II. คำตอบปัญหาต่าง

: การสมรสและการถือพรหมจรรย์a

 7  1ข้าพเจ้าขอตอบปัญหาต่าง ๆ ที่ท่านเขียนมาดังนี้ การที่คนหนึ่งคนใดไม่แต่งงานนั้นเป็นการดีb  2ถึงกระนั้นเพื่อป้องกันมิให้ผิดประเวณี ชายแต่ละคนจงมีภรรยาของตน หญิงแต่ละคนจงมีสามีของตนc  3สามีต้องเต็มใจมอบตนเองให้ภรรยา เช่นเดียวกับภรรยาต้องเต็มใจมอบตนเองให้สามี  4ภรรยาไม่เป็นเจ้าของร่างกายของตนเองเพียงผู้เดียว แต่สามีเป็นเจ้าของด้วย เช่นเดียวกัน สามีไม่เป็นเจ้าของร่างกายของตนเองเพียงผู้เดียว แต่ภรรยาก็เป็นเจ้าของด้วยd  5ท่านอย่าปฏิเสธที่จะมีเพศสัมพันธ์ต่อกัน เว้นแต่จะได้ตกลงกันงดมีเพศสัมพันธ์ระยะหนึ่งเพื่ออุทิศตนอธิษฐานภาวนา แล้วจึงกลับมาอยู่ร่วมกันอีก มิฉะนั้น ซาตานอาจมาประจญท่านในขณะที่ควบคุมตนเองไม่ได้  6ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้เป็นการอนุโลมให้e ไม่ใช่เป็นคำสั่ง  7ข้าพเจ้าต้องการให้ทุกคนถือโสดเหมือนข้าพเจ้า แต่พระเจ้าประทานพระพรพิเศษให้แต่ละคน คนหนึ่งได้รับพระพรนี้ และอีกคนหนึ่งได้รับพระพรนั้น f

       8ข้าพเจ้าขอบอกกับผู้ที่ไม่แต่งงานgและหญิงม่ายว่า การเป็นโสดต่อไปเหมือนกับข้าพเจ้าh นั้นเป็นการดี  9แต่ถ้าเขาบังคับตนเองไม่ได้ ก็จงแต่งงาน เพราะการ  แต่งงานดีกว่าการถูกไฟราคะเผาผลาญ

       10ข้าพเจ้าขอสั่งคนที่แต่งงานแล้ว คำสั่งนี้มิใช่เป็นคำสั่งของข้าพเจ้า แต่เป็นพระบัญชาขององค์พระผู้เป็นเจ้า ภรรยาอย่าแยกจากสามี  11แต่ถ้าแยกกันแล้ว ก็อย่าแต่งงานอีก หรือมิฉะนั้นก็จงคืนดีกับสามี ส่วนสามีก็อย่าขับไล่ภรรยาของตน

       12ส่วนคนอื่น ๆ ข้าพเจ้าขอแนะนำ นี่ไม่ใช่พระบัญชาขององค์พระผู้เป็นเจ้า ถ้าพี่น้องคนหนึ่งมีภรรยาที่ไม่มีความเชื่อ และนางเต็มใจอยู่กินกับเขา เขาไม่ต้องหย่าขาดจากนาง  13ถ้าหญิงมีสามีที่ไม่มีความเชื่อและเขาเต็มใจอยู่กับนาง นางก็ไม่ต้องหย่าขาดจากเขาเช่นกัน  14เพราะสามีที่ไม่มีความเชื่อได้รับความศักดิ์สิทธิ์จากพระเจ้าโดยทางภรรยา และภรรยาที่ไม่มีความเชื่อก็ได้รับความศักดิ์สิทธิ์จากพระเจ้าโดยทางสามีที่มีความเชื่อ มิฉะนั้น บุตรของท่านก็จะมีมลทิน แต่ในความเป็นจริง บุตรได้รับความศักดิ์สิทธิ์จากพระเจ้าแล้วi  15แต่ถ้าฝ่ายที่ไม่มีความเชื่อขอแยกจากกัน ก็ให้เขาแยกไปเถิดj ในกรณีเช่นนี้ ฝ่ายที่มีความเชื่อไม่ว่าชายหรือหญิงก็ไม่มีพันธะใด ๆ อีก พระเจ้าทรงเรียกท่านทั้งหลายk ให้อยู่อย่างสันติ  16ท่านผู้เป็นภรรยารู้ได้อย่างไรว่า ท่านจะช่วยสามีที่ไม่มีความเชื่อให้รอดพ้นได้ หรือท่านที่เป็นสามีรู้ได้อย่างไรว่า ท่านจะช่วยภรรยาที่ไม่มีความเชื่อให้รอดพ้นได้

