่าง ๆ เมื่อเปาโลอำลาผู้อาวุโสของกลุ่มคริสตชนที่เมืองเอเฟซัส (20:17-38) แสดงว่าลูกาเป็นนักเขียนชั้นยอด

        กจ จึงเป็นหนังสือที่มีคุณค่าอย่างยิ่งและเป็นหนังสือเล่มเดียวที่มีลักษณะวรรณกรรมประเภทนี้ในพันธสัญญาใหม่

(6.) ตัวบทของพันธสัญญาใหม่ตกทอดมาถึงเราเป็นสำเนาคัดลอกโบราณจำนวนมากมายที่มีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยหลายแห่ง สำหรับ กจ สำเนาคัดลอกโบราณน่าสนใจที่สุดได้แก่สำเนาคัดลอกกลุ่มที่เรียกว่า "ตัวบทตะวันตก" (Western Text คือ Codex Bezae, คำแปลโบราณทั้งภาษาละตินและภาษาซีเรียค และนักเขียนของพระศาสนจักรยุคแรก) "ตัวบทตะวันตก" นี้แตกต่างจากตัวบทฉบับปรับปรุงที่เมืองอเล็กซานเดรีย เพราะไม่ได้รับการปรับปรุงเชิงวิพากษ์ในสมัยโบราณ จึงมีข้อความหลายตอนที่ผู้คัดลอกได้ปรับปรุงแก้ไขตามใจ แต่ก็มีรายละเอียดน่าสนใจซึ่งไม่พบในสำเนาคัดลอกโบราณฉบับอื่น และอาจเป็นข้อความที่ตรงกับต้นฉบับดั้งเดิมก็ได้ ข้อความแตกต่างที่มีความสำคัญมาก ๆ จะอธิบายไว้ในเชิงอรรถ

ค้นหาข้อความภาษาไทย

โครงการ "ผู้หว่าน" รุ่นที่ 6

โครงการ "ผู้หว่าน" รุ่นที่ 6 (การอบรมพระคัมภีร์เพื่อสร้างบุคลากรทำงานด้านพระคัมภีร์)

บทภาวนาปีพระวาจา

บทภาวนาปีพระวาจา

Catholic Biblical Federation

E-Book เชิญฟังพระวาจา

E-Book หนังสือ เชิญฟังพระวาจา โดย คุณพ่อทัศไนย์  คมกฤส

สื่อ-หนังสือ-เครื่องมือ

Download Banner

Download ไฟล์ Banner ข้อความ " พระวาจาทรงชีวิต"

บทความ ข้อคิด ข้อเขียน

บทเทศวันอาทิตย์ โดย ฯพณฯ ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์
วิดีโอบทเทศวันอาทิตย์โดย พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย"ข้าพเจ้าจะเข้าใจได้อย่างไร ถ้าไม่มีใครอธิบาย" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวง ฟรังซิส ไกส์
"ชวนคิด ชวนรำพึง" โดย คุณพ่อเชษฐา  ไชยเดช
รำพึงประจำวัน โดย ภราดาอำนวย ยุ่นประยงค์
รำพึงพระวาจาประจำวันโดยคุณพ่อสมเกียรติ  ตรีนิกร
ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน โดย..คุณพ่อฉลองรัฐ สังขรัตน์ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน โดย..คุณพ่อฉลองรัฐ สังขรัตน์บทความบำรุงศรัทธา
พจนานุกรมพระคัมภีร์ โดยภราดา อำนวย ยุ่นประยงค์

เชิญมาอ่านพระคัมภีร์ฯ

 

ศิลปะเพื่อพระเจ้า

ศิลปะเพื่อพระเจ้า โดย สรินทร เมธีวัชรานนท์

DOWNLOAD เอกสาร

แผนอภิบาล ค.ศ.2010-2015 พระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย
บทภาวนาของคริสตชน ฉบับปรับปรุง ค.ศ.2012

แนะนำเว็บเกี่ยวกับพระคัมภีร์

South-East Asia Bible Link
Catholic biblical Federation

Friends of the Catholic Biblical Federation biblia_clerus
แผนกพระคัมภีร์ ฝ่ายงานอภิบาล อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
แผนกคริสตศาสนธรรมอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯวิถีชุมชนวัด BEC สภาพระสังฆราชคาทอลิกประเทศไทย