ภาคที่สอง

อารัมภบทa

7 1ชื่อเสียงดีย่อมดีกว่าน้ำมันหอม

                   วันตายย่อมดีกว่าวันเกิด

                   2ไปยังบ้านที่มีการไว้ทุกข์

                   ย่อมดีกว่าไปยังบ้านที่มีการเลี้ยงฉลอง

                   เพราะนี่คือวาระสุดท้ายของมนุษย์ทุกคน

                   ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่จะต้องจดจำไว้ในใจ

                   3ความโศกเศร้าย่อมดีกว่าการหัวเราะ

                   เพราะใจยินดีซ่อนไว้ได้ภายใต้ใบหน้าเศร้าโศก

                   4จิตใจของผู้มีปรีชาย่อมอยู่ในบ้านที่ไว้ทุกข์

                   แต่จิตใจของผู้โง่เขลาอยู่ในบ้านที่มีการเลี้ยงฉลอง

                   5ฟังคำตำหนิของผู้มีปรีชา

ย่อมดีกว่าฟังเพลงbของผู้โง่เขลา

6เสียงหัวเราะของผู้โง่เขลา

ก็เหมือนเสียงปะทุของกิ่งหนามติดไฟอยู่ใต้หม้อ

นี่ก็ไม่เที่ยงแท้ด้วย

7การกดขี่ข่มเหงทำให้ผู้มีปรีชากลายเป็นผู้โง่เขลา

สินบนทำให้ใจลำเอียงc 

 

คำตักเตือนd

                        8จุดจบของเรื่องย่อมดีกว่าจุดเริ่มต้น

                   จิตใจที่มีความเพียรอดทนย่อมดีกว่าจิตใจทะเยอทะยาน

         

          9อย่าให้จิตใจของท่านโกรธง่าย เพราะความโกรธพำนักอยู่ในอกของผู้โง่เขลา 10อย่าถามว่า “ทำไมเวลาในอดีตจึงดีกว่าเวลาปัจจุบัน” เพราะคำถามนี้ไม่มาจากปรีชาญาณ

                   11ปรีชาญาณพร้อมกับมรดกเป็นสิ่งดี

                   และเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่เห็นดวงอาทิตย์

                   12ทั้งปรีชาญาณและเงินเป็นเหมือนร่มเงาปกป้อง

                   ผลดีของความรู้คือปรีชาญาณ ซึ่งให้ชีวิตแก่ผู้มีปรีชาญาณนั้น

                   13จงพิจารณาพระราชกิจของพระเจ้าเถิด

                   สิ่งที่พระองค์ทรงทำให้คด ผู้ใดเล่าจะทำให้ตรงได้

                   14เมื่อทุกสิ่งเป็นไปด้วยดีก็จงยินดี

                   แต่เมื่อทุกสิ่งเป็นไปไม่ดีก็จงพิจารณาเถิดว่า

                   พระเจ้าทรงบันดาลให้มีทั้งวันดีและวันไม่ดี

                   เพื่อมนุษย์จะไม่รู้ล่วงหน้าว่าอะไรจะเกิดขึ้นe

                   15ข้าพเจ้าได้เห็นทุกสิ่งในชีวิตไม่เที่ยงแท้ของข้าพเจ้า

                   คือผู้ชอบธรรมพินาศในความชอบธรรมของตน

                   คนชั่วร้ายมีชีวิตยืนยาวในความชั่วร้ายของตน

                   16อย่าเป็นผู้ชอบธรรมมากเกินไป

                   อย่าฉลาดเกินไป

                   ทำไมท่านจึงต้องการทำลายตนเองเล่า

                   17อย่าเป็นคนชั่วร้ายเกินไป

                   อย่าเป็นผู้โง่เขลา

                   ทำไมท่านจะต้องตายก่อนเวลาเล่า

                   18ท่านต้องหลีกเลี่ยงการทำเกินไปทั้งในทางดีและทางชั่ว

                   เพราะผู้ยำเกรงพระเจ้าย่อมประสบความสำเร็จในทุกสิ่งที่เขาทำf

          19ปรีชาญาณทำให้ผู้มีปรีชาแข็งแรงกว่าผู้มีอำนาจปกครองสิบคนที่อยู่ในเมือง

          20ไม่มีผู้ใดที่เป็นผู้ชอบธรรมบนแผ่นดิน ทำแต่ความดีโดยไม่ทำบาปเลย

          21อย่าสนใจฟังทุกคำที่เขาพูดกัน มิฉะนั้นท่านอาจจะได้ยินทาสของท่านกล่าวร้ายท่าน

          22เพราะใจของท่านรู้ดีว่าท่านเคยกล่าวร้ายผู้อื่นหลายครั้ง

          23ข้าพเจ้าได้ใช้ปรีชาญาณทดสอบเรื่องเหล่านี้ทั้งหมด จึงพูดว่า “ข้าพเจ้าตั้งใจจะมีปรีชา” แต่ปรีชาญาณกลับอยู่ห่างไกลจากข้าพเจ้า

                  

                   24สิ่งที่เป็นอยู่ก็อยู่ห่างไกล

                   และอยู่ลึกมาก – ผู้ใดจะค้นพบได้

          25ข้าพเจ้าตั้งใจแน่วแน่ที่จะเรียนรู้ ค้นคว้า แสวงหาปรีชาญาณและเหตุผลของสิ่งต่างๆ เพื่อจะรู้ว่าความชั่วร้ายเป็นความโง่เขลา และความโง่เขลาเป็นความบ้าg