        17สำหรับผู้อื่นแต่ละคนจงดำรงอยู่ในสภาพที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงจัดให้เมื่อพระเจ้าทรงเรียก นี่เป็นกฎเกณฑ์ซึ่งข้าพเจ้าวางไว้สำหรับพระศาสนจักรทุกแห่ง     18ถ้าผู้ใดเข้าสุหนัตแล้วเมื่อพระเจ้าทรงเรียก จงอย่าปิดบังเรื่องการเข้าสุหนัต ถ้าพระเจ้าทรงเรียกผู้ใดที่ยังไม่เข้าสุหนัต ก็จงอย่าเข้าสุหนัตเลย  19การเข้าสุหนัตหรือไม่เข้าสุหนัตไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือการปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระเจ้า  20ให้แต่ละคนคงอยู่ในสภาพที่เป็นอยู่เมื่อพระเจ้าทรงเรียก  21พระเจ้าทรงเรียกท่านขณะที่เป็นทาสอยู่หรือ อย่ากังวลเลย แต่ถ้ามีโอกาสที่จะเป็นอิสระ ท่านควรฉวยโอกาสนั้นl  22ผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกขณะที่เป็นทาสให้ดำเนินชีวิตในพระคริสตเจ้า ก็เป็นคนอิสระรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกขณะที่เป็นคนอิสระ เขาก็เป็นทาสรับใช้พระคริสตเจ้าด้วย  23พระเจ้าทรงซื้อท่านมาด้วยราคาแพง จงอย่ากลับเป็นทาสของมนุษย์อีกm 24พี่น้องทั้งหลาย แต่ละท่านจงอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าในสภาพที่เป็นอยู่เมื่อพระองค์ทรงเรียก

         25ส่วนผู้ที่ยังไม่แต่งงานn ข้าพเจ้าไม่มีพระบัญชาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ข้าพเจ้าขอแนะนำด้วยความคิดเห็นของข้าพเจ้าเอง ในฐานะที่ได้รับพระกรุณาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าให้เป็นผู้ที่ไว้วางใจได้  26เมื่อคำนึงถึงความยากลำบากในปัจจุบันนี้o ข้าพเจ้าเห็นว่า แต่ละคนควรอยู่ในสภาพที่เป็นอยู่เวลานี้  27ท่านมีพันธะกับภรรยาหรือ จงอย่าหาทางแยกพันธะนั้น ท่านเป็นอิสระไม่มีภรรยาหรือ ก็อย่าหาภรรยาเลย 28แต่ถ้าท่านแต่งงาน ท่านก็มิได้ทำบาป และถ้าหญิงสาวพรหมจารีจะแต่งงาน เธอก็มิได้ทำบาป โดยแท้จริงแล้วผู้ที่แต่งงานจะประสบความยุ่งยากในชีวิตสมรสp และข้าพเจ้าใคร่จะให้ท่านพ้นจากความยุ่งยากนั้น

          29พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอบอกท่านว่า เวลานั้นสั้นนักq ตั้งแต่นี้ไปผู้ที่มีภรรยาจงเป็นเสมือนผู้ที่ไม่มีภรรยา  30ผู้ที่ร้องไห้จงเป็นเสมือนผู้ที่ไม่ร้องไห้ ผู้ที่มีความสุขจงเป็นเสมือนผู้ที่ไม่มีความสุข ผู้ที่ซื้อจงเป็นเสมือนผู้ที่ไม่มีสิ่งใดเป็นกรรมสิทธิ์  31และผู้ที่ใช้ของของโลกนี้จงเป็นเสมือนผู้ที่มิได้ใช้r เพราะโลกดังที่เป็นอยู่กำลังจะผ่านไป

