Get Adobe Flash player

Bible Diary 2020

biblediary2020

Bible Application

Application พระคัมภีร์คาทอกลิกฉบับสมบูรณ์
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword สำหรับ IPHONE และ IPAD :::
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword แบบออฟไลน์ :::
Application พระคัมภีร์คาทอลิกค้นหา "พระคัมภีร์คาทอลิก"
ได้ทั้ง Appstore และ Playstore

พระคัมภีร์คาทอลิก(E-Book)

E-book มัทธิว มาระโก ลูกา ยอห์น กิจการฯ

สมณลิขิตVerbum Domini

สมณลิขิตเตือน Verbum Domini ของสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ที่ 1

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

หนังสือโทบิต

  1. อารัมภบทของผู้แปล
  2. บทที่ 1
  3. บทที่ 2
  4. บทที่ 3
  5. บทที่ 4
  6. บทที่ 5
  7. บทที่ 6
  8. บทที่ 7
  9. บทที่ 8
  10. บทที่ 9
  11. บทที่ 10
  12. บทที่ 11
  13. บทที่ 12
  14. บทที่ 13
  15. บทที่ 14
  16. บทที่ 15
  17. บทที่ 16
  18. บทที่ 17
  19. บทที่ 18
  20. บทที่ 19
  21. บทที่ 20

อารัมภบทของผู้แปลa

            1เราทั้งหลายได้รับคำสอนสำคัญต่างๆหลายเรื่อง เป็นมรดกมาทางหนังสือธรรมบัญญัติ หนังสือประกาศก 2และข้อเขียนอื่นๆbที่ตามมา 3อิสราเอลจึงสมควรได้รับคำสรรเสริญเพราะการอบรมสั่งสอนที่ชาญฉลาด 4ผู้ที่อ่านและคุ้นเคยกับหนังสือเหล่านี้ไม่ควรมีความรู้เพียงเพื่อตนเองเท่านั้น     5แต่เมื่อมีความรู้แล้ว เขาก็ควรให้ความรู้นี้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วย 6อาศัยทั้งคำพูดและข้อเขียน 7เพราะเหตุนี้ เยซูปู่ของข้าพเจ้าจึงใช้เวลานาน เอาใจใส่ 8อ่านหนังสือธรรมบัญญัติ 9หนังสือประกาศก 10และข้อเขียนอื่นๆของบรรพบุรุษ 11เขาจึงมีความคุ้นเคยอย่างดีกับหนังสือเหล่านี้  12และปรารถนาจะเขียนบางสิ่งเพื่ออบรมสั่งสอนให้ผู้อื่นมีปรีชาญาณ 13ผู้ที่รักปรีชาญาณและคุ้นเคยกับคำสอนเหล่านี้ 14จะได้ก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นในการดำเนินชีวิตถูกต้องตามธรรมบัญญัติ

          15ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงเชิญชวนท่านทั้งหลาย 16โปรดตั้งใจ 17อ่านข้อเขียนนี้ 18และให้อภัย 19ในกรณีที่ดูเหมือนว่า 20ข้าพเจ้าไม่อาจแปลข้อความได้ตรงความหมาย ทั้งๆที่ได้พยายามอย่างดีที่สุดแล้ว 21-22ทั้งนี้ก็เพราะว่า ข้อความที่พูดเป็นภาษาฮีบรูนั้นอาจจะมีความหมายไม่เหมือนเดิมเมื่อแปลออกมาเป็นภาษาอื่น 23ยิ่งกว่านั้น ไม่เพียงแต่ข้อเขียนนี้เท่านั้น 24แต่หนังสือธรรมบัญญัติ หนังสือประกาศก 25และข้อเขียนอื่นๆ 26ก็ยังมีความแตกต่างอยู่ไม่น้อยเมื่ออ่านในภาษาเดิมด้วย

          27ปีที่ 38 รัชสมัยกษัตริย์เอวแอร์เกเตสc 28ข้าพเจ้าได้มาที่ประเทศอียิปต์ และระหว่างที่อยู่ที่นั่น 29ได้พบข้อเขียนฉบับนี้dที่มีคุณค่ามากในการสั่งสอน 30ข้าพเจ้าจึงคิดว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ข้าพเจ้าจะเอาใจใส่และยอมลำบากบ้างเพื่อแปลหนังสือฉบับนี้ 31ข้าพเจ้าใช้เวลาทั้งกลางวันและกลางคืนศึกษาเต็มความสามารถ 32ศึกษาตลอดเวลา 33เพื่อแปลหนังสือฉบับนี้จนสำเร็จ 34จะได้เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่อยู่ต่างประเทศ ซึ่งต้องการจะศึกษาหาความรู้ 35และปรับปรุงตนให้พร้อมที่จะดำเนินชีวิตตามธรรมบัญญัติ.

อารัมภบท  a ผู้แปลหนังสือบุตรสิราเป็นภาษากรีกได้เขียนข้อความที่เป็นอารัมภบทนี้เพิ่มไว้ตอนต้นของหนังสือ พระศาสนจักรไม่คิดว่าอารัมภบทนี้เป็นข้อความที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้า

b “หนังสือธรรมบัญญัติ หนังสือประกาศก และข้อเขียนอื่นๆ” สำนวนนี้เป็นสำนวนที่ชาวยิวใช้หมายถึงพระคัมภีร์ทั้งหมดของตน (= พันธสัญญาเดิม) เพราะเขาแบ่งหนังสือต่างๆในพระคัมภีร์เป็น 3 หมวด (ดู 1 มคบ 12:9 เชิงอรรถ c) สำนวนนี้ยังพบได้อีกในข้อ 8-10, 24-25  นักวิชาการไม่แน่ใจว่าในศตวรรษที่ 2 ก.ค.ศ. เมื่อบุตรสิราเขียนหนังสือของตนนี้ พระคัมภีร์แต่ละหมวดมีหนังสือครบดังที่เรารู้จักในปัจจุบันนี้หรือยัง

c “กษัตริย์เอวแอร์เกเตส” คงหมายถึงกษัตริย์โทเลมีที่ 7 Euergetes Physcon ซึ่งครองราชย์ในช่วงเวลาปี 170-117 ก.ค.ศ. ดังนั้นปีที่ 38 ของรัชกาลนี้จึงตรงกับปี 132 ก.ค.ศ.

d “พบข้อเขียนฉบับนี้” แปลโดยคาดคะเน เพราะคำนี้ในภาษากรีกเป็นคำคุณศัพท์ซึ่งแปลว่า “ไม่เหมือน” – แต่ในที่นี้ใช้เป็นคำนาม

I. รวมภาษิต

 

ที่มาของปรีชาญาณa

  1. 1. 1ปรีชาญาณทั้งมวลมาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าb

          และอยู่กับพระองค์ตลอดไป

          2เม็ดทรายในทะเล หยาดน้ำฝน

          วันที่โลกคงอยู่ ใครเล่าจะนับได้

          3ความสูงของท้องฟ้า ความกว้างของแผ่นดิน

          ความลึกแห่งห้วงสมุทรc ใครเล่าจะสำรวจได้

          4ปรีชาญาณถูกเนรมิตขึ้นมาก่อนสิ่งใด

          ความรู้รอบคอบมีมาแต่นิรันดรd

          6ใครเล่าได้รับการเปิดเผยถึงที่มาของปรีชาญาณ

          ใครเล่ารู้ความคิดลึกล้ำของปรีชาญาณe

          8มีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่มีปรีชาและน่าเกรงขาม

          คือพระองค์ผู้ประทับบนพระบัลลังก์f

          9องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเนรมิตปรีชาญาณg

          ทอดพระเนตรเห็นและทรงวัดขนาด

          แล้วทรงหลั่งปรีชาญาณลงมายังพระราชกิจทั้งปวงของพระองค์

          10พระองค์ประทานปรีชาญาณแก่มนุษย์ตามพระทัยกว้างขวางของพระองค์

          ทรงแจกจ่ายแก่บรรดาผู้ที่รักพระองค์

ความยำเกรงพระเจ้าh

            11ความยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นสิริรุ่งโรจน์และความภูมิใจ

          เป็นความยินดีและความชื่นชมเหมือนได้สวมมงกุฎ

          12ความยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าทำให้ดวงใจเบิกบาน

          ให้ความสุข ความยินดี และชีวิตยืนยาว

          13สำหรับผู้ยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้า ทุกสิ่งจะจบลงด้วยดี

          เขาจะได้รับพระพรในวันที่เขาสิ้นชีวิตi

            14ความยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นบ่อเกิดแห่งปรีชาญาณ

          พระองค์ทรงเนรมิตปรีชาญาณให้อยู่กับผู้มีความเชื่อตั้งแต่ในครรภ์มารดา

          15ปรีชาญาณสร้างที่พำนักถาวรในหมู่มนุษย์

          และจะดำรงอยู่กับลูกหลานของมนุษย์อย่างซื่อสัตย์

          16ความยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นปรีชาญาณที่สมบูรณ์

          ผลของปรีชาญาณทำให้มนุษย์อิ่มใจ

          17ปรีชาญาณทำให้บ้านเต็มไปด้วยสิ่งพึงปรารถนาสารพัด

          และทำให้ยุ้งฉางมีผลิตผลของปรีชาญาณเต็มเปี่ยม

          18ความยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นปรีชาญาณสูงสุด

          ทำให้สันติภาพและสุขภาพเจริญรุ่งเรือง

          19องค์พระผู้เป็นเจ้าทอดพระเนตรเห็นและทรงวัดปรีชาญาณ

          ประทานความรู้และความเข้าใจให้เหมือนฝน

          ทรงยกย่องเกียรติยศของผู้ที่มีปรีชาญาณ

          20ความยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นรากเหง้าของปรีชาญาณ

          กิ่งก้านของปรีชาญาณคือชีวิตยืนยาวj

 

 

ความพากเพียรและการบังคับตน

            22ผู้มีโทสะไร้เหตุผลkย่อมแก้ตัวไม่ได้

          โทสะนั้นแหละจะถ่วงเขาลงสู่ความพินาศ

          23คนพากเพียรต้องอดทนจนถึงเวลาที่กำหนด

          ในที่สุด เขาจะมีความยินดี

          24เขาจะเก็บความคิดไว้จนถึงเวลาที่กำหนด

          แล้วคนจำนวนมากจะยกย่องปัญญาของเขา

ปรีชาญาณและความซื่อตรง

            25ในคลังของปรีชาญาณมีภาษิตต่างๆที่ให้ความรู้

          แต่ความยำเกรงพระเจ้าเป็นที่รังเกียจของคนบาป

          26ถ้าท่านต้องการได้ปรีชาญาณ จงปฏิบัติตามบทบัญญัติl

          แล้วองค์พระผู้เป็นเจ้าจะประทานปรีชาญาณแก่ท่าน

          27ความยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นปรีชาญาณและการอบรมสั่งสอน

          พระองค์พอพระทัยความซื่อสัตย์และความอ่อนโยน

          28อย่าดื้อดึงต่อความยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้า

          อย่าเข้าใกล้พระองค์ด้วยใจไม่เที่ยงตรง

          29อย่าเป็นคนหน้าซื่อใจคดต่อหน้าคนทั้งหลายm

          จงควบคุมคำพูดให้ดี

          30อย่าทะนงตน เพื่อจะไม่ล้ม

          ท่านจะได้ไม่ต้องอับอาย

          องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงเผยความลับของท่าน

          จะทรงทำให้ท่านต้องอับอายในหมู่ผู้มาชุมนุมกัน

          เพราะท่านไม่แสวงหาความยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้า

          และจิตใจของท่านเปี่ยมด้วยความคดโกง

1 a เนื้อหาในบทแรกนี้มีความคิดหลักหลายเรื่องจัดเป็นชุดๆ คล้ายกับตอนต้นของหนังสือสุภาษิต

b พระคัมภีร์ภาษากรีกฉบับ LXX ชอบใช้คำว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า” (gr. = Kyrios) แปลพระนาม “ยาห์เวห์” ของพระเจ้า ผู้แปลหนังสือบุตรสิราใช้วลี “องค์พระผู้เป็นเจ้า” นี้บ่อยๆ แม้เมื่อแปลพระนามอื่นๆของพระเจ้าในภาษาฮีบรูด้วย

c “ความลึกแห่งห้วงสมุทร” แปลตามต้นฉบับภาษาละติน (ดู ภาษาซีเรียคด้วย) – ต้นฉบับภาษากรีกว่า “ห้วงสมุทรและปรีชาญาณ”

d เลขลำดับข้อในหนังสือบุตรสิราแต่เดิมใช้กับตัวบทภาษาละตินซึ่งยาวกว่าต้นฉบับภาษากรีก ดังนั้นในสำนวนแปลฉบับนี้จึงมีบางข้อขาดหายไป แต่ก็ได้เพิ่มเข้ามาในภายหลัง ข้อที่ขาดไปเหล่านี้ยังพบได้ด้วยในสำเนาคัดลอกโบราณภาษากรีกชุดหนึ่ง (ซึ่งจะมีอักษรย่อกำกับบอกไว้  Gk 248) – ข้อ 5 ที่ขาดไปมีความว่า 5บ่อเกิดของปรีชาญาณคือพระวาจาของพระเจ้าในสวรรค์ วิถีทางของปรีชาญาณคือธรรมบัญญัตินิรันดร

e สำเนาโบราณภาษากรีก Gk 248, สำนวนแปลโบราณภาษาซีเรียค, Hexapla และสำนวนแปลภาษาละตินเพิ่มข้อ 7 ดังนี้ 7ความรู้จักปรีชาญาณได้ปรากฏแก่ผู้ใดบ้าง และใครเข้าใจว่าปรีชาญาณมีวิถีทางมากมาย

f ผู้แต่งเน้นว่าพระเจ้าทรงมีแต่พระองค์เดียวและทรงอยู่เหนือทุกสิ่ง ปรีชาญาณเป็นคุณลักษณะของพระองค์และเป็นจุดเด่นของสิ่งสร้างทั้งหลาย เป็นของประทานจากพระเจ้าแก่มนุษย์ วรรณกรรมปรีชาญาณมักกล่าวถึงปรีชาญาณว่าเป็นเสมือนบุคคลหนึ่ง (สภษ 8:22 เชิงอรรถ e) แต่ในข้อนี้ปรีชาญาณเป็นเพียงสิ่งสร้างและจะเป็นพระเจ้าไม่ได้

g สำนวนแปลภาษาละตินเพิ่ม “อาศัยพระจิตเจ้า” -- แต่วลีนี้เป็นข้อความที่คริสตชนเติมเข้ามาแน่ๆ

h สำหรับชาวยิว “ความยำเกรงพระเจ้า” มีความหมายเพียงความเลื่อมใสศรัทธาทางศาสนา ความคิดดั้งเดิมเรื่องความหวาดกลัวต่อหน้าอำนาจน่ายำเกรงของพระยาห์เวห์ได้สูญหายไปจากเทววิทยาของชาวยิวแล้วในสมัยที่หนังสือนี้แต่งขึ้น

i ต้นฉบับภาษาละตินเสริมตรงนี้ว่า “14ความรักพระเจ้าคือปรีชาญาณน่ายกย่อง 15แต่ผู้ที่พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์ให้เห็นก็รักพระองค์ พิศเพ่งพระองค์ และประกาศพระราชกิจยิ่งใหญ่ของพระองค์”

j สำเนาโบราณภาษากรีก Gk 248, สำนวนแปลโบราณภาษาซีเรียค, Hexapla เสริมว่า “21ความยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าลบล้างบาป ผู้ที่มั่นคงจนถึงที่สุดจะไม่ถูกลงโทษ” – ส่วนต้นฉบับภาษาละตินเสริมว่า “26ความยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นความเลื่อมใสศรัทธาในความรู้ 27แต่คนบาปรังเกียจปรีชาญาณ ความยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าขจัดบาปออกไป”

k “ผู้มีโทสะไร้เหตุผล” แปลตามตัวอักษรว่า “โทสะอธรรม”

l สำหรับบุตรสิรา ปรีชาญาณและการปฏิบัติตามธรรมบัญญัติเป็นสิ่งที่อยู่ควบคู่กัน (19:20; เทียบ ปญจ 12:13) แต่ในที่นี้ปรีชาญาณเป็นรางวัลของผู้ปฏิบัติตามบทบัญญัติ

m “ต่อหน้าคนทั้งหลาย” แปลตามสำนวนแปลโบราณต่างๆ – ต้นฉบับภาษากรีกว่า “ในริมฝีปาก”

ความยำเกรงพระเจ้าเมื่อประสบความยากลำบากa

2. 1ลูกเอ๋ย ถ้าท่านปรารถนาจะรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้า

          ก็จงเตรียมตัวรับการทดลองเถิด

          2จงมีใจเที่ยงตรงและมั่นคง

          อย่าตกใจเมื่อตกทุกข์ได้ยาก

          3จงยึดพระองค์ไว้ อย่าพรากจากพระองค์ไปเลย

          เพื่อท่านจะได้รับเกียรติในวันสุดท้ายของท่าน

          4จงยอมรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับท่าน

          จงพากเพียรเมื่อต้องเผชิญกับเคราะห์ร้าย

          5เพราะทองคำต้องถูกทดลองในไฟฉันใด

          ผู้ที่พระเจ้าพอพระทัยก็ต้องรับการทดลองให้ตกต่ำประหนึ่งอยู่ในไฟฉันนั้น

          6จงวางใจในพระเจ้า แล้วพระองค์จะทรงช่วยเหลือท่าน

          จงเดินตามทางตรง และมีความหวังในพระองค์เถิด

          7ท่านทั้งหลายที่ยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้า จงรอรับพระเมตตา

          อย่าเดินนอกทาง เพื่อจะไม่ต้องล้ม

          8ท่านทั้งหลายที่ยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้า จงวางใจพระองค์

          แล้วรางวัลของท่านจะไม่หลุดมือไป

          9ท่านทั้งหลายที่ยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้า จงหวังรับสิ่งดี

          ความสุขนิรันดร และพระเมตตาจากพระองค์

          10จงพิจารณาคนรุ่นก่อนๆว่า

          มีใครบ้างที่วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้วต้องผิดหวัง

          มีใครบ้างที่ยำเกรงพระองค์อย่างมั่นคงแล้วถูกทอดทิ้ง

          มีใครบ้างที่เรียกขานให้พระองค์ทรงช่วยแล้วพระองค์ไม่ทรงเหลียวแล

          11เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้ามีพระทัยสงสารและเมตตา

          ทรงอภัยบาปและทรงช่วยให้รอดพ้นในยามทุกข์ร้อน

          12วิบัติจงเกิดแก่คนมีใจขลาดและไม่กล้าทำการใดb

          และวิบัติจงเกิดแก่คนบาปที่เหยียบเรือสองแคม

          13วิบัติจงเกิดแก่คนใจเฉื่อยชา เพราะเขาไม่มีความเชื่อ

          เขาจึงจะไม่ได้รับการปกป้องเลย

          14วิบัติจงเกิดแก่ท่านทั้งหลายที่สูญเสียความพากเพียรอดทน

          ท่านจะทำอย่างไรเมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาเยี่ยมท่าน

          15บรรดาผู้ยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าย่อมไม่ละเมิดพระบัญชา

          บรรดาผู้รักพระองค์จะเดินตามหนทางของพระองค์

          16บรรดาผู้ยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าพยายามทำตนให้เป็นที่พอพระทัย

          บรรดาผู้รักพระองค์ย่อมอิ่มใจในธรรมบัญญัติc

          17บรรดาผู้ยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าย่อมมีใจพร้อมอยู่เสมอ

