"พระวาจาของพระคริสตเจ้าสถิตในท่าน" (คส. 3:16)

2 1ฟ้า แผ่นดิน และสิ่งประดับทั้งปวงก็สำเร็จบริบูรณ์ 2ในวันที่เจ็ดพระเจ้าทรงเสร็จสิ้นจากงานที่ทรงกระทำ พระองค์ทรงหยุดพักในวันที่เจ็ดจากงานทั้งหมดที่ทรงกระทำ 3พระเจ้าทรงอวยพรวันที่เจ็ดและทรงทำให้วันนั้นเป็นวันศักดิ์สิทธิ์a เพราะในวันนั้น พระองค์ทรงพักจากงานทั้งปวงที่ทรงกระทำในการเนรมิตสร้าง

          4กนี่คือประวัติความเป็นมาbของฟ้าและแผ่นดิน เมื่อพระเจ้าทรงเนรมิตสร้าง

สวนอุทยานและการทดสอบอิสรภาพc

          4ขเมื่อพระยาห์เวห์พระเจ้าทรงสร้างฟ้าและแผ่นดิน 5บนแผ่นดินยังไม่มีพุ่มไม้ และตามทุ่งนาหญ้ายังไม่ได้งอกขึ้นเลย เพราะพระยาห์เวห์พระเจ้ายังไม่ได้ทรงทำให้ฝนตกบนแผ่นดิน และยังไม่มีมนุษย์ใช้แผ่นดินเป็นที่เพาะปลูก 6แต่มีน้ำขึ้นมาจากแผ่นดิน เพื่อรดหน้าดินทั้งหมด 7พระยาห์เวห์พระเจ้าทรงเอาฝุ่นจากพื้นดินdมาปั้นมนุษย์ และทรงเป่าลมแห่งชีวิตเข้าในจมูกของเขา มนุษย์จึงเป็นผู้มีชีวิตe

          8พระยาห์เวห์พระเจ้าทรงปลูกสวนขึ้นทางทิศตะวันออกในแคว้นเอเดนf และทรงนำมนุษย์ที่ทรงปั้นมาไว้ที่นั่น 9พระยาห์เวห์พระเจ้าทรงบันดาลให้ต้นไม้ทุกชนิดงอกขึ้นจากดิน ต้นไม้เหล่านี้งดงามชวนมองและมีผลน่ากิน มีต้นไม้แห่งชีวิตต้นหนึ่งgอยู่ที่กลางสวน และมีต้นไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่ว

          10แม่น้ำสายหนึ่งไหลจากแคว้นเอเดนมารดสวน แล้วจึงแยกสาขาออกเป็นสี่สายh 11สายแรกชื่อปิโชน ไหลรอบแผ่นดินฮาวิลาห์ทั้งหมด ที่นั่นมีทองคำ 12ทองคำของแผ่นดินนี้เป็นทองบริสุทธิ์ ที่นั่นยังมียางไม้หอมiและพลอยสีแดง 13แม่น้ำสายที่สองชื่อกิโฮน ไหลรอบแผ่นดินคูชทั้งหมด 14แม่น้ำสายที่สามชื่อไทกริส ซึ่งไหลทางตะวันออกของแคว้นอัสซีเรีย แม่น้ำสายที่สี่คือยูเฟรติส

          15พระยาห์เวห์พระเจ้าทรงนำมนุษย์มาไว้ในสวนเอเดน เพื่อเพาะปลูกและดูแลสวน 16แล้วพระยาห์เวห์พระเจ้าทรงบัญชามนุษย์นั้นว่า “ท่านจะกินผลไม้จากต้นไม้ทุกต้นในสวนได้ 17แต่อย่ากินจากต้นไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่วj วันใดที่ท่านกินผลจากต้นนั้น ท่านจะต้องตาย”k

          18พระยาห์เวห์พระเจ้าตรัสว่า “มนุษย์อยู่เพียงคนเดียวนั้นไม่ดีเลย เราจะสร้างผู้ช่วยlที่เหมาะสมให้เขา” 19พระยาห์เวห์พระเจ้าจึงทรงเอาดินมาปั้นสัตว์ป่าทุกชนิดและนกทุกชนิดในท้องฟ้า ทรงนำสัตว์เหล่านี้มาให้มนุษย์ เพื่อดูว่าเขาจะตั้งชื่อมันว่าอย่างไร สัตว์แต่ละตัวจะมีชื่อตามที่มนุษย์ตั้งให้ 20มนุษย์จึงตั้งชื่อให้สัตว์เลี้ยง นกในอากาศ และสัตว์ป่าทั้งหมด แต่มนุษย์ยังไม่พบผู้ช่วยที่เหมาะกับตน 21ดังนั้น พระยาห์เวห์พระเจ้าทรงทำให้มนุษย์หลับสนิท และขณะที่เขากำลังนอนหลับ ก็ทรงเอากระดูกซี่โครงของเขาออกมาหนึ่งซี่ และทรงบันดาลให้เนื้อปิดสนิทm 22พระยาห์เวห์พระเจ้าทรงเอาซี่โครงนั้นมาสร้างหญิงn แล้วทรงนำมาให้มนุษย์ 23มนุษย์จึงพูดว่า