          32ข้าพเจ้าต้องการให้ท่านปราศจากความกังวล ผู้ที่มิได้แต่งงานย่อมสาละวนในการงานขององค์พระผู้เป็นเจ้า หาวิธีทำให้พระองค์พอพระทัย  33ผู้ที่แต่งงานก็ย่อมสาละวนกับการงานของโลก หาวิธีทำให้ภรรยาพอใจ เป็นความกังวลหลายด้านs      34หญิงที่ไม่แต่งงานและสาวพรหมจารีนั้น ย่อมสาละวนในการงานขององค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อจะได้เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งร่างกายและจิตใจ ส่วนหญิงที่แต่งงานแล้วย่อมสาละวนอยู่กับการงานของโลก หาวิธีทำให้สามีพอใจ  35ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้เพื่อประโยชน์ของท่านเอง มิใช่เพื่อจำกัดสิทธิของท่าน แต่เพื่อให้ท่านดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง อุทิศตนแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้โดยปราศจากความกังวล

          36ถ้าผู้ใดคิดว่าตนอาจประพฤติไม่สมควรกับหญิงคู่หมั้นของตนเพราะความรักร้อนแรง และรู้สึกว่าตนควรจะแต่งงาน ก็ให้เขาทำตามความปรารถนาเถิด เขามิได้ทำบาป ทั้งสองควรแต่งงานกัน  37ส่วนผู้ที่ตั้งใจแน่วแน่จะไม่แต่งงานโดยไม่มีใครบังคับ แต่ด้วยความสามารถที่จะบังคับควบคุมความปรารถนาของตน และตัดสินใจแน่วแน่จะไม่มีเพศสัมพันธ์กับหญิงคู่หมั้น เขาก็ทำดีแล้ว  38ดังนี้ ผู้ที่แต่งงานกับหญิงคู่หมั้น tของตนก็ทำดี และผู้ที่ไม่แต่งงาน ก็ทำดีกว่า

          39ภรรยาย่อมมีพันธะผูกพันตราบที่สามียังมีชีวิตอยู่ ถ้าสามีสิ้นชีวิต นางย่อมเป็นอิสระที่จะแต่งงานกับใครก็ได้ตามที่นางปรารถนา แต่ต้องเป็นการแต่งงานในองค์พระผู้เป็นเจ้าu  40ข้าพเจ้าคิดว่านางจะมีความสุขมากกว่า ถ้าจะคงอยู่อย่างที่เป็น  และข้าพเจ้าเชื่อว่า ข้าพเจ้ามีพระจิตของพระเจ้าด้วย



7 a เปาโลไม่ได้คำนึงถึงการสมรสและการถือพรหมจรรย์โดยทั่วไป แต่ตอบปัญหาทีละข้อตามลำดับต่อไปนี้ เรื่องคู่สมรส (คู่สมรสคริสตชน ข้อ 1-11 การสมรสของคริสตชนกับคนต่างศาสนา ข้อ 12-16) และเรื่องคนที่ไม่แต่งงาน (หญิงพรหมจารี ข้อ 23-35 คู่หมั้น ข้อ 36-38 หญิงม่าย ข้อ 39-40)  หลักเกณฑ์ทั่วไปสำหรับการแก้ปัญหาอยู่ในข้อ 17,20,24 คือ ทุกคนควรคงอยู่ในสภาพที่เขาเป็นเมื่อได้รับเรียกให้มาเป็นคริสตชน แต่หลักการข้อนี้ยืดหยุ่นได้ เปาโลกล่าวถึงการถือพรหมจรรย์เมื่อกล่าวถึงการสมรส และกล่าวถึงการสมรสเมื่อกล่าวถึงการถือพรมจรรย์ ด้วยวิธีนี้เปาโลจึงสอนว่าวิธีดำเนินชีวิตทั้งสองแบบนี้เป็นการเสริมกันและกัน และจะเข้าใจไม่ได้ถ้าไม่พิจารณาพร้อมกัน