          รู้จักถ่อมตนเฉพาะพระพักตร์พระองค์

          18เราจงมอบตนไว้ในอ้อมพระกรขององค์พระผู้เป็นเจ้า มิใช่ในอ้อมแขนของมนุษย์

          เพราะพระองค์ทรงยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ทรงพระเมตตาเพียงนั้น

2 a ความคิดนี้พบบ่อยๆในพันธสัญญาเดิม โดยเฉพาะในหนังสือเพลงสดุดี

b “มีใจขลาดและไม่กล้าทำการใด” แปลตามตัวอักษรว่า “มีใจขลาดและมือล้า” ดูเหมือนว่าผู้เขียนต้องการเตือนชาวยิวให้กล้าต่อต้านผู้ที่เบียดเบียนเขา ผู้เขียนประณามชาวยิวที่ละทิ้งศาสนา แม้เพียงภายนอกเท่านั้น (“เหยียบเรือสองแคม”) ด้วย (ข้อ 12ข, 15 เทียบ 2 มคบ 6:21-28)

c บุตรสิราคิดว่าความรักไม่ขัดกับความเชื่อฟัง เพราะเป็นเรื่องเดียวกัน ความรักไม่แสวงหาผลประโยชน์ ความหวังจะได้รับรางวัลไม่ใช่ความคิดหลักในที่นี้ ท่าทีเช่นนี้เป็นเอกลักษณ์ของ บสร แต่เรายังพบได้อีกในข้อเขียนของชาวยิวคนอื่นด้วย

หน้าที่ต่อบิดามารดา

3. 1ลูกทั้งหลาย จงฟังข้าพเจ้าซึ่งเป็นบิดาของท่านเถิด

          ถ้าท่านทำเช่นนี้ ท่านจะรอดพ้น

          2องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงปรารถนาให้บิดาได้รับเกียรติจากบุตร

          ทรงกำหนดให้มารดาได้รับความเคารพจากบุตร

          3บุตรที่ยำเกรงบิดาก็ชดเชยบาปของตน

          4บุตรที่ให้เกียรติมารดาก็เหมือนกับสะสมทรัพย์สมบัติไว้

          5ผู้ที่ยำเกรงบิดาก็มีความสุขจากบุตรของตน

          เมื่อเขาอธิษฐานภาวนา พระเจ้าก็จะทรงฟังเขา

          6บุตรที่ให้เกียรติบิดาจะมีอายุยืน

          บุตรที่เชื่อฟังองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทำให้มารดาชื่นใจ

          7ผู้ยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าย่อมให้เกียรติแก่บิดาa

          เขารับใช้บิดามารดาเหมือนรับใช้เจ้านายb

          8จงให้เกียรติบิดาด้วยกิจการและวาจา

          เพื่อพรจากบิดาจะได้ลงมาเหนือท่าน

          9พรของบิดาทำให้บ้านเรือนของบุตรมั่นคง

          แต่คำสาปแช่งของมารดาย่อมถอนรากฐาน

          10อย่าภูมิใจเมื่อบิดาของท่านต้องอับอาย

          เพราะความเสื่อมศักดิ์ศรีของบิดาไม่เป็นเกียรติแก่ท่าน

          11เกียรติของมนุษย์ย่อมมาจากเกียรติของบิดา

          และความอับอายของมารดาก็เป็นความอับอายของบุตรด้วย

          12ลูกเอ๋ย จงดูแลบิดาของท่านในวัยชรา

          อย่าให้เขาเศร้าโศกตลอดชีวิต

          13แม้สติปัญญาของบิดาจะเสื่อมลง ก็จงสงสารเขา

          อย่าดูหมิ่นเขาขณะที่ท่านยังแข็งแรงอยู่

          14เพราะพระเจ้าจะไม่ทรงลืมความเมตตาของท่านต่อบิดา

          พระองค์จะทรงนับว่าความเมตตานั้นเป็นการใช้โทษบาปของท่าน

          15เมื่อท่านตกทุกข์ได้ยาก พระเจ้าจะทรงระลึกถึงท่าน

          บาปของท่านจะสลายไปดุจน้ำแข็งละลายเมื่อถูกแสงแดด

          16บุตรที่ละทิ้งบิดาก็เหมือนผู้กล่าวดูหมิ่นพระเจ้า

          บุตรที่ทำให้มารดาเสียใจ จะถูกองค์พระผู้เป็นเจ้าสาปแช่ง

ความถ่อมตน

            17ลูกเอ๋ย ไม่ว่าท่านจะทำสิ่งใด จงทำด้วยความถ่อมตนเถิด

          แล้วท่านจะเป็นที่รักมากกว่าคนให้ของกำนัลc

          18ท่านยิ่งเป็นใหญ่มากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งต้องถ่อมตนลงมากเท่านั้น

          แล้วพระเจ้าจะโปรดปรานท่านd

          (19) 20เพราะพระอานุภาพขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นยิ่งใหญ่

          พระองค์ทรงได้รับเกียรติจากผู้ต่ำต้อยe

          21อย่าแสวงหาความรู้ที่ยากเกินไปสำหรับท่าน

          อย่าค้นคว้าสิ่งที่เกินกำลังของท่านf

          22จงไตร่ตรองแต่สิ่งที่ท่านได้รับมอบหมาย

          ท่านไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องเร้นลับต่างๆ

          23อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่เกินปัญญาของท่านg

          เพราะเรื่องที่พระเจ้าทรงเปิดเผยก็เกินปัญญามนุษย์อยู่แล้ว

          24การยึดมั่นในความเห็นของตนทำให้หลายคนหลงทางh

          ความคิดที่ผิดทำให้เขาตัดสินโดยลำเอียงi (25)

 

ความหยิ่งจองหอง

            26ผู้มีใจดื้อดึงจะได้รับผลร้ายในบั้นปลาย

          ผู้ที่ชอบเสี่ยงอันตรายก็ย่อมพินาศในอันตรายนั้นj

          27ผู้มีใจดื้อดึงจะรับทุกข์ทรมานอย่างหนัก

          คนบาปยิ่งจะสะสมบาปมากขึ้น

          28ผลร้ายของความเย่อหยิ่งยากอย่างยิ่งที่จะบำบัดได้

          เพราะความชั่วร้ายฝังรากลึกในตัวเขา

          29จิตใจของคนฉลาดย่อมไตร่ตรองเรื่องอุปมา

          ผู้มีปัญญาย่อมใฝ่หาคนที่ตั้งใจฟัง

การแสดงความรักต่อคนยากจน

            30น้ำย่อมดับไฟฉันใด  การให้ทานย่อมชดเชยบาปฉันนั้น

          31ผู้ตอบแทนการกระทำของผู้อื่นด้วยความดีkย่อมคิดถึงอนาคต

          เมื่อเขาล้ม เขาก็จะพบผู้คอยค้ำจุน

3 a แปลตามสำเนาโบราณภาษากรีก Gk 248 และสำนวนแปลโบราณภาษาละติน

b “เหมือนรับใช้เจ้านาย” --  บางคนแปลข้อนี้โดยคาดคะเนว่า “เหมือนรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้า”

c “ท่านจะเป็นที่รักมากกว่าคนให้ของกำนัล” -  ต้นฉบับภาษากรีกว่า “ท่านจะเป็นที่รักของผู้ที่พระเจ้าพอพระทัย”

d สำเนาโบราณภาษากรีก Gk 248 และสำนวนแปลโบราณภาษาซีเรียคเสริมข้อ 19 ว่า 19ผู้หยิ่งจองหองและมีชื่อเสียงมีจำนวนมาก  แต่ผู้ถ่อมตนเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเปิดเผยความลับให้ทราบ

e ผู้เขียนต้องการเน้นว่าพระเจ้าทรงพระกรุณาเป็นพิเศษต่อผู้ถ่อมตน โปรดให้เขามาสัมผัสกับพระองค์ได้ แต่ต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า “พระเมตตาของพระเจ้านั้นยิ่งใหญ่ ทรงเปิดเผยความลับแก่ผู้ถ่อมตน” ซึ่งเป็นความคิดที่พบได้บ่อยๆในพันธสัญญาเดิมว่าพระเจ้าประทานพระพรมากมายแก่ผู้ถ่อมตน (สดด 25:14; สภษ 3:34; เทียบ มธ 11:25; ลก 1:52)

f “อย่าค้นคว้าสิ่งที่เกินกำลังของท่าน” ผู้เขียนตำหนิผู้มักรู้มักเห็น (ข้อ 21-34) ถ้าผู้มีปรีชาศึกษาธรรมบัญญัติก็เพียงพอแล้วสำหรับชีวิต

g “อย่ายุ่งกับเรื่องที่เกินปัญญาของท่าน” – แปลตามต้นฉบับภาษาฮีบรู ส่วนต้นฉบับภาษากรีกว่า “อย่ายุ่งกับกิจการที่ไม่จำเป็น”

h “การยึดมั่นในความเห็นของตนทำให้หลายคนหลงทาง” – ต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า “เพราะความคิดเห็นของมนุษย์มีมากมาย”

i สำเนาโบราณภาษากรีก Gk 248 เสริมข้อ 25 ว่า 25ถ้าไม่มีตา ท่านก็ไม่เห็นแสงสว่าง ถ้าไม่มีความรู้ ก็อย่าพยายามสอนผู้อื่น

j ต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า “ผู้ที่ชอบความสบาย ก็จะถูกความสบายจูงไป”

k “ผู้ตอบแทนการกระทำของผู้อื่นด้วยความดี” – ไม่ชัดว่า “การกระทำของผู้อื่น” เป็นการกระทำดีหรือเลว  สิ่งที่ผู้เขียนต้องการสอนคือ “เราต้องตอนแทนการกระทำนั้น (ไม่ว่าจะดีหรือเลว) ด้วยความดีเสมอ”

4. 1ลูกเอ๋ย อย่าทำให้คนจนขาดสิ่งจำเป็นสำหรับเลี้ยงชีวิต

          อย่ามองข้ามความต้องการของผู้ขัดสน

          2อย่าทำให้คนหิวโหยต้องโศกเศร้า

          หรือทำให้คนขัดสนต้องขัดเคือง

          3อย่าทำให้ผู้มีใจขัดเคืองต้องโกรธมากขึ้น

          อย่าให้คนที่มีความต้องการต้องรอคอยความช่วยเหลือ

          4อย่าผลักไสผู้ตกทุกข์ได้ยากที่มาขอความช่วยเหลือ

          อย่าหันหน้าไปจากคนยากจน

          5อย่าหันหลังให้คนที่มีความต้องการ

          อย่าเปิดโอกาสให้ผู้ใดสาปแช่งท่าน

          6เพราะถ้าเขาสาปแช่งท่านในยามทุกข์ร้อน

          พระผู้สร้างของเขาจะทรงฟังคำวอนขอของเขา

          7จงทำตนให้เป็นที่รักแก่ชุมชน

          จงก้มศีรษะเคารพผู้ใหญ่

          8จงเงี่ยหูฟังคนยากจน

          จงตอบคำทักทายของเขาอย่างมีมารยาท

          9จงช่วยผู้ถูกกดขี่ให้พ้นเงื้อมมือผู้ข่มเหง

          อย่าขลาดกลัวผู้ใดเมื่อท่านต้องตัดสิน

          10จงเป็นเสมือนบิดาสำหรับเด็กกำพร้า

          จงเป็นเสมือนสามีสำหรับแม่ของเด็กเหล่านั้นa

          แล้วท่านจะเป็นเหมือนบุตรของพระเจ้าสูงสุด

          ผู้ทรงรักท่านยิ่งกว่ามารดา

ปรีชาญาณเป็นผู้สั่งสอนb

          11ปรีชาญาณส่งเสริมบรรดาบุตรให้พัฒนาขึ้น

          และเอาใจใส่ดูแลผู้ที่แสวงหาปรีชาญาณ

          12ผู้ที่รักปรีชาญาณย่อมรักชีวิต

          ผู้ตื่นแต่เช้าแสวงหาปรีชาญาณย่อมมีความยินดีเต็มเปี่ยม

          13ผู้มีปรีชาญาณจะได้รับสิริรุ่งโรจน์เป็นมรดก

          ไม่ว่าเขาจะไปที่ใด องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงอวยพรเขา

          14ทุกคนที่รับใช้ปรีชาญาณย่อมถวายคารวกิจแด่พระผู้ศักดิ์สิทธิ์

          องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรักทุกคนที่รักปรีชาญาณ

          15ผู้เชื่อฟังปรีชาญาณย่อมตัดสินนานาชาติ

          ผู้คอยเฝ้าปรีชาญาณจะมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย

          16ผู้ใดวางใจในปรีชาญาณ ผู้นั้นก็จะได้รับปรีชาญาณเป็นมรดก

          บรรดาบุตรหลานก็จะรักษาปรีชาญาณไว้เป็นมรดกด้วย

          17ในเบื้องต้น ปรีชาญาณจะนำเขาไปตามทางคดเคี้ยว

          ทำให้เขากลัวและตกใจ

          จะเคี่ยวเข็ญเขาด้วยการอบรมเคร่งครัด

          และลองใจเขาด้วยกฎเกณฑ์

          จนกว่าปรีชาญาณจะไว้ใจเขาได้

          18แล้วจะกลับไปหาเขาทันที ทำให้เขายินดี

          และจะเปิดเผยความลับแก่เขา

          19ถ้าเขาหลงไปทางอื่น ปรีชาญาณก็จะทอดทิ้งเขา ปล่อยเขาให้พินาศc

ความสงบเสงี่ยมที่รู้จักละอายและความเคารพผู้อื่นd

            20จงคำนึงถึงสถานการณ์ และระวังตัวจากความชั่ว

          แล้วท่านจะไม่ต้องละอายใจ

          21ความละอายต่อบางสิ่งนำไปสู่บาป

          ความละอายต่อบางสิ่งนำไปสู่เกียรติและศักดิ์ศรี

          22อย่าลำเอียงจนท่านต้องรับความเสียหาย

          อย่ากลัวผู้อื่นจนท่านต้องประสบหายนะ

          23อย่าเงียบเมื่อจำเป็นต้องพูด

          อย่าซ่อนปรีชาญาณของท่านไว้e

          24ปรีชาญาณแสดงออกด้วยคำพูด

          ความรู้ปรากฏด้วยคำปราศรัย

          25อย่าพูดขัดแย้งกับความจริง

          แต่จงละอายที่ไม่มีความรู้

          26อย่าอายที่จะสารภาพบาปของท่าน

          อย่าขวางกระแสน้ำเชี่ยวf

          27อย่าพินอบพิเทาต่อคนโง่

          อย่ามีใจลำเอียงต่อผู้มีอำนาจ

          28จงต่อสู้เพื่อความจริงแม้จะต้องตาย

          พระเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าของท่านจะทรงต่อสู้เพื่อท่าน

          29อย่าเก่งแต่ปาก

          และอย่าเกียจคร้านเฉื่อยชาในการกระทำ

          30อย่าเป็นเหมือนสิงโตgเฉพาะในบ้าน

          อย่าคอยจับผิดผู้รับใช้

          31อย่าเอื้อมมือไปหยิบ

          แล้วหดมือกลับเมื่อต้องคืนให้

4 a “แม่ของเด็กเหล่านั้น” – บางคนแปลว่า “แม่ม่าย” ตามต้นฉบับภาษาฮีบรู พันธสัญญาเดิมกล่าวบ่อยๆถึงการช่วยเหลือ “แม่ม่ายและลูกกำพร้า” ดู ฉธบ 10:18; 14:29; 24:19; ฯลฯ; สดด 68:5; 146:9; อสค 22:7.

b ข้อความตอนนี้กล่าวถึงปรีชาญาณเป็นเสมือนบุคคล เช่นเดียวกับใน สภษ 1:23-25; 8:12-21; 9:1-6 – “บุตร” ของปรีชาญาณหมายถึงทุกคนที่แสวงหาปรีชาญาณและปฏิบัติตาม (ดู ลก 7:35)

cข้อ15-19 ในต้นฉบับภาษาฮีบรูเป็นคำพูดของปรีชาญาณเองในบุรุษที่ 1 ตามแบบเดียวกันกับคำปราศรัยใน สภษ 1:22ฯ; 8:1ฯ.

d ข้อความนี้คงจะสะท้อนความเป็นอยู่ของชาวยิวที่ถูกชักชวนให้รับอารยธรรมของชาวกรีก และเสแสร้งไม่ยอมปฏิบัติตามความเชื่อจากขนบประเพณีดั้งเดิมของตน (ดู 1 มคบ 1:12-15; 2 มคบ 4:11-16).

e “เมื่อจำเป็นต้องพูด” – สำเนาโบราณบางฉบับว่า “ในเวลาแห่งความรอดพ้น” – “อย่าซ่อนปรีชาญาณของท่านไว้”  แปลตามต้นฉบับภาษาฮีบรู สำเนาโบราณภาษากรีก GK 248 และตามสำนวนแปลโบราณภาษาละติน - ข้อความนี้ไม่มีในต้นฉบับภาษากรีก

f “อย่าขวางกระแสน้ำเชี่ยว” หมายความว่า “มนุษย์จะขวางกระแสน้ำเชี่ยวก็ยังง่ายกว่าจะปิดบังบาปของตนไม่ให้พระเจ้าทรงทราบ” – ชาวยิวในยุคนั้นรู้ว่าจำเป็นต้องสารภาพบาปของตนต่อพระเจ้า (ลนต 5:5; กดว 5:7; 2 ซมอ 12:13; 1 พกษ 21:27; สดด 38:1,4-5; 51:5).

g “เหมือนสิงโต” – ต้นฉบับภาษาฮีบรูและภาษาซีเรียคว่า “เหมือนสุนัข” เพื่อแสดงท่าทีคอยจับผิดเหมือนสุนัขที่เที่ยวซอกแซกหาสิ่งของอย่างกล้าๆกลัวๆ

ความร่ำรวยและความถือดี

5. 1อย่าวางใจในทรัพย์สมบัติของท่าน

          อย่าพูดว่า “ฉันไม่ต้องพึ่งใคร”

          2อย่าคล้อยตามความโน้มเอียงและกำลังของท่าน

          จนทำทุกอย่างที่ใจปรารถนา

          3อย่าพูดว่า “ใครจะมามีอำนาจเหนือฉัน”a

          เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงลงโทษท่านแน่นอน

          4อย่าอวดว่า “ฉันทำบาปก็ไม่เห็นเป็นไร”b

          เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรู้จักคอยเวลาของพระองค์

          5อย่ามั่นใจว่าจะได้รับอภัย

          จนทำบาปมากยิ่งขึ้น

          6อย่าพูดว่า “พระเมตตาของพระองค์ใหญ่ยิ่งนัก

          พระองค์จะทรงอภัยบาปมากมายของฉัน”

          เพราะพระองค์ทั้งทรงให้อภัยและทรงลงโทษ

          พระองค์จะทรงลงโทษคนบาปเมื่อใดก็ได้

          7อย่ารีรอที่จะกลับมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้า

          และอย่าผัดวันประกันพรุ่ง

          เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงลงโทษโดยฉับพลัน

          และท่านจะพินาศในวันพิพากษา

          8อย่าวางใจในทรัพย์สมบัติที่ได้มาอย่างอยุติธรรม

          ทรัพย์สินเช่นนี้จะไม่เป็นประโยชน์ในวันเคราะห์ร้าย

ความตรงไปตรงมาและการรู้จักบังคับตน

        9อย่าฝัดข้าวให้พัดปลิวไปตามลมทุกทิศทาง

          อย่าเดินไปทุกทิศทุกทางเหมือนคนบาปไร้สัจจะ

          10จงมั่นคงในความคิด

          พูดคำไหนก็ให้เป็นคำนั้น

          11จงพร้อมที่จะฟัง

          จงคิดให้รอบคอบก่อนจะตอบ

          12ถ้าท่านมีความรู้ จงตอบผู้อื่น

          ถ้าไม่รู้ ก็จงปิดปาก

          13คำพูดให้ทั้งเกียรติยศและอัปยศ

          ลิ้นของมนุษย์อาจนำความพินาศมาสู่เขา

          14อย่าให้เขาเรียกท่านว่าเป็นคนช่างนินทา

          อย่าใช้ลิ้นเป็นกับดักผู้อื่น

          ขโมยจะได้รับความอับอายฉันใด

          คนไร้สัจจะก็จะถูกลงโทษหนักฉันนั้น

          15อย่าทำร้ายcผู้อื่น ไม่ว่าในเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่

