Get Adobe Flash player

"พระคริสตเจ้าทรงเป็นผู้ใดสำหรับข้าพเจ้า" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวงฟรังซิส ไก้ส์
“ตั้งแต่นี้ต่อไป อย่าให้ใครได้กินผลของเจ้าอีกเลย”

58. พระเยซูเจ้าทรงขับไล่บรรดาพ่อค้าออกจากพระวิหาร (มก 11:15-19)
11 15พระเยซูเจ้าเสด็จไปยังกรุงเยรูซาเล็มพร้อมกับบรรดาศิษย์ เมื่อเสด็จเข้าสู่พระวิหาร พระองค์ทรงขับไล่บรรดาคนซื้อขายในพระวิหาร ทรงคว่ำโต๊ะของคนแลกเงิน และม้านั่งของคนขายนกพิราบ 16พระองค์ไม่ทรงยอมให้ใครแบกสัมภาระเดินผ่านพระวิหาร 17พระองค์ตรัสสอนประชาชนว่า “มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์มิใช่หรือว่า บ้านของเราจะได้ชื่อว่าบ้านแห่งการอธิษฐานภาวนาสำหรับนานาชาติ แต่ท่านทั้งหลายกลับมาทำให้เป็นซ่องโจร” 18เมื่อบรรดามหาสมณะและบรรดาธรรมาจารย์ได้ยินเรื่องนี้ ก็หาช่องทางที่จะกำจัดพระองค์ แต่เขากลัวพระองค์ เพราะประชาชนกำลังประทับใจในคำสั่งสอนของพระองค์ 19ครั้นถึงเวลาเย็น พระองค์ก็เสด็จออกจากเมืองพร้อมกับบรรดาศิษย์


a) อธิบายความหมาย
-พระเยซูเจ้าเสด็จไปยังกรุงเยรูซาเล็มพร้อมกับบรรดาศิษย์ เมื่อเสด็จเข้าสู่พระวิหาร พระองค์ทรงขับไล่บรรดาคนซื้อขายในพระวิหาร สักการบูชาที่ถวายในพระวิหารที่กรุงเยรูซาเล็มมีหลายชนิด ซึ่งเปิดโอกาสให้เกิดความต้องการสัตว์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการบูชาจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นกเขาและนกพิราบซึ่งเป็นเครื่องบูชาธรรมดาของคนยากจน ด้วยเหตุนี้ ผู้รับผิดชอบคารวกิจจึงอนุญาตให้พ่อค้าจำนวนหนึ่งที่ยอมจ่ายภาษีเข้ามาขายเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้มาแสวงบุญ โดยขายสิ่งที่จำเป็นเพื่อถวายบูชาและมีกำไรพอสมควร ในทำนองเดียวกัน เงินบริจาคในพระวิหารต้องเป็นสกุลเงินตราโบราณของชาวยิว ซึ่งเคยใช้เมื่ออาณาจักรยิวมีเอกเทศ ผู้แสวงบุญที่เดินทางมาจากแดนไกล จำเป็นต้องแลกเงินโรมันหรือกรีก ทั้งหมดนี้ช่วยชาวยิวที่เลื่อมใสศรัทธาให้ปฏิบัติหน้าที่ทางศาสนาก็จริง แต่ในอีกแง่หนึ่ง ทำให้มีพ่อค้ามากมายเป็นสาเหตุให้บริเวณพระวิหารกลายเป็นตลาด ซึ่งไม่เหมาะสมกับความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่

- ทรงคว่ำโต๊ะของคนแลกเงิน และม้านั่งของคนขายนกพิราบ ชาวยิวถือว่าเงินสกุลของจักรวรรดิโรมันมีมลทิน ต้องให้แลกเป็นเงินโบราณของชาวยิวซึ่งไม่มีมลทิน จึงเป็นโอกาสให้ผู้บริการมีกำไรเกินอัตรา นอกจากการบริจาคเงินด้วยความสมัครใจแล้ว ชาวยิวทุกคนยังต้องเสียภาษีประจำปี เป็นจำนวนครึ่งเหรียญ เพื่อใช้บำรุงพระวิหาร