          “นี่คือกระดูกจากกระดูกของฉัน

                    และเนื้อจากเนื้อของฉัน

          นางจะมีชื่อว่าหญิงo

                    เพราะนางมาจากชาย”

          24เพราะฉะนั้น ชายจะละบิดามารดาของตนไปผูกพันกับภรรยา และทั้งสองคนจะเป็นเนื้อเดียวกัน

          25เขาทั้งสองคนคือมนุษย์และภรรยาต่างเปลือยกายอยู่ แต่ไม่อายกัน

2 a พระเจ้าเป็นผู้ทรงกำหนดวันสับบาโต (shabbat) ในวันนั้นพระเจ้าทรงพักผ่อน (shabat) แต่ในที่นี้พระคัมภีร์หลีกเลี่ยงไม่ใช้คำ Shabbat เพราะตามตำนานสงฆ์ กฎที่จะต้องหยุดงานในวันสับบาโตเริ่มต้นเมื่อพระเจ้าประทานธรรมบัญญัติที่ภูเขาซีนาย เพื่อเป็นเครื่องหมายของพันธสัญญา (อพย 31:12-17) อย่างไรก็ตาม พระเจ้าทรงหยุดงานเนรมิตสร้างในวันสับบาโต เพื่อเป็นแบบฉบับให้ปฏิบัติตาม (อพย 20:11; 31:17)

b คำนี้ในภาษาฮีบรู หมายถึง “ลำดับวงศ์ตระกูล” ดังนั้น จึงเป็นประวัติของบรรพบุรุษและเชื้อสาย (ดู 6:9; 25:19; 37:2) ในที่นี้ พระคัมภีร์ต้องการอธิบายว่า การเนรมิตสร้างไม่ใช่ตำนานเทพ (myth) แต่เป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เหตุการณ์แรก นั่นคือ ไม่ใช่เหตุการณ์ของเทพเจ้าในสวรรค์ดังที่ชาวซูเมอร์และอียิปต์เล่ากัน

c ข้อความใน 2:4ข-3:24 มาจากตำนานยาห์วิสต์ ประกอบขึ้นจากธรรมประเพณีหลายสายที่มารวมกัน มีเรื่องการสร้างมนุษย์ต่างจากการเนรมิตสร้างโลกในบทที่ 1 เรื่องนี้จบลงด้วยเรื่องการสร้างหญิงเป็นมนุษย์คู่แรก (2:4ข-8 และ 18-24) ตามด้วยเรื่องบาปแรกในสวนอุทยานและการลงโทษซึ่งเริ่มตั้งแต่การสร้างสวนอุทยาน (2:9-17) และจบลงในบทที่ 3 (3:1-24)

d มนุษย์ ’adam มาจากดิน ’adamah (ดู 3:19) คำ “มนุษย์” (อาดัม) นี้จะกลายเป็นนามเฉพาะของมนุษย์คนแรก “อาดัม” (4:25; 5:1, 3)

e “ผู้มีชีวิต” ภาษาฮีบรู nephesh หมายถึง สิ่งซึ่งมีชีวิตอาศัยลมหายใจ “จิต” (ruah) ยังเป็นเครื่องหมายแสดงชีวิตอีกด้วย (6:17 เชิงอรรถ f; อสย 11:2 เชิงอรรถ c; ดู สดด 6:4 เชิงอรรถ c)

f คำว่า “สวน” ต้นฉบับภาษากรีกใช้คำ “paradise” จึงเป็นที่มาของคำแปลที่พบได้ทั่วไปว่า “สวนสวรรค์ หรือสวรรค์” ส่วนแคว้นเอเดนเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ ยังบอกไม่ได้ว่าหมายถึงที่ใด แต่เดิมอาจหมายถึง “ที่ร้างกว้างขวาง” อย่างไรก็ตาม ชาวอิสราเอลเข้าใจว่าคำนี้ หมายถึง “ความสุขสำราญ” ในข้อนี้และข้อ 10 แคว้นเอเดนและสวนมีความหมายต่างกัน แต่ในภายหลังความแตกต่างนี้จะเลือนไป เราจึงพบสำนวน “สวนเอเดน” (ข้อ 15; 3:23, 24) ใน อสค 28:13  และ 31:9 เอเดนเป็น “สวนของพระเจ้า” และใน อสย 51:3 เอเดนเป็น “สวนของพระยาห์เวห์” ตรงข้ามกับทะเลทรายและที่ราบ