          จงระวังอย่ากลายเป็นศัตรูต่อมิตรสหาย

5 a ผู้ที่กล่าวเช่นนี้เป็นเหมือนคนโง่ใน สดด 53:1 ที่คิดว่าแม้มีพระเจ้า พระองค์ก็ไม่ทรงสนพระทัยดูแลสิ่งสร้างใดๆ

b ผู้ไม่มีความเชื่อคิดว่าพระเจ้าไม่ทรงลงโทษความผิด เพราะเขาทำบาปแล้วไม่เห็นว่าพระองค์ทรงลงโทษเขาแต่ประการใด

c “อย่าทำร้ายผู้อื่น” – แปลตามต้นฉบับภาษาฮีบรู ต้นฉบับภาษากรีกว่า “อย่าขาดความรู้”

6. 1เพราะชื่อเสียงไม่ดีนำความอับอายและการสบประมาทมาให้ฉันใด

          คนบาปไร้สัจจะก็จะรับความอับอายและถูกสบประมาทฉันนั้น

          2อย่าตกเป็นเหยื่อของตัณหา

          เพราะตัณหาจะผลาญกำลังของท่านเหมือนวัวเพศผู้

          3มันจะกินใบไม้ของท่านจนหมดสิ้น แล้วท่านจะสูญเสียผล

          จนท่านจะเป็นเหมือนต้นไม้ที่หมดใบ

          4อารมณ์ร้ายทำลายผู้มีอารมณ์นั้น

          ทำให้เขาเป็นที่เย้ยหยันของศัตรู

มิตรภาพ

            5ปากหวานทวีจำนวนมิตรสหาย

          วาจาสุภาพส่งเสริมอัธยาศัยไมตรี

          6มีมิตรaมากไว้เป็นการดี

          แต่จงมีที่ปรึกษาเพียงคนเดียวในพันคน

          7ถ้าท่านต้องการมีเพื่อน จงลองใจเขาก่อน

          อย่าด่วนไว้ใจเขา

          8บางคนเป็นเพื่อนเมื่อได้ประโยชน์

          แต่เมื่อท่านลำบาก เขาก็หายหน้าไป

          9มิตรบางคนกลายเป็นศัตรู

          และนำการวิวาทกับท่านไปโพนทะนาให้ท่านต้องอับอาย

          10บางคนเป็นเพื่อนกิน

          แต่เมื่อท่านลำบาก เขาก็หายหน้าไป

          11เมื่อทุกอย่างราบรื่น เขาก็เป็นเพื่อนคู่ใจ

          ทำตนเป็นนาย บังอาจสั่งผู้รับใช้ของท่านb

          12แต่เมื่อท่านตกอับ เขาก็จะลุกขึ้นมาเป็นศัตรูกับท่าน

          คอยหลีกเลี่ยงไม่พบหน้าท่าน

          13จงอยู่ห่างจากศัตรูของท่าน

          และจงคอยระวังมิตรสหายของท่าน

          14มิตรสหายซื่อสัตย์เป็นที่ปกป้องแข็งแรง

          ใครพบมิตรเช่นนี้ก็เหมือนได้พบสมบัติ

          15มิตรสหายซื่อสัตย์หาค่ามิได้

          ไม่มีมาตรใดวัดค่าของเขาได้

          16มิตรสหายซื่อสัตย์เป็นเสมือนยาอายุวัฒนะ

          ผู้ยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้นจะพบเขาได้

          17ผู้ยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าย่อมรักษามิตรภาพอย่างมั่นคง

          เขาเป็นเช่นใด มิตรสหายของเขาก็เป็นเช่นนั้นc

การอบรมสั่งสอนให้มีปรีชาญาณ

            18ลูกเอ๋ย จงเลือกหาการอบรมตั้งแต่วัยเยาว์

          แล้วท่านจะพบปรีชาญาณตลอดไปจนวัยชรา

          19จงเอาใจใส่ดูแลd ปรีชาญาณดังชาวนาที่ไถนาหว่านพืช

          แล้วจงรอคอยผลดีของปรีชาญาณ

          ท่านจะเหน็ดเหนื่อยเพียงชั่วครู่เพื่อปลูกฝังปรีชาญาณ

แล้วในไม่ช้าท่านจะได้กินผลของปรีชาญาณ

20ปรีชาญาณเข้มงวดมากกับคนโฉดเขลา

คนโง่อยู่กับปรีชาญาณได้ไม่นาน

21ปรีชาญาณเป็นเสมือนก้อนหินหนักที่ใช้ทดลองกำลัง

คนโง่จะทิ้งไปในไม่ช้า

22เพราะปรีชาญาณมีความหมายสมกับชื่อ

น้อยคนนักจะเข้าถึงปรีชาญาณได้

23ลูกเอ๋ย จงฟังเถิด จงจดจำคำตักเตือนของเราไว้

อย่าละทิ้งคำแนะนำของเรา

24จงยอมให้ปรีชาญาณใช้ตรวนล่ามเท้าของท่านไว้เถิด

จงปล่อยให้ปรีชาญาณเอาปลอกมาสวมคอของท่านไว้

25จงก้มลงรับแอกของปรีชาญาณมาแบกไว้

อย่าขัดเคืองที่ปรีชาญาณล่ามท่านไว้

26จงเข้าหาปรีชาญาณสุดจิตใจ

จงเดินตามทางของปรีชาญาณสุดกำลัง

27จงตามรอยเท้าแสวงหาปรีชาญาณ แล้วปรีชาญาณจะแสดงตนแก่ท่าน

เมื่อพบปรีชาญาณแล้ว ก็อย่าปล่อยให้หลุดไป

28ในที่สุด ท่านจะได้พักผ่อนกับปรีชาญาณ

และปรีชาญาณจะกลายเป็นความยินดีสำหรับท่าน

29โซ่ตรวนของปรีชาญาณจะเป็นเครื่องป้องกันแข็งแรงสำหรับท่าน

ปลอกคอที่ปรีชาญาณสวมให้ท่านจะเป็นเสมือนอาภรณ์รุ่งโรจน์

30แอกที่ปรีชาญาณให้ท่านแบกe จะเป็นเสมือนเครื่องประดับทองคำ

โซ่ตรวนที่ปรีชาญาณล่ามท่านไว้จะเป็นเหมือนเชือกสีม่วงแดง

31ท่านจะสวมปรีชาญาณเป็นอาภรณ์รุ่งโรจน์

และจะสวมปรีชาญาณเป็นมงกุฎนำความยินดีแก่ท่าน

32ลูกเอ๋ย ถ้าท่านปรารถนา ท่านจะได้รับการสั่งสอน

ถ้าท่านเอาใจใส่ ท่านจะเฉลียวฉลาด

33ถ้าท่านรักที่จะฟัง ท่านก็จะได้เรียนรู้

ถ้าท่านเงี่ยหูฟัง ท่านก็จะมีปรีชา

34ท่านจงไปอยู่ในกลุ่มของบรรดาผู้อาวุโส

ถ้าผู้ใดมีปรีชา ก็จงเข้าไปอยู่ใกล้ชิดกับเขา

35จงยินดีฟังพระวาจาทุกคำของพระเจ้า

 อย่าปล่อยให้สุภาษิตที่มีปรีชาหลบหนีท่านไป

36ถ้าท่านเห็นคนเฉลียวฉลาด จงรีบไปพบเขาแต่เช้าตรู่

ให้เท้าของท่านเหยียบธรณีประตูของเขาจนสึกกร่อน

37จงไตร่ตรองธรรมบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้า

จงเอาใจใส่ปฏิบัติตามกฎบัญญัติของพระองค์อยู่เสมอ

พระองค์จะทรงบันดาลให้ใจของท่านเข้มแข็ง

และท่านก็จะได้รับปรีชาญาณดังที่ท่านปรารถนา

6 a “มิตร” – แปลตามตัวอักษรว่า “ผู้ที่มีสันติกับท่าน” – ต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า “ผู้ที่ท่านทักทาย”

b “กล้าสั่งผู้รับใช้ของท่าน” – ต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า “เมื่อท่านลำบาก เขาก็จะละทิ้งท่าน”

c ประโยคนี้คงจะหมายความว่า “เพื่อนเป็นที่รักเหมือนกับตนเอง” – ยังอาจมีความหมายได้อีกว่า “เพื่อนจะเป็นเหมือนตนเอง คือยำเกรงพระเจ้า” -- ความเลื่อมใสต่อพระเจ้าเป็นประกันว่ามิตรภาพจะถาวร

d “เอาใจใส่ดูแล” – แปลตามตัวอักษรว่า “เข้าหา”

e “และที่ปรีชาญาณให้ท่านแบก” – แปลตามต้นฉบับภาษาฮีบรู  ต้นฉบับภาษากรีกว่า “ปรีชาญาณสวมเครื่องประดับทองคำ”

คำแนะนำต่างๆ

7. 1อย่าทำความชั่ว แล้วสิ่งเลวร้ายจะไม่เกิดกับท่าน

          2จงหลีกหนีความอธรรม แล้วความอธรรมจะหลีกหนีไปจากท่าน

          3ลูกเอ๋ย อย่าหว่านความอยุติธรรมในรอยไถ

          แล้วท่านจะไม่ต้องเก็บเกี่ยวผลความอยุติธรรมถึงเจ็ดเท่า

          4อย่าขออำนาจปกครองจากองค์พระผู้เป็นเจ้า

          อย่าขอที่นั่งมีเกียรติจากพระราชา

          5อย่าอวดว่าท่านเป็นผู้ชอบธรรมเฉพาะพระพักตร์องค์พระผู้เป็นเจ้า

          อย่าอวดฉลาดเฉพาะพระพักตร์พระราชา

          6อย่าแสวงหาตำแหน่งผู้พิพากษา

          ถ้าท่านไม่มีกำลังที่จะขจัดความอยุติธรรม

          เพราะท่านจะตกอยู่ใต้อิทธิพลของผู้มีอำนาจ

          และความเที่ยงตรงของท่านจะด่างพร้อย

          7อย่าวางอำนาจกับพลเมืองส่วนใหญ่

          อย่าทำให้ประชาชนเสื่อมความนับถือต่อท่าน

          8อย่าปล่อยตัวทำบาปซ้ำอีก

          เพราะแม้ทำบาปเพียงครั้งเดียว ท่านก็จะไม่พ้นโทษ

          9อย่าพูดว่า “พระเจ้าจะพอพระทัยของถวายมากมายของฉัน

          เมื่อฉันนำของมาถวาย พระเจ้าผู้สูงสุดจะต้องทรงรับไว้”

          10อย่าลังเลใจเมื่ออธิษฐานภาวนา

          อย่าละเลยที่จะให้ทาน

          11อย่าหัวเราะเยาะคนที่กำลังทุกข์ใจ

          เพราะพระเจ้าผู้ทรงกดให้ตกต่ำ ก็ทรงยกให้สูงขึ้นได้ด้วย

          12อย่าปั้นเรื่องเท็จใส่ความพี่น้องของท่าน

          และอย่าทำเช่นนี้กับเพื่อนของท่านด้วย

          13จงระวังอย่ากล่าวคำเท็จ

          เพราะนิสัยเช่นนี้ไม่เกิดประโยชน์เลยa

          14อย่าพูดพล่ามในที่ประชุมกับผู้อาวุโส

          อย่ากล่าวซ้ำซากเมื่ออธิษฐานภาวนา

          15อย่าเกลียดการงานที่เหน็ดเหนื่อย

          เช่นการทำไร่ไถนาที่พระผู้สูงสุดทรงกำหนดไว้

          16อย่าคบกับกลุ่มคนบาป

          จงจำไว้ว่าพระเจ้าจะทรงลงโทษในไม่ช้า

          17จงถ่อมตนให้มาก

          เพราะโทษของคนอธรรมคือไฟและหนอนb

การปฏิบัติตนต่อมิตรสหายและครอบครัว

            18อย่านำเพื่อนไปแลกกับเงิน

          อย่านำพี่น้องแท้ๆไปแลกกับทองคำจากเมืองโอฟีร์

          19อย่าเสียโอกาสที่จะมีภรรยาดีและเฉลียวฉลาดc

          เพราะความมีเสน่ห์ของนางมีค่ามากกว่าทองคำ

          20อย่าทำร้ายผู้รับใช้ที่ทำงานอย่างซื่อสัตย์

          และลูกจ้างที่รับใช้ท่านเต็มกำลัง

          21จงรักผู้รับใช้ของท่านสุดจิตสุดใจd

          อย่ารังเกียจที่จะให้อิสระแก่เขา

          22ถ้าท่านมีสัตว์เลี้ยง จงเลี้ยงดูให้ดี

          ถ้าสัตว์เหล่านี้มีประโยชน์ ก็จงเก็บไว้

          23ถ้าท่านมีบุตร ก็จงอบรมสั่งสอนเขาให้ดี

          จงสอนให้เขาอ่อนน้อมเชื่อฟังeตั้งแต่วัยเยาว์

          24ถ้าท่านมีบุตรหญิง จงดูแลร่างกายของเขา

          แต่อย่าตามใจจนเขาลืมตัว

          25จงจัดให้บุตรหญิงได้แต่งงาน ท่านก็ทำงานใหญ่สำเร็จแล้ว

          แต่จงยกเขาให้แก่ชายที่มีปรีชา

          26ถ้าท่านมีภรรยาที่ถูกใจ ก็อย่าขับไล่นาง

          แต่ถ้าท่านไม่ชอบ ก็อย่าไว้ใจนาง

          27จงนับถือบิดาสุดจิตสุดใจ

          จงอย่าลืมว่ามารดาให้กำเนิดท่านด้วยความเจ็บปวด

          28จงระลึกว่าท่านทั้งสองเป็นผู้ให้กำเนิด

          จะมีสิ่งใดมาตอบแทนบุญคุณนี้ได้f

การปฏิบัติต่อสมณะ

            29จงยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าสุดจิตใจ

          และจงนับถือบรรดาสมณะของพระองค์g

          30จงรักพระผู้ทรงสร้างท่านมา จงรักพระองค์สุดกำลัง

          อย่าละเลยผู้รับใช้ของพระองค์

          31จงยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้เกียรติสมณะ

          จงถวายบรรณาการส่วนที่พระเจ้าทรงบัญชาไว้ให้แก่เขา

          คือผลิตผลแรก ไหล่สัตว์ที่ถวายเป็นเครื่องบูชา

          รวมทั้งเครื่องบูชาที่กำหนดไว้ และของถวายศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ

การปฏิบัติต่อคนยากจนและคนที่ตกทุกข์ได้ยาก

            32จงยื่นมือช่วยคนยากจน

          เพื่อท่านจะได้รับพระพรhอย่างเต็มเปี่ยม

          33จงมีใจกว้างต่อมนุษย์ทุกคน

          อย่ามีใจแคบแม้ต่อผู้ตายi

          34อย่าเบือนหน้าหนีคนที่ร้องไห้

          จงร่วมทุกข์กับผู้ที่โศกเศร้า

          35อย่ารีรอที่จะไปเยี่ยมคนเจ็บไข้

          ถ้าทำเช่นนี้ ท่านจะเป็นที่รักของทุกคน

          36จะทำสิ่งใด จงระลึกถึงบั้นปลายของชีวิต

          แล้วท่านจะไม่ทำบาปเลยj

7 a “นิสัยเช่นนี้ไม่เกิดประโยชน์ใดเลย” แปลตามตัวอักษรว่า “การต่อเนื่อง(?)ไม่เกิดผลดี” – ความหมายไม่ชัดเจน แต่ต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า “ผลตามมาไม่เป็นที่พอใจ”

b ต้นฉบับภาษาฮีบรูละคำ “ไฟ” อาจยืมความคิดมาจาก โยบ 25:6  แต่เราพบวลี “ไฟและหนอน” รวมกันใน อสย 66:24 (ซึ่ง มก 9:48 อ้างถึงด้วย) ; และใน ยดธ 16:17. 

c ประโยคนี้ยังแปลได้อีกว่า “อย่าดูถูกภรรยาที่เฉลียวฉลาดและดี” – เทียบ ข้อ 26.

d “จงรัก...สุดจิตสุดใจ” – แปลตามตัวอักษรว่า “จิตใจของท่านจงรัก....” – ต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า “จงรักผู้รับใช้อย่างที่ท่านรักตนเอง”

e “จงสอนให้เขาอ่อนน้อมเชื่อฟัง” – ต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า “จงหาคู่แต่งงานให้เขา”

f ต้นฉบับภาษาฮีบรูละข้อ 27-28.

g บุตรสิรามีความเคารพต่อพิธีกรรมและบรรดาสมณะ (ดู บทที่ 50) ในที่นี้เขากล่าวถึงการเคารพนับถือบรรดาสมณะควบคู่ไปกับการนมัสการพระเจ้า (เทียบ ข้อ 31) ดังที่ธรรมบัญญัติกำหนดไว้ คือ อพย 29:27; ลนต 5:6 (เกี่ยวกับการถวายบูชาชดเชยบาป); ลนต 7:32; กดว 18:11-18 (เรื่องผลิตผลแรก); ฉธบ 18:3 (เรื่องไหล่สัตว์ที่ถวายเป็นเครื่องบูชา) – ส่วน “เครื่องบูชาที่กำหนดไว้” แปลตามตัวอักษรว่า “เครื่องบูชาที่นำความศักดิ์สิทธิ์มาให้” ซึ่งหมายถึง “เครื่องบูชาที่ช่วยให้มนุษย์ประพฤติตนถูกต้อง” คงเป็นการกล่าวพาดพิงถึงการถวายบูชาที่กำหนดไว้ใน ลนต 2:1-16.

h พระพรนี้มาจากพระเจ้า

i เกี่ยวกับหน้าที่ต่อผู้ตายที่จะต้องได้รับการฝังศพอย่างเหมาะสม ดู 2 ซมอ 21:10-14; ทบต 1:17-18; 12:12; อสย 34:3; ยรม 22:19. ในสมัยต่อมา ชาวยิวยังถวายคำภาวนาและเครื่องบูชาอุทิศแก่ผู้ล่วงลับด้วย (2 มคบ 12:38-46) แต่ดูเหมือนว่าธรรมบัญญัติห้ามประกอบพิธีกรรมที่ไม่ใช่ประเพณีของชาวยิวอุทิศแก่ผู้ล่วงลับ (ฉธบ 26:14; เทียบ บสร 30:18; บรค 6:26) แต่บุตรสิราไม่ให้รายละเอียดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้.

j “ไม่ว่าจะทำสิ่งใด” – แปลตามต้นฉบับภาษาฮีบรู  ต้นฉบับภาษากรีกว่า “ไม่ว่าจะพูดสิ่งใด” – แม้ว่าบุตรสิรายังไม่เข้าใจชัดเจนเรื่องพระเจ้าทรงตอบแทนความดีความชั่วหลังความตาย กระนั้นก็ดี เขายังเน้นหลายครั้งถึงความสำคัญของวาระสุดท้ายของชีวิต (ดู 11:26-28).