                   26ข้าพเจ้ายังพบอีกว่าผู้หญิงเป็นความขมขื่นยิ่งกว่าความตาย

                   เพราะนางเป็นบ่วงแร้ว

                   และใจของนางเป็นตาข่ายดัก แขนของนางเป็นโซ่ตรวน

                   ผู้ใดเป็นที่พอพระทัยพระเจ้าจะหนีพ้นนาง

                   แต่คนบาปจะถูกนางจับตัวไว้

                   27ปัญญาจารย์พูดว่า ดูซิ ข้าพเจ้าค้นพบสิ่งนี้

                   เมื่อนำเรื่องหนึ่งมาเทียบกับอีกเรื่องหนึ่งเพื่อหาเหตุผล

                   28สิ่งที่ข้าพเจ้ายังแสวงหาและยังไม่ได้พบ

                   คือข้าพเจ้าเข้าใจชายหนึ่งคนในพันคนได้

                   แต่ข้าพเจ้าไม่เข้าใจหญิงใดเลย

                   29ดูซิ ข้าพเจ้าพบเพียงสิ่งนี้เท่านั้น

                   คือพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้เที่ยงตรง

                   แต่มนุษย์ทั้งหลายได้คิดค้นกลอุบายมากมาย

7 a อารัมภบทแรก (1:2-11) กล่าวถึงความน่าเบื่อหน่าย – อารัมภบทที่สอง (7:1-7) กล่าวถึงการหัวเราะ ซึ่งก็นำความทุกข์มาให้ไม่น้อยกว่ากัน

b “เพลง” ที่นี่อาจหมายถึง “คำชมสรรเสริญ”

c ความหมายของข้อนี้ไม่ชัดเจน – ความพยายามเสนอแนะการแก้ไขหลายแบบไม่มีผลเป็นที่น่าพอใจ อาจเป็นไปได้ที่ปัญญาจารย์ต้องการเพียงแต่ชี้ให้เห็นความอ่อนแอของผู้มีปรีชา ซึ่งความมีใจสงบของเขาไม่อาจต้านทานได้ทั้งโชคร้ายหรือผลประโยชน์มากเกินไป

d ธรรมบัญญัติให้หลักการเรื่องการตอบแทนความดีความชั่วเป็นส่วนรวมสำหรับอิสราเอลว่า ความเจริญรุ่งเรืองเป็นผลของความซื่อสัตย์ (ดู ลนต 26; ฉธบ 7:12ฯ; 11:26-28; 28:1-68) – บรรดาผู้มีปรีชาได้ใช้หลักการนี้กับปัจเจกบุคคลด้วยว่า พระเจ้าทรงตอบแทนแต่ละคนตามการกระทำของเขา (โยบ 34:11; สดด 62:12; สภษ 24:12) จากนี้เขาจึงสรุปว่าสภาพปัจจุบันของแต่ละคนขึ้นอยู่กับกิจการที่เขาได้ทำ แต่เมื่อประสบการณ์ไม่เป็นไปตามหลักการนี้ เขาก็อธิบายว่าความสำเร็จของคนชั่วและความทุกข์ยากของคนดีนั้นไม่จีรังยั่งยืน ความคิดเช่นนี้ปรากฏใน สดด 37 และในความคิดของเพื่อนทั้งสามคนของโยบ – แต่ปัญญาจารย์ไม่เห็นด้วยกับหลักการนี้ เขาโต้แย้งความเห็นของคนทั่วไปโดยเห็นว่าไม่มีเหตุผล (7:9-12) – เราต้องยอมรับชีวิตอย่างที่เป็นอยู่โดยไม่แสวงหาเหตุผลมาอธิบาย (7:13-15) – ถ้าชีวิตและความตายถูกจัดไว้อย่างไม่มีเหตุผล (7:15) ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่มนุษย์จะใช้ความพยายามเกินสติปัญญาของตนเพื่อแก้ปัญหา (7:16-18) – ชื่อเสียงไม่มีความหมายอะไร (7:19-22) – โลกที่เราสัมผัสได้นั้นอธิบายไม่ได้ ความเป็นจริงเป็นความลึกลับที่ไม่อาจหยั่งรู้ได้ (7:23ฯ) – [มีข้อความแทรกเข้ามาต่อต้านสตรีใน 7:26-28] – โชคชะตานั้นตาบอด ไม่สงสารผู้ใด แม้แต่กษัตริย์ (8:1-9) และยังชั่วร้ายอีกด้วย (8:10-14) – แล้วจึงถึงบทสรุปใน 8:15.

e “มนุษย์จะไม่รู้ล่วงหน้าว่าอะไรจะเกิดขึ้น” – แปลตามตัวอักษรว่า “เพื่อมนุษย์จะไม่พบสิ่งใดภายหลังตน”

f “ย่อมประสบความสำเร็จในทุกสิ่งที่เขาทำ” – แปลโดยคาดคะเน - ต้นฉบับไม่ชัดเจน

g “ข้าพเจ้าตั้งใจแน่วแน่ที่จะเรียนรู้.......” – แปลตามตัวอักษร ตามต้นฉบับคัดลอกบางฉบับและสำนวนแปลโบราณภาษาอาราเมอิก (Targum) ว่า “ข้าพเจ้าได้มาถึงจิตใจข้าพเจ้า” – ต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า “และจิตใจข้าพเจ้า” ** “และความโง่เขลาเป็นความบ้า” – แปลโดยคาดคะเน – เทียบ 10:13.