g “ต้นไม้แห่งชีวิต” เป็นสัญลักษณ์ของชีวิตอมตะ (ดู 3:22 เชิงอรรถ g) เกี่ยวกับต้นไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่ว ดู ข้อ 17 เชิงอรรถ j

h ข้อ 10-14 เป็นข้อความที่แทรกเข้ามา อาจจะโดยผู้เขียนตำนานยาห์วิสต์เอง ซึ่งใช้ความรู้ทางภูมิศาสตร์โบราณของโลก ผู้เขียนไม่ต้องการบอกสถานที่ตั้งของสวนเอเดน แต่ต้องการแสดงว่าแม่น้ำสายใหญ่ซึ่งเป็นสายชีวิตสำคัญของทั้งสี่เขตของโลกมีต้นกำเนิดมาจากสวนนี้ จึงไม่แปลกที่การบรรยายภูมิศาสตร์ไม่สมเหตุผล แม่น้ำไทกริสและยูเฟรติสเป็นสายที่รู้จักดีและมีต้นกำเนิดจากภูเขาในแคว้นอาร์เมเนีย แต่แม่น้ำปิโชนและกิโฮนไม่เป็นที่รู้จัก แผ่นดินฮาวิลาห์ ตาม 10:29 อยู่ในแคว้นอาราเบีย ส่วนแผ่นดินคูชซึ่งพบในที่อื่นของพันธสัญญาเดิม หมายถึง แคว้นเอธิโอเปีย แต่เราไม่รู้ว่า ฮาวิลาห์และคูชในที่นี้มีความหมายตามปกติหรือไม่

i ภาษาฮีบรู  bedolah

j ความรู้ดังกล่าวเป็นอภิสิทธิ์ที่พระเจ้าทรงสงวนไว้สำหรับพระองค์ แต่มนุษย์ทำบาปเพราะอ้างสิทธิดังกล่าวเป็นของตนเอง (3:5,22) ดังนั้น ความรู้ดีรู้ชั่วจึงไม่ได้หมายถึงความรู้ทุกอย่างซึ่งสิ่งสร้างที่ตกในบาปไม่มี อีกทั้งไม่ได้หมายถึงการรู้จักแยกแยะทางศีลธรรม เพราะมนุษย์มีอยู่แล้ว ก่อนจะตกในบาปเพราะพระเจ้าจำเป็นต้องประทานให้มนุษย์มีสติปัญญาแยกแยะได้ ดังนั้น ความรู้ดีรู้ชั่วน่าจะหมายถึงอำนาจการตัดสินด้วยตนเองว่าอะไรดีอะไรชั่วและกระทำตามการตัดสินนั้น ซึ่งเป็นการไม่ยอมขึ้นกับพระเจ้าโดยสิ้นเชิง ในด้านศีลธรรม คือ มนุษย์ปฏิเสธไม่ยอมรับสถานภาพการเป็นสิ่งสร้างของตน (ดู อสย 5:20) บาปแรกเป็นการกบฏต่ออำนาจสูงสุดของพระเจ้า เป็นบาปความหยิ่งจองหอง พระคัมภีร์กล่าวถึงการกบฏนี้เป็นรูปธรรมว่าเป็นการละเมิดคำสั่งของพระเจ้า โดยใช้ภาพการกินผลไม้ต้องห้าม

k สำนวนนี้เป็นภาษากฎหมายที่ใช้ในคำตัดสินลงโทษประหารชีวิต การกินผลไม้ไม่ได้หมายความว่าผู้ผิดจะต้องตายทันที อาดัมและเอวายังมีชีวิตอยู่หลังจากกินแล้ว และการตัดสินโทษใน 3:16-19 กล่าวถึงความตายว่าเป็นเพียงจุดจบของชีวิตที่น่าสมเพช พระคัมภีร์ต้องการบอกเพียงว่าบาปซึ่งมีการกินผลไม้เป็นสัญลักษณ์ เป็นสาเหตุของความตาย (ดู 3:3)

l การเล่าเรื่องการสร้างหญิงดูเหมือนจะมาจากธรรมประเพณีอีกสายหนึ่ง ในข้อ 16 “มนุษย์” หมายถึง ทั้งชายและหญิง เช่นเดียวกับใน 3:24 และ 3:1-3 ซึ่งต่อเนื่องกับ 2:17 ทำให้เข้าใจว่าพระเจ้าทรงห้ามทั้งชายและหญิง ไม่ให้กินผลไม้