ความรอบคอบและสามัญสำนึก

8. 1อย่าโต้เถียงกับคนมีอำนาจ

          เพราะท่านจะตกอยู่ในเงื้อมมือของเขา

          2อย่ามีคดีความกับคนร่ำรวย

          เพราะท่านจะต้องเสียเปรียบ

          ทองคำทำให้คนจำนวนมากเสียคน

          ทำให้พระทัยของกษัตริย์ลำเอียง

          3อย่าโต้เถียงกับคนพูดพล่าม

          อย่านำฟืนไปใส่ไฟ

          4อย่าเล่นกับคนโง่

          เพราะเขาจะด่าทอบรรพบุรุษของท่านa

          5อย่ากล่าวดูหมิ่นคนบาปที่กลับใจ

          จงจำไว้ว่าเราทุกคนล้วนมีความผิดb

          6อย่าดูหมิ่นคนชรา

          เพราะเราบางคนก็จะเป็นคนชราเช่นเดียวกัน

          7อย่าดีใจเมื่อผู้ใดสิ้นชีวิต

          จงระลึกว่าเราทุกคนจะต้องตายเช่นเดียวกัน

บทเรียนจากผู้อาวุโสc

            8อย่าดูหมิ่นคำสอนของบรรดาผู้มีปรีชา

          จงไตร่ตรองคำพังเพยของเขา

          ท่านจะได้รับความรอบรู้จากเขา

          แล้วจะเรียนรู้วิธีการรับใช้เจ้านายได้

          9อย่ามองข้ามคำสั่งสอนของบรรดาผู้อาวุโส

          เพราะเขาก็ได้เรียนรู้มาจากบรรพบุรุษdเช่นเดียวกัน

          ท่านจะได้เรียนรู้จากเขาให้รู้จักคิด

          และรู้จักวิธีตอบตามกาลเทศะ

ความรอบคอบ

            10อย่ายั่วกิเลสของคนบาปให้ลุกโชนเหมือนจุดถ่านไฟ

          เพราะท่านจะถูกเปลวไฟของเขาลวก

          11อย่าโต้เถียงกับคนชอบหาเรื่อง

          เขาอาจจะวางกับจับผิดคำพูดของท่าน

          12อย่าให้ผู้มีอำนาจมากกว่าท่านยืมสิ่งใด

          แต่ถ้าให้ยืมไปแล้ว จงคิดว่าของนั้นสูญเปล่า

          13อย่าเป็นประกันเกินกำลังทรัพย์ของท่าน

          ถ้ารับประกันใคร จงเตรียมใจไว้ใช้หนี้แทนเขา

          14อย่ามีคดีความกับผู้พิพากษา

          เพราะผู้พิจารณาคดีจะตัดสินเข้าข้างเขา

          15อย่าร่วมเดินทางไปกับคนชอบผจญภัย

          เพราะเขาจะเป็นภาระแก่ท่าน

          เขาจะทำตามใจตนเอง

          ความโฉดเขลาของเขาจะทำให้ท่านพินาศไปด้วย

          16อย่าโต้เถียงกับคนอารมณ์ร้าย

          อย่าเดินทางไปกับเขาในที่เปลี่ยว

          เพราะชีวิตไม่มีค่าแต่อย่างใดสำหรับเขา

          เมื่อไม่มีผู้ใดช่วยท่านได้ เขาจะทำร้ายท่าน

          17อย่าปรึกษาคนโง่

          เพราะเขาไม่เก็บความลับ

          18อย่าเปิดใจกับทุกคนที่ท่านพบ

          ท่านจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยe

8 a การด่าทอบรรพบุรุษเป็นนิสัยเลวๆของชาวตะวันออก

b “มีความผิด” – แปลตามต้นฉบับภาษาฮีบรู ต้นฉบับภาษากรีกว่า “สมควรได้รับโทษ”

c บุตรสิรารู้ดีว่าวรรณกรรมประเภทปรีชาญาณเป็นความรู้ที่รับถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ – ในสมัยก่อน ทั้งในอิสราเอลและอียิปต์ ผู้จะเข้ารับราชการจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการ “รับใช้เจ้านาย” เสียก่อน

d บรรดาธรรมาจารย์ให้ความสำคัญมากแก่คำสอนที่ได้รับตกทอดมาจากบรรพบุรุษ คำสอนเหล่านี้ได้ชื่อรวมๆกันว่า “กฎเกณฑ์ที่บอกเล่าต่อๆกันมา” (ดู ฉธบ 4:9; 11:19; โยบ 8:8; 12:12; สดด 44:1; 78:3ฯ) – หนังสือส่วนใหญ่ของพระคัมภีร์ล้วนเป็น “กฎเกณฑ์ที่บอกเล่าต่อๆกันมา” ก่อนที่จะถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุภาษิตและคำพังเพยต่างๆของบรรดาผู้มีปรีชา

e “ท่านจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย” – ต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า “อย่าทำให้ความสุขของท่านหายไป”

สตรี

9. 1อย่าหึงหวงภรรยาที่ท่านรัก

          เพราะท่านจะสอนเล่ห์กลที่นางจะใช้ทำร้ายท่าน

          2อย่ามอบตนไว้ใต้อำนาจของสตรี

          เพราะนางจะควบคุมท่านทุกอย่าง

          3อย่าคบกับหญิงแพศยา

          เพราะท่านจะตกในบ่วงของนาง

          4อย่าไปคลุกคลีกับหญิงนักร้อง

          เพราะท่านจะตกเป็นเหยื่อเล่ห์กลของนาง

          5อย่าเพ่งมองหญิงพรหมจารี

          เพราะท่านจะต้องรับโทษพร้อมกับนาง

          6อย่ามอบตนแก่หญิงโสเภณี

          เพื่อท่านจะไม่สูญเสียมรดกของท่าน

          7อย่ากวาดตาไปทั่วทุกถนนในเมือง

          อย่าเดินเตร่ไปตามที่ลับตาคน

          8เมื่อเห็นหญิงงาม จงหันหน้าไปเสีย

          อย่าจ้องดูหญิงงามที่ไม่ใช่ภรรยาของท่าน

          ความงามของหญิงทำให้หลายคนลุ่มหลง

          ความรักต่อนางเป็นเหมือนไฟที่เผาท่าน

          9อย่านั่งร่วมโต๊ะกับหญิงที่แต่งงานแล้ว

          อย่าร่วมฉลองดื่มสุรากับนาง

          เพราะจิตใจของท่านจะหลงรักนาง

          และท่านจะเผลอใจลื่นไถลลงสู่ความพินาศ

ความสัมพันธ์กับผู้อื่น

            10อย่าทิ้งเพื่อนเก่า

          เพราะเพื่อนใหม่จะไม่เหมือนเพื่อนเก่า

          เพื่อนใหม่ก็เหมือนเหล้าใหม่

          เหล้าใหม่ทิ้งไว้ให้เก่าแล้วจึงจะดื่มได้ด้วยความยินดี

          11อย่าอิจฉาความรุ่งเรืองของคนบาป

          เพราะท่านไม่รู้ว่าจุดจบของเขาจะเป็นอย่างไร

          12อย่าร่วมยินดีกับความสำเร็จของคนอธรรม

          จงจำไว้ว่าเขาจะได้รับโทษก่อนจะไปถึงแดนมรณะa

          13จงหลีกเลี่ยงห่างจากผู้ที่มีอำนาจประหารชีวิต

          แล้วท่านจะไม่กังวลกลัวความตาย

          ถ้าท่านเข้าไปพบเขา จงระวังอย่าพลาดผิด

          มิฉะนั้นเขาอาจเอาชีวิตท่านได้

          จงรู้ไว้ว่าท่านกำลังเดินอยู่ท่ามกลางบ่วงแร้ว

          และกำลังเดินอยู่บนเชิงเทินของเมืองb

          14จงปลูกฝังความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนเท่าที่ท่านจะทำได้

          และจงปรึกษากับผู้มีปรีชา

          15จงสนทนากับผู้เฉลียวฉลาด

          การพูดทุกครั้งของท่านจงเกี่ยวข้องกับธรรมบัญญัติของพระผู้สูงสุด

          16จงเชิญบรรดาผู้ชอบธรรมมาร่วมโต๊ะกับท่าน

          จงภูมิใจที่ท่านยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้า

          17ช่างฝีมือได้รับคำชมเชยเพราะผลงานของเขาฉันใด

          ผู้นำประชากรก็จะได้รับการยกย่องเพราะมีปรีชาในการพูดฉันนั้นc

          18คนพูดมากเป็นที่หวั่นกลัวแก่ชาวเมือง

          คนพูดไม่คิดย่อมเป็นที่เกลียดชัง

9 a “ก่อนจะไปถึงแดนมรณะ” – ในพันธสัญญาเดิม ชาวยิวมีความเชื่อว่าพระเจ้าทรงลงโทษคนบาปหรือประทานรางวัลแก่ผู้ชอบธรรมในชีวิตนี้ เพราะเขายังไม่มีความรู้ชัดเจนเรื่องชีวิตหน้า

b ผู้ที่อยู่บนเชิงเทินของเมืองย่อมเป็นเป้าให้ศัตรูใช้ลูกธนูยิงใส่เขาได้โดยง่าย – ต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า “เดินบนตาข่าย”

c คำพังเพยนี้เปรียบเทียบนายช่างที่ต้องมีฝีมือในการสร้างผลงานสิ่งประดิษฐ์ของตน แล้วจึงจะได้รับคำชมเชย กับผู้ปกครองบ้านเมืองที่ต้องมีวาทศิลป์ในการโน้มน้าวให้ประชาชนปฏิบัติตามที่ตนต้องการ – แต่ตัวบทไม่ชัดเจน – ต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า “ผู้มีฝีมือปิดบังความถูกต้อง และผู้นำประชากรเชี่ยวชาญในการพูด”

ผู้มีหน้าที่ปกครอง    

10. 1ผู้ปกครองบ้านเมืองอย่างมีปรีชาย่อมสอนประชาชนให้เป็นคนดี

          การปกครองของผู้รอบคอบย่อมมีระเบียบ

          2ผู้ปกครองเป็นเช่นใด ข้าราชการของเขาก็เป็นเช่นนั้น

          เจ้าเมืองเป็นอย่างไร พลเมืองก็เป็นอย่างนั้น

          3กษัตริย์ที่ไม่ทรงได้รับการอบรมที่ดีย่อมทำให้ชาวเมืองพินาศ

          บ้านเมืองจะเจริญก็เพราะความเฉลียวฉลาดของเจ้านาย

          4อำนาจปกครองแผ่นดินอยู่ในพระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า

          พระองค์ทรงบันดาลให้มีผู้นำที่เหมาะสมกับกาลเทศะ

          5ความสำเร็จของมนุษย์อยู่ในพระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า

          พระองค์ประทานเกียรติแก่ผู้ออกกฎหมาย

คำติเตียนคนเย่อหยิ่ง

        6อย่าโกรธพี่น้อง ไม่ว่าเขาจะทำผิดอย่างไรกับท่าน

          อย่าทำสิ่งใดขณะที่อารมณ์โกรธเคืองยังไม่สงบลง

          7ความเย่อหยิ่งเป็นที่เกลียดชังทั้งแก่องค์พระผู้เป็นเจ้าและแก่มนุษย์

          ทั้งองค์พระผู้เป็นเจ้าและมนุษย์ย่อมรังเกียจความอธรรม

          8อำนาจปกครองผ่านจากชนชาติหนึ่งไปยังชนอีกชาติหนึ่ง

          เพราะความอยุติธรรม ความรุนแรง และความโลภ

          9ทำไมผู้ที่เป็นแต่เพียงฝุ่นดินและขี้เถ้าจึงเย่อหยิ่งเล่า

          แม้มนุษย์ยังมีชีวิตอยู่ เครื่องในของเขาก็น่ารังเกียจa

          10โรคเรื้อรังทำให้หมอจนปัญญาb

          แม้วันนี้เขาเป็นกษัตริย์ พรุ่งนี้เขาก็จะตาย

          11เมื่อมนุษย์ตาย มรดกของเขาก็คือสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ป่า และหนอน

          12ความเย่อหยิ่งของมนุษย์เริ่มต้นจากการละทิ้งองค์พระผู้เป็นเจ้า

          และจากการที่ใจของเขาอยู่ห่างจากพระผู้ทรงสร้างเขามา

          13เพราะความเย่อหยิ่งเริ่มต้นจากบาป

          ผู้ที่ยึดแน่นในบาปย่อมเทสิ่งน่ารังเกียจออกมา

          เพราะฉะนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงลงโทษเขาอย่างคาดไม่ถึง

          ทรงทำลายเขาจนสิ้นเชิง

          14องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงคว่ำผู้ทรงอำนาจจากบัลลังก์

          ทรงยกผู้ถ่อมตนให้ขึ้นนั่งแทน

15องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงถอนรากของบรรดาชนต่างชาติc

          และทรงปลูกผู้ต่ำต้อยขึ้นแทนที่

          16องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงคว่ำเขตแดนของชนต่างชาติ

          ทรงทำลายเขาจนถึงรากของแผ่นดิน

          17พระองค์ทรงกำจัดและทำลายคนเหล่านี้ให้สิ้นไป

          ทรงลบล้างเขาจากความทรงจำของแผ่นดิน

          18ความเย่อหยิ่งมิได้ถูกสร้างขึ้นมาสำหรับมนุษย์

          ความโมโหร้ายไม่มีไว้สำหรับผู้ที่เกิดจากหญิง

บุคคลที่ควรได้รับเกียรติ

            19ชาติใดเล่าควรได้รับเกียรติ คำตอบคือชาติมนุษย์

          ชาติใดเล่าควรได้รับเกียรติ คำตอบคือบรรดาผู้ยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้า

          ชาติใดเล่าไม่ควรได้รับเกียรติ คำตอบคือชาติมนุษย์

          ชาติใดเล่าไม่ควรได้รับเกียรติ คำตอบคือบรรดาผู้ละเมิดบทบัญญัติ

          20ผู้นำย่อมได้รับเกียรติในหมู่พี่น้องของตน

          แต่บรรดาผู้ยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าได้รับเกียรติจากพระองค์d (21)

 22คนร่ำรวย คนมีสกุล และคนยากจน

          จงภูมิใจที่มีความยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้า

          23ไม่เป็นการถูกต้องที่จะดูหมิ่นคนฉลาดเพราะเขายากจน

          และไม่ควรยกย่องผู้ใดที่เป็นคนบาป

          24ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้พิพากษา และผู้มีอำนาจควรได้รับเกียรติ

          แต่ไม่มีผู้ใดในพวกนี้ยิ่งใหญ่กว่าผู้ยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้า

          25แม้เมื่อคนอิสระรับใช้ทาสที่มีปัญญา

          คนฉลาดก็จะไม่บ่นe

ความถ่อมตนและการพูดตรงไปตรงมา

            26อย่าอวดฉลาดเมื่อท่านทำงาน

          อย่าอวดเก่งเมื่อท่านลำบาก

          27คนทำงานและมีทุกสิ่งที่จำเป็น

          ยังดีกว่าคนที่ชอบโอ้อวดและไม่มีอะไรกิน

          28ลูกเอ๋ย จงให้เกียรติตนเองแต่พอประมาณ

          จงตีค่าตนเองตามที่เป็นจริง

          29เมื่อคนหนึ่งยอมรับผิด ผู้ใดเล่าจะประกาศว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์

เมื่อคนหนึ่งดูถูกตนเอง ผู้ใดเล่าจะให้เกียรติเขา

30คนยากจนได้รับเกียรติเพราะความรู้

คนร่ำรวยได้รับเกียรติเพราะทรัพย์สมบัติของตน

31ถ้าคนหนึ่งได้รับเกียรติเมื่อยังยากจน เมื่อเขามั่งมีก็ยิ่งจะได้รับเกียรติมากขึ้น

ถ้าคนหนึ่งถูกสบประมาทเมื่อเป็นคนมั่งมี เขาก็ยิ่งจะถูกสบประมาทมากขึ้นเมื่อยากจน

10 a “เครื่องในของเขาก็น่ารังเกียจ” – แปลตามสำนวนแปลโบราณภาษาซีเรียคและคำอธิบายของคนโบราณ -- ต้นฉบับทั้งภาษากรีกและภาษาฮีบรูไม่ชัดเจน

b ต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า “โรคเล็กน้อยทำให้หมอเป็นทุกข์” -- เราไม่เข้าใจว่าข้อนี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่

c “ชนต่างชาติ” – บางคนแปลว่า “คนเย่อหยิ่ง” – ส่วนสำนวนแปลโบราณภาษาละตินว่า “ชนชาติเย่อหยิ่ง”

d สำเนาโบราณภาษากรีก Gk 248 เสริมข้อ 21 ว่า 21ความยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นจุดเริ่มต้นการยอมรับจากพระเจ้า แต่ความดื้อรั้นและเย่อหยิ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการถูกพระเจ้าทรงทอดทิ้ง

e เทียบความคิดของนักบุญเปาโลเรื่องทาส (กท 3:28; คส 3:11; ฟม 16)

อย่าตัดสินแต่เพียงภายนอก

  1. 11. 1ผู้ต่ำต้อยที่มีปรีชาจะไม่น้อยหน้าผู้ใด

          เขาจะมีที่นั่งร่วมกับผู้มีอำนาจ

          2อย่าชมผู้ใดเพราะเขามีรูปงาม

          อย่าดูหมิ่นผู้ใดเพราะหน้าตาของเขา

          3ผึ้งเป็นสัตว์ปีกตัวเล็กๆ

          แต่ผลผลิตของมันหวานที่สุด

          4อย่าอวดตัวเพราะเสื้อผ้าที่สวมa

          อย่าหยิ่งผยองในวันที่ท่านได้รับเกียรติ

          เพราะพระราชกิจขององค์พระผู้เป็นเจ้าน่าพิศวงยิ่ง

          แต่มนุษย์มองไม่เห็นb

          5กษัตริย์หลายพระองค์เคยประทับบนพื้นดินc

          และคนแปลกหน้าได้รับมงกุฎ

          6ผู้ทรงอำนาจหลายคนต้องได้รับความอับอายอย่างมาก

          คนมีชื่อเสียงก็ตกอยู่ในอำนาจของผู้อื่น

จงคิดก่อนพูด

            7จงสอบสวนให้ถี่ถ้วนก่อนจะตำหนิ

          จงคิดให้ดีก่อนจะกล่าวโทษ

          8จงฟังให้ดีก่อนจะตอบ

          อย่าสอดแทรกขณะที่ผู้อื่นกำลังพูด

          9อย่าถกเถียงเรื่องที่มิใช่ธุระของท่าน

          อย่ายุ่งเกี่ยวกับคนบาปที่กำลังทะเลาะกัน

          10ลูกเอ๋ย อย่าลงมือทำกิจการหลายอย่าง

          เพราะถ้าทำมากเกินไป ท่านจะไม่พ้นความผิด

          แม้ท่านจะวิ่ง ก็จะไม่บรรลุเป้าหมาย

          แม้ท่านจะหนี ก็จะหนีไม่พ้นd

          11บางคนทำงานเหน็ดเหนื่อยและรีบร้อน

          แล้วก็พบว่ายิ่งตกต่ำกว่าเดิม

จงวางใจในพระเจ้าแต่ผู้เดียว

            12บางคนเฉื่อยชา ต้องการความช่วยเหลือ

          เขาไม่มีทรัพย์สมบัติ มีแต่ความขาดแคลน

          ถึงกระนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ทอดพระเนตรเขาด้วยความโปรดปราน