b หรืออาจเป็นคำถามของชาวโครินธ์ก็ได้ว่า "เป็นการดีไหม ที่คนหนึ่งจะไม่แต่งงาน" ข้อความนี้แปลตามตัวอักษรได้ว่า "เป็นการดีหรือไม่ที่ชายคนหนึ่งจะไม่แตะต้องหญิง " เปาโลยอมรับว่าการไม่มีเพศสัมพันธ์เป็น  การดีสำหรับคนที่ยังไม่แต่งงาน (เป็นการดีกว่าที่เขาควรจะคงอยู่แบบนั้น ข้อ 8) แต่เปาโลไม่ได้ใช้หลักกาณ์นี้เพื่อแนะให้คู่สมรสแล้วงดเพศสัมพันธ์โดยสิ้นเชิง (ข้อ 2-5)

c ข้อความนี้เป็นการเชิญคู่สมรสให้ใช้สิทธิมีเพศสัมพันธ์ต่อกัน มากกว่าจะเป็นการแนะนำให้คนโสดแต่งงาน

d เพศสัมพันธ์ที่เห็นแก่ตัวทุกรูปแบบเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพศสัมพันธ์ต้องเป็นเครื่องหมายแสดงการมอบตนให้แก่กัน การที่พระคริสตเจ้าทรงมอบพระองค์บนไม้กางเขนเป็นแบบฉบับการมอบตนให้แก่กันของคู่สมรส     อฟ 5:25

e การผ่อนปรนนี้ หมายถึง การงดมีเพศสัมพันธ์ชั่วคราวของคู่สมรส แต่บางคนเข้าใจว่า การผ่อนปรนนี้หมายถึงการอนุญาตให้แต่งงาน (ดู ข้อ 7)

f สำหรับเปาโล การถือพรหมจรรย์ต่างจากการสมรส ไม่ใช่เพราะการถือพรหมจรรย์เป็นพระพรพิเศษแต่อย่างเดียว แต่วิถีชีวิตทั้งสองเป็นพระพรจากพระเจ้า

g เปาโลนับว่าคู่สมรสที่แยกกันอยู่เป็นคนที่ไม่แต่งงานด้วย (ข้อ 11)

h ประโยคนี้ดูเหมือนจะขัดแย้งกับ ปฐก 2:18  "ไม่เป็นการดีที่ชายจะอยู่คนเดียว" โดยแท้จริงแล้วไม่มีการขัดแย้งกันเลย เพราะคริสตชนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสตเจ้าและกับพี่น้องแล้ว จึงไม่อยู่คนเดียวอย่างอาดัม

i "ความศักดิ์สิทธิ์" ในที่นี้ และในพระคัมภีร์โดยทั่ว ๆ ไป ไม่หมายถึงชีวิตที่ดีพร้อม แต่หมายถึงความสัมพันธ์กับพระเจ้าในฐานะบุตรบุญธรรมของพระองค์ซึ่งเป็นเงื่อนไขให้ดำเนินชีวิตที่ดีพร้อม (ดู กจ 9:13 เชิงอรรถ g) เมื่อคนต่างศาสนาสมรสกับคริสตชนที่เป็นประชากรของพระเจ้า เขาก็เข้ามามีความสัมพันธ์พิเศษกับพระเจ้าเที่ยงแท้ และกับพระศาสนจักรของพระองค์ บุตรที่เกิดมาจากการสมรสดังกล่าว เป็นสมาชิกของประชากรศักดิ์สิทธิ์โดยสิทธิ พึงสังเกตว่าในกรณีนี้ไม่มีการกล่าวถึงศีลล้างบาปเลย

j "แยกไปเถิด" เป็นคำเดียวกันกับข้อ 11 ซึ่งเปาโลห้ามมิให้แต่งงานใหม่ แต่ในที่นี้ เปาโลไม่ได้กล่าวว่า แยกกันแล้วจะแต่งงานใหม่ได้หรือไม่

k บางฉบับว่า "เรา"

l บางคนแปลว่า "แม้มีโอกาสจะได้รับอิสรภาพ" ก็จงใช้สภาพเป็นทาสให้เป็นประโยชน์ดีกว่า

m การเป็นทาสของมนุษย์มีความหมายด้านจิตใจ คือ ยอมรับความคิดเห็นและแนวปฏิบัติที่ขัดกับอุดมการณ์ของพระคริสตเจ้า