- พระองค์ไม่ทรงยอมให้ใครแบกสัมภาระเดินผ่านพระวิหาร บางทีนักบุญมาระโกกำลังอ้างถึงบุคคลที่ต้องการเดินทางผ่านระหว่างกรุงเยรูซาเล็มกับภูเขามะกอกเทศโดยแบกสัมภาระที่ไม่เกี่ยวข้องกับคารวกิจ แต่มาใช้เส้นทางลัดบริเวณลานพระวิหาร

- พระองค์ตรัสสอนประชาชนว่า “มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์มิใช่หรือว่า บ้านของเราจะได้ชื่อว่าบ้านแห่งการ อธิษฐานภาวนาสำหรับนานาชาติ พระเยซูเจ้าทรงอ้างข้อความจากประกาศกอิสยาห์ (อสย 56:7) เพื่อเตือนความทรงจำของผู้ฟังว่าพระวิหารเป็นบ้านของพระเจ้า ผู้ที่เข้าไปในพระวิหารก็ต้องมีเจตนาหนึ่งเดียวคือพบกับพระเจ้าและนมัสการพระองค์ “ด้วยจิตและตามความจริง” (ยน 4:23) พระเยซูเจ้าทรงขับไล่พ่อค้าออกจากพระวิหารเป็นสัญลักษณ์ของการชำระพระวิหาร และการเจิมถวายแผ่นดินและมนุษยชาติแด่พระเจ้า พระองค์จึงทรงอ้างถึงสิทธิของคนต่างศาสนาที่จะมีประสบการณ์กับพระเจ้าเช่นเดียวกับชาวยิว

- แต่ท่านทั้งหลายกลับมาทำให้เป็นซ่องโจร” ประกาศกเยเรมีห์เคยยืนอยู่ที่ประตูพระวิหาร ประณามชาวยิวร่วมสมัยเช่นนี้ด้วย (ยรม 7:11) เพราะชาวยิวร่วมสมัยปฏิบัติศาสนกิจเพียงภายนอกเป็นการปิดบังบาปของตนโดยไม่ยอมกลับใจ พระเยซูเจ้าทรงใช้ประโยคนี้เกือบทุกตัวอักษร เพื่อทรงตำหนิและกล่าวหาทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการค้าขายที่ไม่เหมาะสมในพระวิหาร

- เมื่อบรรดามหาสมณะ หมายถึงหัวหน้าครอบครัวสมณะชั้นสูง มหาสมณะได้รับเลือกจากบุคคลในกลุ่มนี้

- และบรรดาธรรมาจารย์ หมายถึงนักกฎหมายผู้มีหน้าที่ตีความหมายและพัฒนาข้อกำหนดของธรรมบัญญัติ สั่งสอนบรรดาศิษย์และตัดสินคดี ในพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก มีเพียงครั้งเดียวที่เขา(เหล่านั้น)ไม่แสดงตนเป็นปรปักษ์กับพระเยซูเจ้า (เทียบ 12:28)

- ได้ยินเรื่องนี้ ก็หาช่องทางที่จะกำจัดพระองค์ นี่เป็นครั้งแรกที่บรรดาหัวหน้าสมณะและบรรดาธรรมาจารย์รวมหัวกันเพื่อกำจัดพระองค์ สองกลุ่มนี้พร้อมกับผู้แทนของบรรดาฟาริสีซึ่งไม่ได้กล่าวถึงในที่นี้ ก็เป็นสมาชิกของสภาสูงสุดของชาวยิว

- แต่เขากลัวพระองค์ เพราะประชาชนกำลังประทับใจในคำสั่งสอนของพระองค์ ไม่หมายความว่าประชาชนมีความเชื่อในพระเยซูเจ้า แต่เขาเหล่านั้นมีความกระตือรือร้นในพระองค์ ทั้งเพราะคำสั่งสอนและการกระทำอัศจรรย์

- ครั้นถึงเวลาเย็น พระองค์ก็เสด็จออกจากเมืองพร้อมกับบรรดาศิษย์ พระเยซูเจ้าเสด็จกลับไปหมู่บ้านเบธานีพร้อมกับบรรดาศิษย์ ซึ่งไม่มีบทบาทใดในเหตุการณ์ครั้งนี้ เขาเป็นเพียงพยานถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและได้ยินคำเทศน์สอนของพระเยซูเจ้าเท่านั้น