          ทรงยกเขาขึ้นจากความตกต่ำ

          13ทรงโปรดให้เขาไม่ต้องน้อยหน้าผู้ใด

          จนคนจำนวนมากต้องประหลาดใจ

          14ความสุขและความทุกข์ ชีวิตและความตาย

          ความมั่งคั่งและความยากจนล้วนมาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าe (15) (16)

                17ของประทานจากองค์พระผู้เป็นเจ้าคงอยู่กับผู้ยำเกรงพระองค์f

          ความโปรดปรานของพระองค์บันดาลให้เขามีความสุขตลอดไป

          18บางคนร่ำรวยเพราะขยันและประหยัด

          บำเหน็จที่เขาจะได้รับคืออะไร

          19เขาคงจะคิดว่า “ฉันพักผ่อนได้แล้ว

          เวลานี้ฉันมีกินมีใช้สบายแล้ว”

          แต่เขาหารู้ไม่ว่าจะสบายเช่นนี้ได้นานเท่าไร

          ก่อนตาย เขาต้องทิ้งทุกสิ่งแก่ผู้อื่นg

          20จงซื่อสัตย์ต่อหน้าที่h ทำงานอย่างขะมักเขม้น

          จงประกอบอาชีพเลี้ยงตนจนถึงวัยชรา

          21อย่าแปลกใจที่คนบาปประสบความสำเร็จ

          จงวางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า และเอาใจใส่ในการงานของท่าน

          เพราะเป็นเรื่องง่ายที่องค์พระผู้เป็นเจ้า

          จะทรงบันดาลให้คนจนร่ำรวยขึ้นโดยฉับพลัน

          22ผู้ยำเกรงพระเจ้าจะได้รับพระพรจากพระองค์เป็นบำเหน็จ

          พระองค์ทรงบันดาลให้พระพรบังเกิดผลโดยฉับพลัน

          23อย่าถามว่า “ฉันต้องการอะไรบ้าง

          ตั้งแต่บัดนี้ ฉันจะจัดการทรัพย์สมบัติอย่างไร”

          24อย่าพูดว่า “ฉันไม่ต้องพึ่งใคร

          แล้วอันตรายใดจะมากล้ำกรายได้”

          25เมื่อมีความสุข เรามักจะลืมความทุกข์

          เมื่อมีความทุกข์ เราก็มักจะลืมความสุขi

          26เป็นเรื่องง่ายสำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้า ในวันที่คนหนึ่งตาย

          ที่จะทรงตอบแทนเขาตามความประพฤติ

          27ความทุกข์เพียงชั่วโมงเดียวทำให้ลืมความสุข

          ในวาระสุดท้ายของมนุษย์ กิจการของเขาจะถูกเปิดเผย

          28อย่าประกาศว่าผู้ใดมีสุขก่อนที่เขาจะตาย

          เพราะเราจะรู้จักคนหนึ่งได้อย่างแท้จริงก็เมื่อเขาจบชีวิตเท่านั้นj

อย่าไว้ใจคนอธรรม

            29อย่าพาผู้ใดเข้ามาในบ้าน

          เพราะคนเจ้าเล่ห์มีอุบายมากมาย

          30ใจคนเย่อหยิ่งเป็นเหมือนนกต่อในกรง

          เขาคอยล่อหลอกท่านให้มาติดกับk

          31คอยซุ่มบิดเบือนความดีให้เป็นความชั่ว

          คอยจับผิดแม้กิจการที่ดี

          32ประกายไฟเพียงน้อยนิดจุดกองถ่านให้ลุกโพลงได้

          คนบาปซุ่มหาโอกาสฆ่าผู้อื่น

          33จงระวังคนชั่ว เพราะเขาวางแผนแต่ความชั่วร้าย

          เพราะเขาจะทำลายชื่อเสียงของท่านตลอดไป

          34ถ้าท่านนำคนแปลกหน้าเข้ามาในบ้าน เขาอาจจะทำให้เกิดปัญหา

          ท่านจะกลายเป็นคนแปลกหน้าในครอบครัวของท่าน

11 a ต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า “อย่าดูหมิ่นผู้สวมเสื้อผ้าเก่า อย่าดูถูกผู้ที่มีความทุกข์”

b “แต่มนุษย์มองไม่เห็น” – แปลตามตัวอักษรว่า “พระราชกิจของพระองค์ซ่อนเร้นอยู่สำหรับมนุษย์” -- ชะตากรรมของมนุษย์อาจกลับเป็นอย่างอื่นได้ในพริบตาเดียว ดังตัวอย่างในข้อต่อไป (เทียบ 1 ซมอ 2:8; โยบ 12:17-19; สดด 113:7).

c “นั่งบนพื้นดิน” – ต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า “ผู้ถูกกดขี่ได้นั่งบนบัลลังก์”

d “แม้ท่านจะวิ่ง...... ก็จะหนีไม่พ้น” – ต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า “ถ้าท่านไม่วิ่ง ท่านก็จะไม่บรรลุเป้าหมาย ถ้าท่านไม่แสวงหา ก็จะไม่พบ”

e ต้นฉบับภาษาฮีบรู สำเนาโบราณภาษากรีก Gk 248 สำนวนแปลโบราณภาษาละตินและภาษาซีเรียค เสริม ข้อ 15-16 ว่า 15ปรีชาญาณ ความเข้าใจ และความรู้ล้วนมาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า ความรักและกิจการดีก็มาจากพระองค์ 16ความโง่เขลาและความมืดถูกสร้างมาสำหรับคนบาป ผู้ที่พึงพอใจในความชั่วก็แก่ตัวลงพร้อมกับความชั่ว

f “ผู้ยำเกรงพระเจ้า” – ต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า “ผู้ชอบธรรม” เช่นเดียวกับในข้อ 22 และใน 12:2; 13:17.

g บางทีข้อนี้อาจเป็นแรงบันดาลใจของอุปมาใน ลก 12:16-21 ที่กล่าวถึงความไร้ประโยชน์ของทรัพย์สมบัติที่สะสมไว้ เพราะเมื่อถึงวันตาย เจ้าของจะเอาทรัพย์สมบัตินี้ไปไม่ได้

h “จงซื่อสัตย์ต่อหน้าที่” แปลตามต้นฉบับภาษาฮีบรู – ต้นฉบับภาษากรีกว่า “จงซื่อสัตย์ต่อพันธสัญญา”

i จากบริบท ข้อนี้น่าจะหมายความว่า “เมื่อมีความสุข เรามักจะลืมว่าความทุกข์อาจจะมาถึงได้ และเมื่อมีความทุกข์ เรามักจะลืมว่าความสุขอาจเป็นไปได้ในอนาคตด้วย ไม่ใช่หมายถึงแต่อดีตเท่านั้น

j “เมื่อเขาจบชีวิตเท่านั้น” – แปลตามต้นฉบับภาษาฮีบรู ต้นฉบับภาษากรีกว่า “ในลูกหลาน”

k “เขาคอยล่อหลอกท่านให้มาติดกับ” – ต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า “คอยซุ่มกัดกินหมือนสุนัขป่า” – “นกต่อ” ถูกขังไว้ในกรงเพื่อส่งเสียงเรียกให้นกอื่นเข้ามาติดกับฉันใด ใจของผู้เย่อหยิ่งก็เป็นเหมือนกับดักล่อให้ผู้อื่นเข้ามาทำบาปด้วยฉันนั้น

ข้อแนะนำในการทำความดี   

12. 1เมื่อทำความดี จงรู้เถิดว่าท่านจะทำความดีต่อผู้ใด

          แล้วท่านจะได้รับการตอบแทนความดีนั้น

          2จงทำความดีต่อผู้ชอบธรรม แล้วท่านจะได้รับการตอบแทน

          ถ้ามิใช่จากเขา ท่านก็จะได้รับจากพระเจ้าสูงสุดอย่างแน่นอน

          3ผู้ที่ดื้อรั้นในความชั่วจะไม่ได้รับผลดี

          ผู้ที่ไม่ยอมให้ทานแก่ผู้อื่น ก็จะไม่ได้รับผลตอบแทนเช่นเดียวกันa

          4จงให้แก่ผู้ยำเกรงพระเจ้า

          แต่อย่าช่วยเหลือคนบาปb

          5จงทำดีต่อผู้ต่ำต้อย

          แต่อย่าให้สิ่งใดแก่ผู้ไม่ยำเกรงพระเจ้า

          จงขัดขวางอย่าให้ผู้ใดให้อาหารแก่เขา

          ท่านก็อย่าให้เขาด้วย

          เพราะเขาจะใช้สิ่งที่เขาได้รับนี้เพื่อมีอำนาจเหนือท่าน

          แล้วท่านจะได้รับผลร้ายเป็นสองเท่าของความดีที่ท่านได้ทำ

          6พระเจ้าสูงสุดทรงเกลียดชังคนบาป

          และจะทรงตอบแทนผู้ไม่ยำเกรงพระองค์อย่างสาสม

          7จงให้แก่คนดี

          แต่อย่าช่วยเหลือคนบาป

มิตรแท้และมิตรเทียม

            8ในยามสุข ท่านไม่อาจรู้ว่าผู้ใดเป็นมิตรแท้

          แต่ในยามทุกข์ จะปรากฏชัดว่าผู้ใดเป็นศัตรู

          9เมื่อผู้หนึ่งประสบความสำเร็จ ศัตรูของเขาจะโศกเศร้าc

          แต่เมื่อเขามีความทุกข์ แม้แต่มิตรก็จะเหินห่าง

          10อย่าไว้ใจศัตรูเลย

          เพราะทองสัมฤทธิ์ขึ้นสนิมฉันใด

          ความชั่วของศัตรูก็จะปรากฏขึ้นฉันนั้น

          11แม้เขาจะถ่อมตนก้มศีรษะเดินมาพบท่าน

          จงเอาใจใส่ระวังเขาไว้ให้ดี

          จงทำกับเขาเหมือนผู้เช็ดกระจกเงา

          แล้วท่านจะเห็นว่าสนิมของเขาจะคงอยู่ไม่นานd

          12อย่าให้เขามายืนเคียงข้างท่าน

          เพื่อมิให้เขาผลักท่านออกและเข้ามาแทนที่

          อย่าให้เขานั่งข้างขวาของท่าน

          เพื่อเขาจะแย่งที่นั่งของท่านไม่ได้

          ในที่สุดท่านจะรู้ว่าข้าพเจ้าพูดถูก

          ถ้าท่านไม่เชื่อคำพูดของข้าพเจ้า ท่านจะต้องเสียใจ

          13ผู้ใดเล่าจะสงสารหมองูที่ถูกงูกัด

          หรือสงสารผู้ที่เข้าไปใกล้สัตว์ร้าย

          14ในลักษณะเดียวกัน ไม่มีผู้ใดสงสารผู้ที่คบคนบาป

          และร่วมทำบาปกับเขา

          15เขาจะอยู่กับท่านชั่วระยะหนึ่ง

          เมื่อท่านพลาดพลั้ง เขาก็จะไม่อยู่อีกต่อไป

          16ศัตรูปากหวาน

          แต่ใจของเขาคิดจะโยนท่านลงในคู

          ศัตรูบีบน้ำตาได้

          แต่เมื่อมีโอกาส เขาจะดูดเลือดของท่านไม่มีวันอิ่ม

          17ถ้าท่านประสบเหตุร้าย เขาจะมาพบท่านเป็นคนแรก

          เขาจะแสร้งทำเหมือนจะช่วยท่าน แต่แล้วเขาก็จะขัดขาท่านให้ล้ม

          18เขาจะสั่นศีรษะและตบมือเยาะเย้ยท่านe

          เขาจะพูดนินทาท่านหลายเรื่อง เผยโฉมหน้าที่แท้จริงของเขา

12 a ต้นฉบับภาษาฮีบรูของข้อนี้เป็นดังนี้ ผู้ที่ทำดีต่อคนชั่วจะไม่ได้ประโยชน์อันใด การกระทำของเขานับเป็นกิจการดีไม่ได้

b สำนวนแปลโบราณภาษาละตินเสริมว่า เพราะพระองค์จะทรงลงโทษผู้ไม่ยำเกรงพระเจ้าและคนบาป ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าวันที่เขาจะถูกลงโทษ 5จงให้แก่คนดีและอย่าต้อนรับคนบาป– แต่พันธสัญญาใหม่จะสอนตรงกันข้าม เช่น มธ 5:43-48; ลก 6:27-36; รม 12:20 -- นักบุญออกัสตินรู้สึกไม่สบายใจต่อคำสอนนี้ของบุตรสิรา จึงอธิบายว่า “อย่าให้แก่คนบาปในฐานะที่เขาเป็นคนบาป แต่จงให้แก่คนบาปเพราะเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง”

c “ศัตรูของเขาจะโศกเศร้า” – ต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า “แม้คนที่เกลียดชังเขาก็เป็นมิตร” ซึ่งดูเหมือนจะเป็นความคิดที่คล้องจองกันมากกว่า

d “จงทำกับเขา.....สนิมของเขาจะคงอยู่ไม่นาน” – ต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า “จงทำกับเขาเหมือนกับคนที่เผยความลับ แล้วเขาจะทำร้ายท่านไม่ได้ จงระลึกถึงผลของความอิจฉา”

e การสั่นศีรษะเป็นอาการแสดงการเยาะเย้ยใน โยบ 16:4; สดด 22:7; 109:25; ดู มธ 27:39 – ส่วน “การตบมือ” ดู พคค 2:15; อสค 15:6; นฮม 3:19.

จงคบกับคนชั้นเดียวกัน

13. 1ผู้ใดจับยางมะตอย มือก็จะเปื้อน

          ผู้ใดคบกับคนเย่อหยิ่งก็จะเป็นเหมือนกับเขา

          2อย่าแบกของหนักเกินกำลัง

          อย่าคบกับคนที่แข็งแรงและร่ำรวยกว่าท่าน

          ทำไมท่านจึงนำหม้อดินไปวางใกล้หม้อเหล็ก

          เมื่อกระทบกัน หม้อดินก็จะแตกa

          3คนร่ำรวยไปแกล้งเขาแล้วยังต่อว่าผู้อื่น

          คนยากจนถูกกลั่นแกล้ง แล้วยังต้องไปขอโทษ

          4ถ้าท่านเป็นประโยชน์ต่อคนร่ำรวย เขาจะเอาเปรียบท่าน

          ถ้าท่านขัดสน เขาจะละทิ้งท่าน

          5ถ้าท่านมี เขาจะมาอยู่กับท่าน

          จะปอกลอกท่านโดยไม่ละอายใจ

          เขาจะยิ้มกับท่าน จะให้ความหวังแก่ท่าน

          จะพูดดีกับท่าน ถามท่านว่า “คุณต้องการอะไร”

          6ถ้าเขาต้องการท่าน เขาจะหลอกลวงท่าน

          7เขาจะจัดงานเลี้ยงทำให้ท่านต้องอับอาย

          เขาจะทำเช่นนี้สองสามครั้งจนท่านหมดตัว

          แล้วเขาจะหัวเราะเยาะท่าน

          เมื่อเห็นท่าน เขาก็จะหลีกเลี่ยงท่าน

          สั่นศีรษะดูหมิ่นท่าน

          8จงระวังอย่าให้เขาหลอกลวงท่าน

          อย่าให้เขาดูถูกท่านเพราะความโง่เขลาของท่านb

          9เมื่อผู้มีอำนาจเชิญท่าน อย่ารีบด่วนรับเชิญ

          แล้วเขาจะรบเร้าเชิญท่านอีก

          10อย่าเสนอหน้า เพราะท่านจะถูกปฏิเสธ

          แต่อย่าห่างเหินเกินไป เพราะเขาจะลืมท่านc

          11อย่ายกตนเท่าเทียมกับเขา

          อย่าเชื่อคำพูดมากของเขา

          เพราะเขาพูดมากก็เพื่อลองใจท่าน

          แม้เมื่อเขายิ้ม เขาก็ยังทดสอบท่าน

          12ผู้ไม่เก็บความลับที่ได้ฟังมาเป็นคนใจร้าย

          เขาไม่ละเว้นที่จะทำร้ายและล่ามโซ่ท่าน

          13จงเอาใจใส่ระวังเขาให้ดี

          ท่านกำลังเดินไปสู่ความพินาศที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลาd (14)

                15สรรพสัตว์ล้วนรักสัตว์ชนิดเดียวกัน

          มนุษย์ทั้งหลายก็ย่อมรักผู้อยู่ในฐานะเดียวกันด้วย

          16สัตว์ทุกชนิดสมสู่กับสัตว์ชนิดเดียวกัน

          มนุษย์ก็สมาคมกับผู้ที่เหมือนกับตน

          17สุนัขป่าจะอยู่ร่วมกับลูกแกะได้หรือ

          คนบาปจะอยู่ร่วมกับผู้ยำเกรงพระเจ้าไม่ได้เช่นเดียวกัน

          18หมาในกับหมาบ้านจะอยู่ด้วยกันอย่างสันติได้หรือ

          เศรษฐีกับคนยากจนจะอยู่ด้วยกันอย่างสันติได้หรือe

          19ลาป่าเป็นเหยื่อของสิงโตฉันใด

          คนยากจนก็เป็นเสมือนอาหารของเศรษฐีฉันนั้น

          20สภาพต่ำต้อยเป็นที่น่ารังเกียจสำหรับคนเย่อหยิ่งฉันใด

          คนยากจนก็เป็นที่น่ารังเกียจสำหรับเศรษฐีฉันนั้น

          21ถ้าเศรษฐีคนหนึ่งกำลังจะล้ม มิตรสหายก็มาช่วยพยุงเขาไว้

          ถ้าคนยากจนล้มลง แม้แต่มิตรสหายก็ยังผลักเขาซ้ำอีกf

          22ถ้าเศรษฐีคนหนึ่งล้มลง คนจำนวนมากก็มาช่วยเหลือเขา

          แม้เขาพูดอย่างโง่เขลา ใครๆก็ชมเชย

          ถ้าคนต่ำต้อยล้มลง ใครๆก็ตำหนิเขา

          ถึงเขาจะพูดมีเหตุผล ก็ไม่มีใครสนใจ

          23เมื่อเศรษฐีพูด ทุกคนย่อมเงียบ

          และยกย่องคำพูดของเขาจนถึงฟ้า

          แต่ถ้าคนยากจนพูด ใครๆก็ถามว่า “คนนี้เป็นใครกัน”

          ถ้าเขาสะดุด ใครๆก็ยิ่งช่วยผลักเขาให้ล้มลง

          24ความร่ำรวยย่อมดีเมื่อไม่มีบาป

          ความยากจนย่อมชั่วร้ายตามความคิดของผู้ไม่ยำเกรงพระเจ้าg

          25ใจมนุษย์ย่อมปรากฏบนใบหน้า

          ทั้งเมื่อคิดดี หรือคิดชั่วร้าย

          26ใบหน้าแจ่มใสสะท้อนใจเป็นสุข

          แต่การคิดค้นสุภาษิตเป็นงานหนักh

13 a การเปรียบเทียบเช่นนี้ยังพบได้ในนิทานอีสปด้วย

b “เพราะความโง่เขลาของท่าน” – แปลตามสำนวนแปลโบราณภาษาละตินและภาษาซีเรียค – ต้นฉบับภาษากรีกว่า “เพื่อความเพลิดเพลินของท่าน” – ต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า “จงระวังอย่าทะเยอทะยาน อย่าทำตนเป็นคนโง่”

c คำแนะนำเช่นนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าบุตรสิราเดินสายกลางและพูดประชดประชัน – พระวาจาของพระเยซูเจ้าใน ลก 14:8-10 แม้ดูเหมือนจะมีความหมายใกล้เคียงกัน แต่หมายความอีกอย่างหนึ่งและต้องการสอนคนละเรื่อง คือให้เป็นคนถ่อมตน

d สำเนาโบราณภาษากรีก GK 248 เสริมข้อ 14 ว่า 14เมื่อท่านได้ยินเรื่องเหล่านี้ขณะที่กำลังนอนหลับ ก็จงตื่นขึ้น จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าตลอดชีวิตและอธิษฐานวอนขอพระองค์ให้ประทานความรอดพ้นแก่ท่าน

e บุตรสิรามีความเห็นว่าการที่มนุษย์ต้องคบค้ากับบุคคลที่มีฐานะเดียวกันเป็นการขยายกฎธรรมชาติ ให้มีการประสานกลมกลืนกัน จึงสอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้า  บุตรสิราไม่ประณามว่าความร่ำรวยเป็นสิ่งชั่วร้ายเสียทั้งหมด (ดูข้อ 24) แต่ต้องการป้องกันมิให้คนยากจนคิดผิดไปว่าการคบกับคนร่ำรวยเป็นการดี แล้วจะถูกคนร่ำรวยเอาเปรียบได้

f ข้อความในข้อนี้อาจต้องเข้าใจเป็นภาษาเปรียบเทียบ “การสะดุดล้ม” อาจมีความหมายว่า “พูดโง่ๆ” เพราะบริบทเป็นเรื่องการพูดจา (เทียบ 14:1)

g “ตามความคิดของผู้ไม่ยำเกรงพระเจ้า” – แปลตามตัวอักษรว่า “ความยากจนเป็นความชั่วร้ายในปากของผู้ไม่ยำเกรงพระเจ้า” – ความร่ำรวยไม่ใช่สิ่งเลวร้ายในตัวเอง แต่ก็มีอันตราย

h ไม่ชัดว่าข้อความ 2 บรรทัดนี้มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร เพราะต้นฉบับทั้งภาษากรีกและภาษาฮีบรูไม่ชัด.