n ทั้งชายและหญิง

o "ความยากลำบากในปัจจุบันนี้" อาจหมายถึง เวลาของความยากลำบากระหว่างการเสด็จมาครั้งแรกของพระคริสตเจ้าและการเสด็จกลับมาอย่างรุ่งเรืองของพงระองค์ (ดู 2 คร 6:2 เชิงอรรถ a)

p แปลตามตัวอักษรว่า "ความยุ่งยากในเนื้อหนัง" ซึ่งไม่ใช่การประจญของความกำหนัด (7:2,9) แต่หมายถึงปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตสมรส

q ช่วงเวลาก่อนการเสด็จกลับมาอย่างรุ่งโรจน์ของพระคริสตเจ้าจะนานเท่าใดก็ไม่สำคัญ เพราะโลกใหม่ที่จะมาถึงได้เริ่มต้นแล้ว เมื่อพระคริสตเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพ

r ข้อความตอนนี้ เปาโลใช้วาทศิลป์เพื่อเตือนคริสตชนมิให้มีจิตใจผูกพันกับสิ่งของ และเหตุการณ์ของโลกนี้จนลืมไปว่าสิ่งต่าง ๆ ของโลกมีคุณค่าจากความสัมพันธ์กับพระคริสตเจ้า และกับพระอาณาจักรของพระองค์ที่กำลังจะมาถึงเท่านั้น

s ในสำนวนโบราณบางฉบับ ข้อ 33 จบที่ "หาวิธีทำให้ภรรยาพอใจ" และเริ่มข้อ 34 ว่า "หญิงที่ไม่แต่งงานย่อมสาละวนในการงานขององค์พระผู้เป็นเจ้า..." บางคนแปลว่า "หญิงที่แต่งงานและไม่แต่งงานแตกต่างกันเช่นนี้"

t "หญิงคู่หมั้น" ตามตัวอักษรว่า "หญิงพรหมจารีของตน"  *ในสมัยก่อนเข้าใจว่าข้อความตอนนี้หมายถึงปัญหาของผู้เป็นบิดา ซึ่งจะต้องตัดสินใจว่า "จะให้บุตรสาวของตนแต่งงานดีหรือไม่" คำแปลจึงมีว่า

          "ถ้าใครรู้สึกว่า จะไม่เป็นการดีที่จะปล่อยให้บุตรหญิงต้องแก่ตัวเกินที่จะแต่งงานได้ จึงควรจัดการในเรื่องนี้เสีย  เขาย่อมมีอิสรภาพที่จะทำตามที่เขาต้องการ เขาไม่ได้ทำบาปถ้ายอมให้บุตรหญิงแต่งงาน ในทางตรงข้าม ถ้าใครตัดสินใจแน่วแน่โดยไม่มีการบังคับ แต่ด้วยใจอิสระที่จะให้บุตรหญิงไม่แต่งงานเขาก็ทำสิ่งที่ดี อีกนัยหนึ่ง ผู้ที่จัดให้บุตรหญิงได้แต่งงาน ก็ทำสิ่งที่ดี ส่วนผู้ที่ต้องการให้บุตรหญิงไม่แต่งงานก็ทำสิ่งที่ดีกว่า"

          แต่การเข้าใจเช่นนี้ดูไม่สมเหตุสมผล จึงมีผู้เห็นด้วยน้อยลงทุกที ข้อความนี้เป็นเรื่องของหญิงคู่หมั้น เปาโลได้กล่าวถึงคู่สมรสและหญิงพรหมจารีแล้ว และก่อนที่หยิบยกปัญหาเรื่องหญิงม่าย เปาโลได้ยกปัญหาเกี่ยวกับผู้ที่เป็นคู่หมั้นกันเมื่อกลับใจ ซึ่งเปาโลให้หลักเกณฑ์เกียวกันสามครั้ง (ข้อ17,20,24) คือ "ให้แต่ละคนดำรงอยู่ในสภาพที่เป็นอยู่เมื่อพระเจ้าทรงเรียกเขา" แต่ในกรณีนี้ หลักเกณฑ์ข้อนี้ใช้ไม่ได้ ทางออกของ เปาโลจึงสอดคล้องกับคำกล่าวไว้ในข้อ 8-9

u หมายความว่า "นางต้องแต่งงานกับคริสตชน"  เท่านั้น