m ความหมายแรกของคำว่า “เนื้อ” basar คือ “เนื้อ หรือกล้ามเนื้อของสัตว์หรือคน” (41:2-4; อพย 4:7; โยบ 2:5) ความหมายที่สองคือ “เนื้อ” หมายถึง ร่างกายทั้งหมด (ลนต 8:7; 1 พกษ 21:27; 2 พกษ 4:7; 2 พกษ 6:30) แล้วยังหมายถึงสมาชิกในครอบครัว (ปฐก 2:23; 29:14; 37:27) ในความหมายสุดท้าย “เนื้อ” จึงหมายถึงมนุษยชาติหรือสิ่งที่มีชีวิตทั้งมวล (“เนื้อทั้งมวล” ปฐก 6:17, 19; สดด 136:25; อสย 40:5-6) ส่วน “วิญญาณ” หรือ “ลมหายใจ” (nephesh) (2:7 เชิงอรรถ e; สดด 6:4 เชิงอรรถ b) หรือ “จิต” (ปฐก 6:17 เชิงอรรถ f) เป็นสิ่งที่ทำให้ “เนื้อ” มีชีวิต อย่างไรก็ดี บ่อยครั้ง “เนื้อ" หมายถึง ส่วนที่อ่อนแอและเสื่อมสลายได้ในมนุษย์ (6:3 ; สดด 56:4; อสย 40:6; ยรม 17:5) ในสมัยต่อมา ค่อยๆ มีการเน้นลักษณะตรงกันข้ามของ “จิต” และ “เนื้อ” มากขึ้น (สดด 78:39; ปญจ 12:7; อสย 31:3; ดู ปชญ 8:19; 9:15 เชิงอรรถ f) ภาษาฮีบรูไม่มีคำเฉพาะในความหมายว่า “ร่างกาย” ต่อมาพันธสัญญาใหม่ใช้คำกรีก “soma” (body=ร่างกาย) คู่กับคำว่า sarx (flesh=เนื้อ)(ดู รม 7:5 เชิงอรรถ c, 24 เชิงอรรถ l)

n การที่หญิงถูกสร้างมาจากกระดูกซี่โครงของชาย หมายถึง ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างชายและหญิง (ข้อ 23) ซึ่งนำทั้งสองให้มาอยู่ด้วยกันในการสมรส (ข้อ 24)

o เป็นการเล่นคำในภาษาฮีบรู ระหว่าง ’ishshah “หญิง” และ ’ish “ชาย” (เทียบ “ชายา” กับ “ชาย” ในภาษาไทย)

โครงการฯ "ผู้หว่าน" รุ่นที่ 10

โครงการสร้างบุคลากรทำงานด้านพระคัมภีร์ "ผู้หว่าน" รุ่นที่ 10

Sunday of the Word of God 2026

Sunday of the Word of God 2026

เช้าวันเสาร์เราคิดถึงพระวาจา

เช้าวันใหม่ใส่ใจภาวนา

Lectio Divina-Daily 2025

Sinapis Tell | ซีนาปีส เทลล์

Sinapis Talk | ซีนาปีส ทอล์ค

Video อบรมพระคัมภีร์

ความรู้พื้นฐานพระคัมภีร์และหนังสือปฐมกาล

หนังสืออพยพและเลวีนิติ

หนังสือกันดารวิถีและเฉลยธรรมบัญญัติ

หนังสือโยชูวา ผู้วินิจฉัยและนางรูธ

หนังสือซามูแอล ฉบับที่ 1 และ ฉบับที่ 2

หนังสือพงศ์กษัตริย์ ฉบับที่ 1 และ ฉบับที่ 2

หนังสือพงศาวดาร เอสราและเนหะมีย์

หนังสือโทบิต ยูดิธ เอสเธอร์และมัคคาบี 1 และ 2

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับประกาศกและประกาศกอาโมส

หนังสือประกาศกโฮเชยาและมีคาห์

หนังสือประกาศกอิสยาห์

หนังสือประกาศกโยนาห์และประกาศกเศฟันยาห์

หนังสือประกาศกนาฮูมและฮาบากุก

หนังสือประกาศกเยเรมีห์-เพลงคร่ำครวญ-บารุค

หนังสือประกาศกเอเสเคียลและดาเนียล

บทเทศน์บนภูเขา มธ. 5-7

พระวรสารนักบุญมัทธิว 10,13,18

พระวรสารนักบุญมาระโก

หนังสือกิจการอัครสาวก