ความสุขแท้จริง       

14. 1ผู้ไม่ทำบาปaด้วยคำพูดย่อมเป็นสุข

          เขาไม่ต้องเป็นทุกข์ใจเพราะบาป

          2ผู้ที่มโนธรรมไม่ติเตียนย่อมเป็นสุข

          ผู้ไม่สิ้นหวังก็ย่อมเป็นสุขเช่นเดียวกัน

ความอิจฉาและความโลภ

            3คนตระหนี่ไม่ควรจะมีทรัพย์สิน

          ทรัพย์สมบัติจำนวนมากมีประโยชน์อะไรสำหรับคนโลภ

          4ผู้ที่ยอมอดเพื่อสะสมทรัพย์สมบัติก็สะสมไว้สำหรับผู้อื่น

          ผู้อื่นจะใช้ทรัพย์สินของเขาอย่างฟุ่มเฟือย

          5ผู้มีใจแคบต่อตนเองจะมีใจกว้างต่อผู้อื่นได้อย่างไร

          เขาใช้ทรัพย์สมบัติทำให้ตนมีความสุขยังไม่ได้เลย

          6ไม่มีใครใจร้ายเท่ากับคนที่ทรมานตนเอง

          เขาต้องรับผลจากความใจร้ายของตน

          7ถ้าเขาทำดีบ้าง เขาก็ทำด้วยความบังเอิญ

          แต่ในที่สุดความใจร้ายของเขาก็จะปรากฏ

          8ผู้อิจฉาริษยาเป็นคนใจร้าย

          เขาเบือนหน้าbไม่สนใจชีวิตของผู้อื่น

          9คนตระหนี่ไม่พอใจสิ่งที่ตนมี

          ความโลภcทำให้ใจของเขาแห้งแล้ง

          10คนตระหนี่หวงแม้แต่อาหาร

          แม้บนโต๊ะเขาก็มีไม่พอกิน

          11ลูกเอ๋ย จงอยู่ดีกินดีเท่าที่ทำได้

          อย่าลืมนำสิ่งของมาถวายแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าตามสมควร

          12จงระลึกว่าความตายจะไม่รอช้า

          ท่านไม่รู้เวลาที่นัดไว้กับแดนมรณะd

          13จงทำดีต่อมิตรสหายก่อนที่ท่านจะตาย

          จงมีใจกว้างกับเขาตามความสามารถของท่าน

          14อย่ามีใจแคบที่จะให้ความสุขแก่ตนในวันนี้

          อย่าปล่อยสิ่งดีที่ท่านปรารถนาให้หลุดมือไป

          15ท่านจะต้องละทิ้งทรัพย์สมบัติของท่านให้คนอื่นมิใช่หรือ

          ผู้รับมรดกจะแบ่งผลจากความเหน็ดเหนื่อยของท่านมิใช่หรือ

          16จงรู้จักให้ รู้จักรับ และรู้จักหาความสุข

          เพราะในแดนมรณะจะหาความสุขไม่ได้แล้ว

          17เสื้อผ้าเก่าไปฉันใด มนุษย์ทั้งหลายก็แก่ลงฉันนั้น

          เป็นกฎตลอดไปว่าทุกคนต้องตาย

          18ใบไม้เขียวชอุ่มบนต้นไม้งาม บ้างก็เหี่ยวแห้งร่วงโรย บ้างก็งอกขึ้นมาฉันใด

          เชื้อชาติมนุษย์ทั้งหลาย บ้างก็ตาย บ้างก็เกิดมาฉันนั้น

          19กิจการทุกอย่างของมนุษย์ต้องทรุดโทรมและสูญหายไป

          ผู้ทำกิจการนั้นก็จะต้องจากไปพร้อมกันด้วยe

ความสุขของผู้มีปรีชา

            20ผู้ที่เอาใจใส่คิดคำนึงถึงปรีชาญาณย่อมเป็นสุข

          เขาใช้ความคิดถูกต้องตามเหตุผล

          21พิจารณาในใจถึงหนทางแห่งปรีชาญาณ

          และพยายามเข้าใจความลับของปรีชาญาณf

          22เขาตามหาปรีชาญาณเหมือนนายพรานไล่ล่าสัตว์

          คอยซุ่มตามทางเพื่อพบกับปรีชาญาณ

          23เขาเป็นเสมือนคู่รักที่คอยแอบมองทางหน้าต่างบ้านของปรีชาญาณ

          แอบฟังที่ประตู

          24เขาเข้าใกล้บ้านของปรีชาญาณ

          ตอกหลักกระโจมของตนใกล้กำแพงบ้านของปรีชาญาณg

          25เขาตั้งกระโจมใกล้ปรีชาญาณ

          มาพำนักในที่พักสะดวกสบายทุกอย่าง

          26เขาจะมอบบุตรของตนไว้ในความคุ้มครองของปรีชาญาณ

          และตั้งค่ายพักอยู่ใต้กิ่งก้านของปรีชาญาณ

          27ปรีชาญาณจะปกป้องเขาไว้จากความร้อน

          และสิริรุ่งโรจน์hของปรีชาญาณจะห้อมล้อมที่พำนักของเขา

14 a “ผู้ไม่ทำบาป” แปลตามตัวอักษรว่า “ผู้ไม่ลื่นไถล” – เพลงสดุดีหลายบทกล่าวถึงความสุขของผู้มีใจบริสุทธิ์ (สดด 1; 32; 119) ผู้มีปรีชา (สดด 41) และผู้ยำเกรงพระเจ้า (สดด 128) แม้ว่ามนุษย์ทั่วไปมักคิดว่าบุคคลเหล่านี้ไม่มีความสุขก็ตาม ข้อความเหล่านี้เป็นการเกริ่นล่วงหน้าถึง “ความสุขแท้” ที่พระเยซูเจ้าจะตรัสเทศน์สอนบนภูเขา (มธ 5:1-12).

b “เบือนหน้า” หมายความว่าเขาไม่ต้องการเห็นผู้อื่นที่ต้องการความช่วยเหลือจากเขา

c “ความโลภ” แปลตามตัวอักษรว่า “ความอธรรมที่ชั่วร้าย”

d “เวลาที่นัดไว้กับแดนมรณะ” แปลตามตัวอักษรว่า “พันธสัญญากับแดนมรณะ” หมายถึงวันเวลาที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ให้มนุษย์จบชีวิตของตน (เทียบ อสย 28:15,18)

e ข้อ 19 ในต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า กิจการทั้งหมดของมนุษย์ถูกกำหนดให้พินาศไป ผลงานของเขาจะตามเขาไปด้วย– วว 14:13 จะเปลี่ยนความคิดที่มองกิจการทั้งหมดของมนุษย์ในแง่ร้ายให้เป็นการมองในแง่บวกมากกว่า โดยใช้ข้อความว่า กิจการดีของมนุษย์จะติดตามเขาไปรับสิริรุ่งโรจน์ในชีวิตหน้าด้วย – ปัญญาจารย์คิดว่า การที่กิจการทังหมดของมนุษย์จะพินาศไปนี้เป็นความจริงที่รับได้ยาก แต่บุตรสิราใช้ความคิดนี้สอนให้มนุษย์รู้จักตัดใจจากผลงานที่มนุษย์ทำในชีวิตนี้

f “ความลับของปรีชาญาณ” -- เทียบ สดด 119 โดยเฉพาะข้อ 15,23,148 ซึ่งกล่าวถึงความสุขที่ได้มาจากการคิดคำนึงถึงธรรมบัญญัติ แต่ในข้อนี้ บสร เตือนให้มนุษย์พิจารณาถึงปรีชาญาณดังที่บรรดาผู้มีปรีชาสอนไว้ในสุภาษิตและคำพังเพยต่างๆ

g “ตอกหลักกระโจมใกล้กำแพงบ้านของปรีชาญาณ” หมายความว่ามาพำนักอยู่ใกล้ๆกับปรีชาญาณ ภาพเปรียบเทียบผู้แสวงหาปรีชาญาณในข้อ 22-27 เป็นภาพของนายพราน (ข้อ 22) คู่รัก (ข้อ 23) และภาพของคนเร่ร่อนที่ปักกระโจมใกล้ๆกับบ้านของปรีชาญาณ (ข้อ 24-27)

h “สิริรุ่งโรจน์” – ต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า “ที่หลบภัย” อาจหมายถึงเมฆที่ประทับของพระยาห์เวห์ใน อพย 16:10; 24:16 เชิงอรรถ f, ซึ่งพวกรับบีเรียกว่า “shekinah” (การประทับอยู่[ของพระเจ้า])

15. 1ผู้เคารพยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทำเช่นนี้

          ผู้ที่ยึดธรรมบัญญัติมั่นไว้aจะได้รับปรีชาญาณ

          2ปรีชาญาณจะมาพบเขาดุจมารดา

          จะต้อนรับเขาเสมือนเจ้าสาวพรหมจารี

          3จะให้เขามีความรอบรู้เสมือนเป็นอาหารเลี้ยงชีวิต

          ให้เขามีปรีชาญาณเป็นเสมือนน้ำดับความกระหาย

          4เขาจะยึดปรีชาญาณเป็นเครื่องค้ำจุนและจะไม่ล้ม

          เขาจะไว้ใจปรีชาญาณและจะไม่ต้องอับอาย

          5ปรีชาญาณจะเชิดชูเขาให้สูงเหนือเพื่อนบ้าน

          จะให้เขากล้าพูดในที่ประชุม

          6เขาจะพบความยินดีและความสุขเป็นเสมือนมงกุฎ

          จะรับชื่อเสียงยั่งยืนเป็นมรดก

          7คนโง่จะไม่ได้รับปรีชาญาณ

          คนบาปก็จะไม่เห็นปรีชาญาณเลย

          8ปรีชาญาณจะอยู่ห่างไกลคนเย่อหยิ่ง

          คนมุสาจะไม่คิดถึงปรีชาญาณ

          9คำสรรเสริญไม่เหมาะกับปากคนบาป

          เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้ามิได้ประทานให้

          10ผู้มีปรีชาเท่านั้นสรรเสริญปรีชาญาณได้

          องค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้นทรงดลใจเขาให้ทำเช่นนี้

มนุษย์มีอิสรเสรี

            11อย่าพูดว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทำให้ฉันผิดพลาด”

          เพราะพระองค์ไม่ทรงกระทำbสิ่งที่ทรงเกลียด

          12อย่าพูดว่า “พระองค์ทรงนำฉันให้หลงทาง”

          เพราะคนบาปไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับพระองค์

          13องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเกลียดทุกสิ่งที่น่ารังเกียจ

          และผู้ยำเกรงพระองค์ก็เกลียดสิ่งนั้นด้วย

          14พระองค์ทรงเนรมิตมนุษย์แต่แรกเริ่ม

          ทรงปล่อยให้เขาตัดสินใจด้วยตนเองc

          15ถ้าท่านต้องการ ท่านก็ปฏิบัติตามบทบัญญัติได้

          ท่านจะซื่อสัตย์ต่อพระองค์หรือไม่ขึ้นอยู่กับท่าน

          16พระองค์ทรงวางน้ำกับไฟไว้ต่อหน้าท่าน

          ท่านต้องการสิ่งใดก็จงยื่นมือหยิบด้วยตนเอง

          17ทั้งชีวิตและความตายอยู่ต่อหน้ามนุษย์

          เขาเลือกสิ่งใดก็จะได้รับสิ่งนั้น

          18พระปรีชาญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้ายิ่งใหญ่

          พระองค์ทรงสรรพานุภาพและทรงแลเห็นทุกสิ่ง

          19พระองค์ทอดพระเนตรเห็นผู้ยำเกรงพระองค์

          ทรงรู้กิจการทุกอย่างของมนุษย์

          20พระองค์ไม่ทรงบัญชาผู้ใดให้เป็นคนอธรรม

          พระองค์ไม่ทรงอนุญาตให้ผู้ใดทำบาป

15 a “ผู้ที่ยึดธรรมบัญญัติมั่นไว้” น่าจะหมายถึงบรรดาธรรมาจารย์ – ยรม 2:8 กล่าวว่าบุคคลสำคัญในสังคมชาวยิวมี 4 กลุ่ม คือ บรรดาสมณะ ธรรมาจารย์ เจ้านายและประกาศก – บรรดา “ธรรมาจารย์” จะมีบทบาทสำคัญในยุคหลังกลับจากการเนรเทศที่กรุงบาบิโลน (ดู อสร 7:6 เชิงอรรถ c)

b “พระองค์ไม่ทรงกระทำ” – แปลตามต้นฉบับภาษาฮีบรูและสำเนาโบราณภาษากรีกฉบับหนึ่ง – ต้นฉบับภาษากรีกว่า “จงอย่าทำ”

c “ตัดสินใจด้วยตนเอง” – ข้อความนี้มักถูกยกมาอ้างเพื่อสนับสนุนคำสอนเรื่องมนุษย์มีอิสระเสรีในการเลือกทำดีทำชั่ว

คนบาปถูกสาปแช่ง   

16. 1อย่าปรารถนามีบุตรหลายคน ถ้าบุตรเหล่านั้นเป็นคนเหลวไหล

          อย่าดีใจมีบุตรที่ไม่ยำเกรงพระเจ้า

          2ถ้าท่านมีบุตรจำนวนมากก็อย่ายินดี

          หากเขาไม่เคารพยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้า

          3อย่าหวังว่าเขาจะมีอายุยืน

          อย่าวางใจเกินไปที่มีบุตรหลายคนa

          เพราะบุตรคนเดียวดีกว่าบุตรตั้งพันคน

          การตายไร้บุตรดีกว่ามีบุตรหลายคนที่ไม่ยำเกรงพระเจ้า

          4ผู้มีปรีชาคนเดียวทำให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง

          แต่คนชั่วทั้งตระกูลจะถูกทำลาย

          5ตาของฉันเคยได้เห็นเรื่องเช่นนี้มามาก

          หูของฉันก็เคยได้ยินเรื่องที่ร้ายแรงยิ่งกว่านี้มาแล้ว

          6ไฟจะลุกขึ้นในที่ชุมนุมของคนบาป

          พระพิโรธจะเผาผลาญชนชาติที่เป็นกบฏ

          7พระเจ้าไม่ทรงให้อภัยบรรดายักษ์ในสมัยก่อน

          ซึ่งกบฏเพราะไว้ใจกำลังของตน

          8พระองค์ไม่ทรงไว้ชีวิตเพื่อนบ้านของโลท

          พระองค์ทรงเกลียดชังความเย่อหยิ่งของเขา

          9พระองค์มิได้ทรงพระเมตตาต่อชนชาติที่ต้องพินาศb

          ทรงทำลายเขาเพราะบาปที่เขากระทำ

          10พระองค์มิได้ทรงพระเมตตาต่อประชาชนหกแสนคนที่เดินทาง

          เขาต้องตายเพราะมีจิตใจแข็งกระด้างc

          11แม้จะมีคนหัวรั้นเพียงคนเดียว

          ถ้าพระองค์ไม่ทรงลงโทษเขาก็เป็นเรื่องแปลก

          เพราะพระองค์ทั้งทรงพระเมตตาและทรงลงโทษ

          พระองค์ทรงพระอานุภาพทั้งเมื่อทรงพระเมตตาและเมื่อทรงลงโทษ

          12พระเมตตาของพระองค์ยิ่งใหญ่ ความเคร่งครัดของพระองค์ก็ยิ่งใหญ่เช่นเดียวกัน

พระองค์ทรงพิพากษามนุษย์ตามกิจการของเขา

13ผู้ร้ายจะหลบหนีไม่ได้พร้อมกับสิ่งของที่ขโมยมา

ผู้ยำเกรงพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอจะไม่ต้องผิดหวัง

14พระองค์ทรงคำนึงถึงกิจเมตตาทุกๆครั้งd

ทุกคนจะได้รับผลตอบแทนตามกิจการที่เขาได้ทำe (15) (16)

 

พระเจ้าทรงตอบแทนการกระทำของมนุษย์อย่างแน่นอน

            17อย่าพูดว่า “ฉันจะหลบซ่อนพ้นจากองค์พระผู้เป็นเจ้า

          ในสวรรค์ ใครเล่าจะระลึกถึงฉัน

          จะไม่มีใครรู้จักฉันในหมู่ประชากรจำนวนมาก

          ฉันเป็นใครกันในโลกกว้างใหญ่ไพศาล”f

          18ดูซิ ท้องฟ้าและสวรรค์เหนือท้องฟ้า

          เหวลึกและแผ่นดินล้วนสั่นสะเทือนเมื่อพระองค์เสด็จมา

          19แม้ภูเขาและรากฐานแผ่นดิน

          ก็สั่นกลัวเมื่อพระองค์ทอดพระเนตร

          20แต่ไม่มีใครคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้

          ใครเล่าสนใจวิถีทางของพระองค์

          21ไม่มีมนุษย์ใดแลเห็นลมพายุ

          พระราชกิจส่วนใหญ่ของพระองค์ก็ซ่อนเร้นg

          22“ใครเล่าจะประกาศพระราชกิจเที่ยงธรรมของพระองค์ ใครเล่าจะรอคอย

          พันธสัญญาของพระองค์คงอยู่นานมาแล้ว”h

          23ผู้มีใจแคบคิดเช่นนี้

          เขาเป็นคนโง่หลงผิดคิดเหมือนคนบ้า

พระปรีชาญาณในการเนรมิตโลก

            24ลูกเอ๋ย จงฟังฉันเถิด จงเรียนรู้คำสั่งสอน

          จงตั้งใจฟังถ้อยคำของฉันi

          25ฉันจะอธิบายคำสั่งสอนอย่างละเอียด

          จะประกาศความรู้อย่างถูกต้อง

          26ตั้งแต่แรกเริ่ม องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเนรมิตทุกสิ่งj

          พระองค์ทรงบัญชาให้สิ่งสร้างแต่ละชนิดมีหน้าที่ของตน

          27พระองค์ทรงกำหนดระเบียบของสิ่งสร้างเหล่านี้ไว้ตลอดไป

          ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงสิ่งสุดท้ายในอนาคต

          สิ่งทั้งหลายจะไม่หิวโหยหรือเหน็ดเหนื่อย

          และจะไม่ละทิ้งการงานของตนเลย

          28ไม่มีสิ่งใดปะทะกับอีกสิ่งหนึ่ง

          ทั้งไม่ฝ่าฝืนพระวาจาของพระองค์เลยk

          29ต่อมา องค์พระผู้เป็นเจ้าทอดพระเนตรมายังแผ่นดิน

          ทรงบันดาลให้แผ่นดินเต็มไปด้วยพระพรต่างๆ

          30ทรงปกคลุมพื้นแผ่นดินด้วยสัตว์นานาชนิด

          ซึ่งจะต้องกลับเป็นดินอีก

16 a “ที่มีบุตรหลายคน” – ต้นฉบับภาษาฮีบรูเสริมว่า เพราะบุตรเหล่านั้นจะไม่มีอนาคตรุ่งเรือง – และในข้อต่อไป หลังวลี “มีบุตรคนเดียว” ต้นฉบับภาษาฮีบรูยังเสริมว่า ที่ปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้า

b “ชนชาติที่ต้องพินาศ” หมายถึงชาวคานาอันดั้งเดิม ก่อนที่ชาวอิสราเอลจะเข้ามายึดครองแผ่นดิน

c “ใจแข็งกระด้าง” ชวนให้คิดถึง อพย 12:37; กดว 11:21 หมายถึงชาวอิสราเอลที่ออกจากอียิปต์ แต่จะตายในถิ่นทุรกันดาร ไม่ได้เข้าไปในแผ่นดินคานาอันแห่งพระสัญญา (กดว 14:20-33)

d “พระองค์ทรงคำนึงถึงกิจเมตตาทุกๆครั้ง” – ต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า “ทุกคนที่ปฏิบัติความชอบธรรมต้องได้รับการตอบแทน”

e สำเนาโบราณภาษากรีก Gk 248; ต้นฉบับภาษาฮีบรูและสำนวนแปลโบราณภาษาซีเรียคเสริมข้อ 15-16 ว่า 15พระเจ้าทรงบันดาลให้พระเจ้าฟาโรห์มีพระทัยแข็งกระด้าง เพื่อจะได้ไม่ต้องทรงรู้จักพระเจ้าและประกาศให้มนุษย์ใต้ท้องฟ้ารู้จักพระราชกิจของพระเจ้า 16พระกรุณาของพระเจ้าเป็นที่ประจักษ์แก่สิ่งสร้างทั้งมวล พระองค์ทรงแบ่งแสงสว่างและความมืดของพระองค์แก่มนุษย์(เทียบ บสร 12:6 และ มธ 5:45)

f ผู้ที่กล่าวเช่นนี้เป็นเหมือนอาดัมและกาอินที่พยายามซ่อนตัวให้พ้นพระพักตร์พระเจ้า (ปฐก 3:10; 4:9)

g ต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า 20พระองค์จะไม่ทรงคำนึงถึงฉันแน่ๆ ใครเล่าจะสนใจวิถีทางของฉัน 21ถ้าฉันทำบาป ก็ไม่มีใครเห็น ถ้าฉันเคยพูดเท็จ ก็ไม่มีใครรู้

h ข้อ 22 นี้เป็นความคิดของผู้ไม่ยำเกรงพระเจ้า เขารู้สึกว่าพระเจ้าไม่ทรงตอบแทนพฤติกรรมของมนุษย์ตามที่ทรงสัญญาไว้เลย – เกี่ยวกับ “พันธสัญญา” ดู บสร 14:2 เชิงอรรถ d – ต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า “ฉันจะหวังอะไรได้ เพราะพระวินิจฉัยของพระองค์อยู่ห่างไกล”

i “จงตั้งใจฟังถ้อยคำของฉัน” – ผู้กล่าวข้อความต่อไปนี้ไม่ใช่ปรีชาญาณ แต่เป็นธรรมาจารย์ผู้สั่งสอนศิษย์

j “ทรงเนรมิต” – แปลตามต้นฉบับภาษาฮีบรู – ต้นฉบับภาษากรีกว่า “ทรงตัดสิน”

k บุตรสิรากำลังกล่าวถึงวงโคจรของดวงดาราในท้องฟ้า ซึ่งมีระเบียบ ไม่มีการปะทะหรือชนกันเลย

17. 1องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเนรมิตมนุษย์จากดินa

        และทรงบันดาลให้เขากลับเป็นดินอีก

          2พระองค์ทรงกำหนดวันและเวลาไว้แก่มนุษย์

          ทรงมอบอำนาจเหนือทุกสิ่งบนแผ่นดินให้เขา

          3ประทานให้มนุษย์มีกำลังเหมือนพระองค์

          ทรงเนรมิตเขาตามภาพลักษณ์ของพระองค์

          4ทรงบันดาลให้สัตว์ทั้งหลายเกรงกลัวมนุษย์

          มนุษย์จะได้เป็นนายปกครองสัตว์ป่าและนกทั้งปวงb (5)

                6พระองค์ประทานความคิด ลิ้น ตา หู และใจแก่มนุษย์

          เพื่อเขาจะรู้จักใช้เหตุผลc

          7พระองค์โปรดให้เขามีความรู้และความเข้าใจอย่างเต็มเปี่ยม

          ทรงชี้นำให้เขารู้จักความดีและความชั่ว

          8พระองค์ประทานแสงสว่างของพระองค์ในจิตใจของเขา

          ทรงสำแดงให้เขาเห็นความยิ่งใหญ่แห่งพระราชกิจของพระองค์d (9)

          10มนุษย์จะได้สรรเสริญพระนามศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์

          และบอกเล่าความยิ่งใหญ่แห่งพระราชกิจของพระองค์

          11พระองค์ประทานความรู้แก่เขา

          ทรงมอบกฎแห่งชีวิตเป็นมรดกแก่เขา

          12ทรงกระทำพันธสัญญานิรันดรกับเขา

          ทรงเผยให้เขารู้จักบทบัญญัติeของพระองค์

          13ตาของเขาได้ชมพระสิริรุ่งโรจน์ยิ่งใหญ่ของพระองค์

          หูของเขาได้ยินพระสุรเสียงดังกังวานของพระองค์

          14พระองค์ตรัสแก่เขาว่า “จงละเว้นความอยุติธรรมทั้งปวง”

          ประทานบทบัญญัติให้แต่ละคนปฏิบัติต่อเพื่อนบ้าน

พระเจ้าทรงพิพากษา

            15ความประพฤติของมนุษย์อยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเสมอ

          ไม่ซ่อนพ้นสายพระเนตรไปได้เลยf (16) (17)

        17พระองค์ทรงแต่งตั้งให้ชนแต่ละชาติมีผู้ปกครอง

         แต่อิสราเอลเป็นประชากรที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเลือกไว้เป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์g (18)         19การกระทำทั้งหลายของมนุษย์อยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์เหมือนดวงอาทิตย์

          พระเนตรของพระองค์มองดูความประพฤติของเขาอยู่เสมอ

          20ความอธรรมของมนุษย์มิได้ซ่อนพ้นพระเนตร

          บาปทั้งปวงของเขาอยู่เฉพาะพระพักตร์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าh (21)

                22การให้ทานของมนุษย์มีค่าประเสริฐสำหรับพระองค์ประดุจแหวนตรา

          พระองค์ทรงรักษาความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของมนุษย์ไว้ดุจแก้วตาi

          23วันหนึ่งพระองค์จะทรงลุกขึ้นและประทานบำเหน็จ

          จะทรงตอบแทนแต่ละคนตามความเหมาะสมj

          24พระองค์ทรงให้ผู้สำนึกผิดกลับมา

          ประทานกำลังใจแก่ผู้ขาดความพากเพียร

คำเตือนให้กลับใจ

            25จงกลับใจมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้า ละทิ้งบาป

          จงอธิษฐานภาวนาเฉพาะพระพักตร์พระองค์ จงเลิกทำขัดเคืองพระทัย

          26จงกลับมาเฝ้าพระผู้สูงสุด จงหันหลังให้ความอธรรมk

          จงเกลียดชังความชั่วร้ายโดยสิ้นเชิง

          27ในแดนมรณะใครเล่าจะสรรเสริญพระผู้สูงสุด

          ใครเล่าจะขอบพระคุณพระองค์แทนผู้มีชีวิตได้

          28ผู้ตายที่ไม่อยู่แล้วจะสรรเสริญพระองค์ไม่ได้อีก

          ผู้มีชีวิตและมีสุขภาพดีเท่านั้นจะสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้าได้

          29พระกรุณาขององค์พระผู้เป็นเจ้าช่างยิ่งใหญ่

          พระองค์ประทานอภัยแก่ผู้กลับใจมาเฝ้าพระองค์

          30มนุษย์มีทุกอย่างไม่ได้

          เพราะบุตรมนุษย์ไม่มีชีวิตอมตะ

          31อะไรจะสว่างกว่าดวงอาทิตย์ ถึงกระนั้น ดวงอาทิตย์ก็ยังรู้จักอับแสง

          ความคิดของมนุษย์ก็ย่อมถูกความชั่วบดบังได้ด้วย

          32พระเจ้าทรงเฝ้าดูแลดวงดาวบนท้องฟ้าl

          แต่มนุษย์ทุกคนเป็นเพียงดินและเถ้า

17 a ผู้เขียนเล่าเรื่องการเนรมิตตามลำดับใน ปฐก บทที่ 1 คือ พระเจ้าทรงเนรมิตดวงดาว พืช สัตว์ และมนุษย์

b สำเนาโบราณภาษากรีก Gk 248 เสริมข้อ 5 ว่า 5องค์พระผู้เป็นเจ้าประทานประสาททั้งห้าให้แก่มนุษย์ ประทานสติปัญญาให้เป็นความสามารถประการที่หก และประทานความคิดตามเหตุผลให้เป็นความสามารถประการที่เจ็ด-- ความคิดเช่นนี้ดูเหมือนจะเป็นคำอธิบายตามปรัชญาลัทธิสโตอาของผู้คัดลอก

c ชาวยิวโบราณคิดว่า “ดวงใจ” เป็นที่ตั้งของความคิดตามเหตุผลและความรู้

d “แสงสว่าง” – แปลตามตัวอักษรว่า “ดวงตา”  -- สำเนาโบราณภาษากรีก Gk 248 เสริมข้อ 9 ว่า 9ประทานความสามารถให้มนุษย์รู้จักประกาศสรรเสริญสิ่งมหัศจรรย์ที่ทรงกระทำตลอดไป

e “บทบัญญัติ” หมายถึงธรรมบัญญัติที่พระเจ้าทรงเปิดเผยแก่โมเสสบนภูเขาซีนาย

f สำเนาโบราณภาษากรีก Gk 248 เสริมข้อ 16-17 ว่า 16มนุษย์ประพฤติชั่วร้ายมาตั้งแต่วัยเยาว์แล้ว เขาเปลี่ยนใจหินให้เป็นใจเนื้อไม่ได้ 17เพราะในการแบ่งแผ่นดินให้แก่ชนชาติต่างๆ..-- ข้อความเหล่านี้คงเป็นคำอธิบายที่ผู้คัดลอกยืมมาจาก อสค 11:19; 36:26 กล่าวว่ามนุษย์ไม่มีความสามารถทำความดีได้ – แต่บุตรสิรามิได้มองมนุษย์ในแง่ลบมากเช่นนี้

g สำเนาโบราณภาษากรีก Gk 248 เสริมข้อ 18 ว่า 18พระองค์ทรงดูแลอิสราเอลเสมือนเป็นบุตรคนแรก ประทานแสงสว่างแห่งความรักของพระองค์ให้ และไม่ทรงทอดทิ้งเขาเลย– ในสมัยของบุตรสิรา อิสราเอลไม่มีกษัตริย์ปกครองแล้ว ยิ่งกว่านั้นชาวอิสราเอลหลายคนต่อต้านระบอบกษัตริย์ปกครอง (1 ซมอ 8) และการต่อต้านเช่นนี้จะทวีขึ้นในสมัยราชวงศ์ฮัสโมเนียนปกครองหลังจากที่พวกมัคคาบีกอบกู้อิสรภาพได้

h สำเนาโบราณภาษากรีก Gk 248 เสริมความข้อ 21 ว่า 21แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงความดีและทรงรู้จักมนุษย์ที่ทรงเนรมิต ไม่ทรงทำลายหรือละทิ้งเขา แต่ทรงรักษาไว้ให้มีชีวิตต่อไป

i สำเนาโบราณภาษากรีก Gk 248 เสริมว่า ประทานโอกาสให้บุตรชายหญิงของเขาได้กลับใจ

j ไม่เป็นที่ชัดเจนว่าพระองค์จะทรงตอบแทนการกระทำใดของมนุษย์ และจะทรงตอบแทนเมื่อไร

k สำเนาโบราณภาษากรีก Gk 248 เสริมว่า พระองค์จะทรงนำท่านออกมาจากความมืดไปสู่แสงสว่างแห่งความรอดพ้น

l “ดวงดาราบนท้องฟ้า” – แปลตามตัวอักษรว่า “อานุภาพแห่งท้องฟ้าสูง” – เทียบ บสร 16:26-29; อสย 24:21.

ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

18. 1พระผู้ทรงอยู่ตลอดไปทรงเนรมิตจักรวาลทั้งหมด

          2องค์พระผู้เป็นเจ้าพระองค์เดียวทรงยุติธรรมa (3)

                4พระองค์ไม่ประทานอำนาจให้ผู้ใดไปประกาศพระราชกิจของพระองค์

          ใครเล่าจะหยั่งรู้สิ่งมหัศจรรย์ที่ทรงกระทำ

          5ผู้ใดเล่าจะวัดพระอานุภาพยิ่งใหญ่ของพระองค์

          ผู้ใดเล่าจะบรรยายถึงพระเมตตาของพระองค์ได้

          6ไม่มีสิ่งใดจะต้องตัดออกหรือเพิ่มเติม

          เป็นไปไม่ได้ที่จะหยั่งรู้สิ่งน่าอัศจรรย์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า

          7เมื่อคนหนึ่งคิดว่าเขาจบแล้ว เขาก็เพิ่งจะเริ่มเท่านั้น

          เมื่อเขาหยุด เขาก็ยังรู้สึกมึนงงอยู่b

ความไม่เที่ยงแท้ของมนุษย์

            8มนุษย์คืออะไร มีประโยชน์อะไร

          ความดีของเขาคืออะไร ความชั่วของเขาคืออะไร

          9ชีวิตของมนุษย์ ถ้าถึงร้อยปีก็นับว่ามากแล้ว

          10แต่อายุไม่กี่ปีของเขาเปรียบกับนิรันดรภาพ

          ก็เหมือนน้ำหยดเดียวในทะเล หรือเหมือนทรายเม็ดเดียว

          11องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงพากเพียรอดทนกับมนุษย์

          ทรงหลั่งพระเมตตาให้เขา

          12พระองค์ทรงเห็นและทรงทราบว่าจุดสิ้นสุดของมนุษย์นั้นน่าสมเพช

          พระองค์จึงประทานอภัยให้เขามากยิ่งขึ้น

          13มนุษย์เมตตาเพื่อนบ้านเท่านั้น

          แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระเมตตาสิ่งมีชีวิตทั้งปวง

          พระองค์ทรงติเตียน ตักเตือน และสั่งสอน

          ทรงนำเขาดังคนเลี้ยงแกะนำฝูงแกะของตนc

          14พระองค์ทรงพระเมตตาผู้ยอมรับคำตักเตือนของพระองค์

          ทรงพระเมตตาผู้หมั่นปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์

จงรู้จักให้d

            15ลูกเอ๋ย เมื่อท่านทำความดีกับผู้ใด อย่าตำหนิเขา

          เมื่อให้ของผู้ใด อย่าพูดให้เขาเป็นทุกข์ใจ

          16หยาดน้ำค้างยังลดความร้อนได้มิใช่หรือ

          วาจาอ่อนหวานย่อมมีค่ามากกว่าของกำนัล

          17ดูซิ ถ้อยคำเพียงคำเดียวย่อมมีค่ากว่าของกำนัล

          แต่คนใจกว้างพร้อมจะให้ทั้งสองอย่าง

          18คนโง่เขลาติเตียนโดยไร้มรรยาท

          ผู้ให้ของขวัญอย่างไม่เต็มใจทำให้ผู้รับขัดเคือง

การรู้จักตริตรองมองการณ์ไกล

          19จงเรียนรู้ให้ดีก่อนที่จะพูด

          จงดูแลสุขภาพ ถ้าไม่ต้องการเจ็บป่วย

          20จงพิจารณาตนเองก่อนที่พระเจ้าจะทรงพิพากษา

          แล้วท่านจะพบพระเมตตาในวันที่พระองค์เสด็จมา

          21จงถ่อมตนก่อนที่ท่านจะเจ็บป่วยe

          ถ้าท่านทำบาปไปแล้ว ก็จงเป็นทุกข์กลับใจ

          22อย่าให้สิ่งใดขัดขวางท่านมิให้ปฏิบัติตามคำบนบานในเวลาที่กำหนด

          และอย่ารอจนตายก่อนที่จะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย

          23จงคิดให้ดีก่อนจะบนบาน

          อย่าเป็นเหมือนคนที่ทดลององค์พระผู้เป็นเจ้า

          24จงระลึกถึงพระพิโรธในวันสิ้นชีวิตของท่านf

          คือเวลาที่พระเจ้าจะทรงลงโทษเมื่อทรงหันพระพักตร์ไปจากท่าน

          25เมื่อท่านอุดมสมบูรณ์ จงคิดถึงเวลาอดอยาก

          เมื่อท่านร่ำรวย จงคิดถึงเวลาที่ท่านยากจนและขาดแคลน

          26ตั้งแต่เช้าถึงเย็น ลมฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลง

          ทุกสิ่งผ่านพ้นไปรวดเร็วเฉพาะพระพักตร์องค์พระผู้เป็นเจ้า

          27ผู้มีปรีชาระวังตนในทุกสิ่ง

          และเมื่อบาปล่อใจg เขาก็ระวังตนไม่ทำผิด

          28ผู้มีปัญญารู้จักปรีชาญาณ

          และชมสรรเสริญทุกคนที่พบปรีชาญาณ

          29ผู้รู้จักพูดแสดงว่ามีปรีชาญาณ

          เขาแจกจ่ายคำพังเพยเหมือนฝนที่หลั่งลงมาh

การรู้จักบังคับตน

            30อย่าปล่อยตนตามตัณหา

          จงควบคุมความปรารถนาของท่าน

          31ถ้าท่านทำตามตัณหาของท่าน

          ท่านก็จะเป็นเป้าให้ศัตรูเย้ยหยัน

          32อย่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเพื่อแสวงหาความสุข

          เพราะค่าใช้จ่ายจะทำให้ท่านยากจนi

          33ถ้าท่านไม่มีเงินในกระเป๋า

          อย่าไปยืมเงินเพื่อเลี้ยงฉลอง จะทำให้ตนยากจนลง

18 a สำเนาโบราณภาษากรีก Gk 248 เสริมว่า และไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ 3พระองค์ทรงใช้พระหัตถ์ปกครองโลก สิ่งสารพัดปฏิบัติตามพระประสงค์ เพราะพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ ทรงปกครองทุกสิ่งด้วยพระอานุภาพ ทรงแยกสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากสิ่งไม่ศักดิ์สิทธิ์

b เมื่อมนุษย์ใช้ความสามารถทั้งหมดของตนเพื่อรู้จักพระเจ้าและสิ่งมหัศจรรย์ของพระองค์ เขาเพิ่งเริ่มเข้าใจพระองค์ ข้อสังเกตเหล่านี้ชวนให้คิดถึงความคิดของ ปญจ แต่ข้อสรุปนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง  ปญจ คิดถึงแต่ความอนิจจังของมนุษย์เท่านั้น  ส่วน บสร กล่าวถึงความอ่อนแอของมนุษย์เพื่อเน้นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

c เทียบ 2 มคบ 6:13-16; ปชญ 12:19-22. ชาวยิวสมัยหลังเนรเทศพยายามหาเหตุผลเพื่อสนับสนุนยืนยันความยุติธรรมของพระเจ้าในการลงโทษความผิดของมนุษย์ ในข้อความนี้เราพบความคิดชัดเจนเป็นครั้งแรกในพันธสัญญาเดิมที่ว่าพระเจ้าทรงพระเมตตาต่อทุกสิ่งที่ทรงเนรมิตมา

d คำแนะนำสั่งสอนให้ประพฤติดีดำเนินต่อไปที่ตรงนี้ การพิจารณาถึงพระเมตตากรุณายิ่งใหญ่ของพระเจ้าทำให้ผู้เขียนรวบรวมคำพังเพยเกี่ยวกับการแสดงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนมนุษย์มาไว้ด้วยกัน

e พระคัมภีร์มักจะมองความเจ็บป่วยเป็นการลงโทษที่คนหนึ่งได้ทำบาป ดังนั้น การกลับใจใช้โทษบาปจึงเป็นการป้องกันมิให้ล้มป่วยอีก

f “วันสิ้นชีวิตของท่าน” – แปลตามตัวอักษรว่า “วันแห่งการจบสิ้น” ซึ่งหมายถึง “วันตาย” (เทียบ 1:13) มากกว่า “วันพิพากษา” – บสร ไม่สนใจเรื่องอวสานกาลของมนุษย์

g “เมื่อบาปล่อใจ” – แปลตามตัวอักษรว่า “ในวันของบาป”

h “แจกจ่ายคำพังเพย” คงจะหมายถึงหนังสือที่รวมรวมคำพังเพยต่างๆไว้ ดังที่พบได้ในหนังสือสุภาษิต – สำเนาโบราณภาษากรีก Gk 248 ยังเสริมอีกว่า วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้าพระองค์เดียวดีกว่านำดวงใจที่ตายแล้ว มาติดไว้กับผู้ตาย

i ข้อนี้ในต้นฉบับภาษาฮีบรูว่า “อย่าพอใจในความสุขที่ไร้ค่า เกรงว่าท่านจะยากจนเป็นสองเท่า”

  1. 19. 1คนงานขี้เมาจะไม่มีวันร่ำรวย

          คนที่ผลาญสิ่งเล็กน้อยที่ตนมีก็จะค่อยๆล้มละลาย

          2สุราและนารีทำให้ผู้มีปรีชาเสียคน

          ผู้ที่ติดซ่องโสเภณียิ่งเสี่ยงอันตรายมากขึ้น

          3เขาจะได้ความเน่าเปื่อยและหนอนเป็นมรดก

          การยอมเสี่ยงอันตรายจะทำให้เขาต้องพินาศa

อย่าพูดโดยไม่คิด

            4คนหูเบาเป็นคนเขลานักหนา

          คนที่ทำบาปก็ทำร้ายตนเอง

          5คนที่พึงพอใจความชั่วbจะได้รับโทษ

          6คนที่เกลียดการพูดโดยไม่คิดก็หลีกพ้นความชั่ว

          7อย่าเล่าสิ่งที่ท่านได้ยินมาให้ผู้อื่นฟัง

          แล้วจะไม่มีสิ่งใดทำให้ท่านเสียหาย

          8อย่าเล่าเรื่องนั้นให้ใครฟังทั้งมิตรและศัตรู

          อย่าเปิดเผยให้ใครรู้ นอกจากว่าถ้าไม่พูดจะเป็นบาป

          9มิฉะนั้น ผู้ที่ฟังท่านจะไม่ไว้ใจท่าน

          และในที่สุดก็จะเกลียดท่าน

          10ถ้าท่านได้ยินเรื่องใดมา ก็จงฝังมันไว้ในตัวท่าน

          อย่าเกรงกลัวเลยว่าเรื่องนั้นจะทำให้ท่านอกแตก

          11คนโง่เขลาได้ฟังเรื่องใด ถ้าไม่ได้พูดก็เจ็บปวด

          เหมือนหญิงเจ็บครรภ์เมื่อจะคลอดบุตร

          12ลูกธนูปักเนื้อสะโพกทำให้ปวดฉันใด

          ความลับในอกของคนโง่เขลาก็ทำให้เจ็บปวดฉันนั้น

อย่าหูเบาเชื่อคำเล่าลือ

            13จงไปถามเพื่อนว่าเขาได้ทำตามที่เล่าลือหรือไม่ เขาอาจไม่ได้ทำ

          หากว่าเขาได้ทำ เขาจะได้ไม่ทำอีก

          14จงไปถามเพื่อนบ้านว่าเขาได้พูดตามที่เล่าลือหรือไม่ เขาอาจไม่ได้พูด

          หากว่าเขาได้พูด เขาจะได้ไม่พูดอีก

          15จงไปถามเพื่อน เพราะหลายครั้งมีการใส่ความ

          อย่าหูเบาเชื่อทุกคำที่เล่าลือกัน

          16คนหนึ่งอาจพลั้งปากออกไปโดยไม่เจตนา

          ใครบ้างไม่เคยทำผิดด้วยคำพูดเลยสักครั้ง

          17จงซักถามเพื่อนบ้าน ก่อนที่จะข่มขู่เขา

          แล้วท่านจะปฏิบัติตามธรรมบัญญัติของพระผู้สูงสุดc (18) (19)

 

ปรีชาญาณแท้และปรีชาญาณเทียม

            20ปรีชาญาณทั้งหมดคือความยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้า

          ปรีชาญาณทั้งหมดคือการปฏิบัติตามธรรมบัญญัติd (21)

                22การรู้จักความชั่วไม่ใช่ปรีชาญาณ

          ความคิดของคนบาปก็มิใช่ความรอบคอบ

          23มีความเฉลียวฉลาดที่น่ารังเกียจ

          ผู้ที่ขาดปรีชาญาณก็เป็นคนโง่เขลา

          24คนฉลาดน้อยแต่มีความยำเกรงพระเจ้า

          ย่อมดีกว่าคนฉลาดมากแต่ละเมิดธรรมบัญญัติe

          25มีคนเฉลียวฉลาดหลักแหลมที่ไร้ความยุติธรรม

          มีคนที่เสแสร้งมีใจดีเพื่อชนะคดีความ

          26มีคนที่เดินfก้มตัวแสดงความเศร้าโศก

          แต่ในใจมีแต่ความหลอกลวง

          27เขาก้มหน้าลง แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน

          ครั้นไม่มีใครสังเกต เขาก็จะเอาเปรียบท่าน

          28มีคนอดกลั้นไม่ทำบาปเพราะไม่มีกำลัง

          ครั้นได้โอกาส เขาก็จะทำผิด

          29เรารู้จักคนใดคนหนึ่งได้โดยสังเกตอาการภายนอกของเขา

          เรารู้จักคนฉลาดได้ทันทีจากใบหน้า

          30วิธีแต่งกาย วิธีหัวเราะ และวิธีเดิน

          ย่อมแสดงให้รู้ว่าเขาเป็นคนชนิดใด

19 a .  หมายถึงความตายก่อนถึงเวลาอันควร ซึ่งนับได้ว่าเป็นการลงโทษจากพระเจ้า

b “ในความชั่ว” – สำเนาโบราณภาษากรีกและสำเนาโบราณฉบับภูเขาซีนาย (Codex Sinaiticus) ว่า “ในใจของเขา” – สำเนาโบราณภาษากรีก Gk 248 เสริมว่า ผู้ที่ต่อต้านความสุขทำให้ชีวิตของตนประสบความสำเร็จ 6ผู้ที่บังคับลิ้นของตนจะดำเนินชีวิตเป็นสุข

c สำเนาโบราณภาษากรีก Gk 248 เสริมว่า โดยไม่โกรธเคือง 18ความยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อรับพระเมตตาและปรีชาญาณ ทำให้เราได้รับความรักจากพระองค์ 19การรู้จักบทบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นคำสั่งสอนที่ให้ชีวิต ผู้ปฏิบัติตามพระประสงค์จะเก็บผลจากต้นไม้แห่งชีวิตอมตะ

d เทียบ บสร 1:16,18 ฯลฯ; โยบ 28:28; สดด 111:10; สภษ 1:7; 9:10; 15:33. ที่ปลายข้อนี้ สำเนาโบราณภาษากรีก Gk 248 ยังเสริมอีกว่า และการรู้จักพระอานุภาพของพระองค์ 21ผู้รับใช้ที่กล่าวกับนายว่า ข้าพเจ้าจะไม่ทำตามที่ท่านต้องการ แม้เขาจะทำในภายหลัง เขาก็ทำให้ผู้เลี้ยงดูเขาโกรธเคือง (เทียบ มธ 21:28-32)

e ไม่ใช่ความเฉลียวฉลาดทุกชนิดเป็นปรีชาญาณ บางคนใช้ความเฉลียวฉลาดเพื่อทำผิดและหลอกลวงผู้อื่น

f “ผู้ที่เดิน” – แปลตามสำเนาโบราณบางฉบับ – ต้นฉบับภาษากรีกซึ่งเป็นที่ยอมรับ (Textus receptus) ว่า “ผู้ที่ทำผิด”

รู้จักเงียบ รู้จักพูด

20. 1การติเตียนอาจไม่ถูกกาลเทศะ

          บางครั้งคนเงียบเป็นผู้รอบคอบ

          2ติเตียนออกไปยังดีกว่าโกรธเคืองอยู่ในใจ

          3ผู้ยอมรับผิดจะพ้นความอับอาย

          4ผู้ข่มขู่ผู้อื่นให้ปฏิบัติความชอบธรรม

          ก็เป็นเหมือนขันทีที่ต้องการข่มขืนหญิงสาว

          5บางคนเงียบ ผู้อื่นก็คิดว่าเขาฉลาด

          บางคนพูดพล่าม ใครๆก็เกลียด

          6บางคนเงียบเพราะไม่มีอะไรจะพูด

          บางคนเงียบเพราะรู้ว่าควรจะพูดเมื่อไร

          7ผู้มีปรีชาจะเงียบจนถึงเวลาที่เหมาะสม

          ส่วนคนโง่เขลาที่พูดพล่ามย่อมไม่รู้กาลเทศะ

          8คนพูดมากเกินไปเป็นที่น่ารังเกียจ

          คนพูดโอ้อวด ใครๆก็เกลียดชัง

ความจริงที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้

            9บางครั้งโชคร้ายอาจเป็นประโยชน์

          ส่วนกำไรอาจเป็นความเสียหาย

          10บางครั้งของขวัญที่ท่านให้อาจไม่อำนวยประโยชน์แก่ท่าน

          แต่บางครั้งของขวัญที่ท่านให้อาจคืนประโยชน์ให้ท่านถึงสองเท่า

          11บางครั้งผู้รับเกียรติจะได้รับความอับอาย

          แต่บางครั้งผู้ถ่อมตนกลับได้รับเกียรติa

          12บางคนซื้อของมากในราคาถูก

          แต่บางคนกลับจ่ายเงินเกินราคาถึงเจ็ดเท่า

          13ผู้มีปรีชาพูดไม่กี่คำก็เป็นที่รักของทุกคน

          แต่คนโง่เขลาพูดจาเยินยอก็ไม่เกิดประโยชน์

          14ของกำนัลของคนโง่เขลาไม่เป็นประโยชน์ใดๆต่อท่าน

          เพราะเขาหวังจะได้รับตอบแทนมากกว่าที่เขาให้b

          15เขาให้น้อย แต่ติเตียนมาก

          เขาอ้าปากร้องตะโกนคล้ายคนแจ้งข่าว

          วันนี้เขาให้ยืม พรุ่งนี้ก็จะทวงคืน

          คนประเภทนี้น่าเกลียดชัง

          16คนโง่เขลาจะพูดว่า “ฉันไม่มีเพื่อน

          ทำดีเท่าไรก็ไม่มีใครรู้บุญคุณ”

          17คนที่กินอาหารของเขาก็กล่าวร้ายต่อเขา

          กี่ครั้งกี่หนที่ใครๆพากันหัวเราะเยาะเขาc

ควรใช้วาจาให้ถูกกาลเทศะ

            18ลื่นไถลล้มลงที่พื้นยังดีกว่าพลั้งปากพูดออกไป

          เพราะเหตุนี้ คนชั่วจึงล้มลงสู่หายนะอย่างรวดเร็ว

          19คนไร้มรรยาทเป็นเหมือนคำพูดที่ไม่ถูกกาลเทศะ

          คำพูดเช่นนี้พบได้เสมอในปากของคนไร้การอบรมd

          20ไม่มีใครรับฟังคำพังเพยของคนโง่เขลา

          เพราะเขาไม่เคยพูดให้ถูกกาลเทศะ

          21บางคนทำบาปไม่ได้เพราะยากจน

เมื่อเขาพักผ่อน ใจเขาก็สงบ

22บางคนทำลายชีวิตของตนเพราะความเกรงใจ

และไม่กล้าพูดแม้ต่อหน้าคนโง่เขลา

23บางคนสัญญากับเพื่อนเพราะกลัวอับอาย

ทำให้เพื่อนกลายเป็นศัตรูโดยไม่ได้ประโยชน์อะไร

การพูดเท็จ

            24การพูดเท็จเป็นมลทินน่าเกลียดสำหรับมนุษย์

          พบได้เสมอในปากคนโง่เขลา

          25เป็นขโมยยังดีกว่าพูดเท็จเป็นประจำ

          แต่ทั้งคู่กำลังเดินไปสู่หายนะ

          26คนติดนิสัยพูดเท็จจะต้องได้รับความอับอาย

          เขาจะต้องอับอายเสมอไป

คำเตือนสำหรับผู้มีปรีชา

            27ผู้มีปรีชาได้รับเกียรติจากถ้อยคำที่พูด

          คนเฉลียวฉลาดเป็นที่โปรดปรานของเจ้านายe

          28คนทำไร่ไถนาจะได้ผลิตผลอุดมสมบูรณ์

          คนที่เจ้านายโปรดปรานจะได้รับอภัยความผิด

          29ของขวัญและของกำนัลทำให้ผู้มีปรีชาตาบอด

          ปิดปากเขามิให้ติเตียนเหมือนตะกร้อครอบปากวัว

          30ปรีชาญาณที่ซ่อนไว้ และทรัพย์สมบัติที่ไม่ปรากฏ

          ทั้งสองสิ่งนี้มีประโยชน์อะไรเล่า

          31คนที่ซ่อนความโง่เขลาของตนไว้

          ยังดีกว่าคนที่ซ่อนปรีชาญาณfของตน

20 a ความหมายของข้อนี้ในต้นฉบับไม่ชัด จึงแปลโดยคาดคะเนให้สอดคล้องกับบริบทที่เปรียบเทียบสถานภาพซึ่งตรงกันข้าม คือ เกียรติยศอาจนำความตกต่ำมาให้ ส่วนการถ่อมตนจะทำให้ได้รับการยกย่อง – เทียบบทเพลงของพระนางมารีย์ (ลก 1:52): “(พระเจ้า)ทรงคว่ำผู้ทรงอำนาจจากบัลลังก์ และทรงยกย่องผู้ต่ำต้อยให้สูงขึ้น”

b “เขาหวังจะได้รับตอบแทนมากกว่าที่เขาให้” แปลตามตัวอักษรว่า “ตาของเขามีหลายดวง ไม่ใช่เพียงดวงเดียว” – สำนวนแปลโบราณภาษาซีเรียคและภาษาละตินว่า “ตาของเขามีเจ็ดดวง”

c สำเนาโบราณภาษากรีก Gk 248 และสำนวนแปลโบราณภาษาละตินเสริมว่า เพราะเขาไม่รู้จักรับทรัพย์สมบัติด้วยใจซื่อตรง และไม่รู้จักรับความยากจนด้วยใจสงบ

d ข้อนี้แปลโดยคาดคะเน ต้นฉบับไม่ชัดเจน – สำนวนแปลโบราณภาษาซีเรียคว่า “หางแกะไม่ใส่เกลือไม่มีรสชาติฉันใด คำพูดที่ไม่ถูกกาลเทศะก็ไม่น่าฟังฉันนั้น”

e ปรีชาญาณของธรรมาจารย์มุ่งแนะนำให้ประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งสอนให้รู้จักชนะใจของผู้มีอำนาจในสังคม

f พระเจ้าทรงสร้างปรีชาญาณเพื่อส่องสติปัญญาของมนุษย์ให้เข้าใจความหมายของชีวิตและสรรพสิ่ง ดังนั้น การซ่อนปรีชาญาณไว้จึงผิดพระประสงค์ของพระเจ้า – สำเนาโบราณภาษากรีก Gk 248 เสริมว่า การแสวงหาองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างมั่นคงด้วยความพากเพียรย่อมดีกว่าดำเนินชีวิตอย่างสับสนไม่มีจุดหมาย

ค้นหาข้อความภาษาไทย

Catholic Biblical Federation

E-Book เชิญฟังพระวาจา

E-Book หนังสือ เชิญฟังพระวาจา โดย คุณพ่อทัศไนย์  คมกฤส

สื่อ-หนังสือ-เครื่องมือ

Download Banner

Download ไฟล์ Banner ข้อความ " พระวาจาทรงชีวิต"

บทความ ข้อคิด ข้อเขียน

บทเทศวันอาทิตย์ โดย ฯพณฯ ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์
วิดีโอบทเทศวันอาทิตย์โดย พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย"ข้าพเจ้าจะเข้าใจได้อย่างไร ถ้าไม่มีใครอธิบาย" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวง ฟรังซิส ไกส์
"ชวนคิด ชวนรำพึง" โดย คุณพ่อเชษฐา  ไชยเดช
รำพึงประจำวัน โดย ภราดาอำนวย ยุ่นประยงค์
รำพึงพระวาจาประจำวันโดยคุณพ่อสมเกียรติ  ตรีนิกร
ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน โดย..คุณพ่อฉลองรัฐ สังขรัตน์ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน โดย..คุณพ่อฉลองรัฐ สังขรัตน์บทความบำรุงศรัทธา
พจนานุกรมพระคัมภีร์ โดยภราดา อำนวย ยุ่นประยงค์

เชิญมาอ่านพระคัมภีร์ฯ

 

ศิลปะเพื่อพระเจ้า

ศิลปะเพื่อพระเจ้า โดย สรินทร เมธีวัชรานนท์

DOWNLOAD เอกสาร

แผนอภิบาล ค.ศ.2010-2015 พระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย
บทภาวนาของคริสตชน ฉบับปรับปรุง ค.ศ.2012

แนะนำเว็บเกี่ยวกับพระคัมภีร์

South-East Asia Bible Link
Catholic biblical Federation

Friends of the Catholic Biblical Federation biblia_clerus
แผนกพระคัมภีร์ ฝ่ายงานอภิบาล อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
แผนกคริสตศาสนธรรมอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯวิถีชุมชนวัด BEC สภาพระสังฆราชคาทอลิกประเทศไทย