Get Adobe Flash player

พระวรสารนักบุญมัทธิว


(ไฟล์ "เสียงวรสาร" โดย วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ กรุงเทพฯ)

พระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิว    

I การประสูติและปฐมวัยของพระเยซูเจ้า

ลำดับพระวงศ์ของพระเยซูเจ้า

1  1หนังสือลำดับพระวงศ์ของพระเยซูคริสตเจ้า โอรสของกษัตริย์ดาวิด ผู้ทรงสืบตระกูลมาจากอับราฮัมa

2อับราฮัมเป็นบิดาของอิสอัค อิสอัคเป็นบิดาของยาโคบ ยาโคบเป็นบิดาของยูดาห์กับบรรดาพี่น้อง  3ยูดาห์เป็นบิดาของเปเรศและเศราห์ มารดาของคนทั้งสองคือนางทามาร์ เปเรศเป็นบิดาของเฮสโรน เฮสโรนเป็นบิดาของราม  4รามเป็นบิดาของอัมมีนาดับ อัมมีนาดับเป็นบิดาของนาโซน นาโซนเป็นบิดาของสัลโมน  5สัลโมนเป็นบิดาของโบอาส มารดาของโบอาสคือนางราหับ โบอาสเป็นบิดาของโอเบด มารดาของโอเบดคือนางรูธ โอเบดเป็นบิดาของเจสซี  6เจสซีเป็นบิดาของกษัตริย์ดาวิด  กษัตริย์ดาวิดเป็นบิดาของซาโลมอน จากมารดาซึ่งเคยเป็นภรรยาของอูรียาห์ 

7ซาโลมอนเป็นบิดาของเรโหโบอัม เรโหโบอัมเป็นบิดาของอาบียาห์ อาบียาห์เป็นบิดาของอาสาb  8อาสาเป็นบิดาของเยโฮซาฟัท เยโฮซาฟัทเป็นบิดาของโยรัม โยรัมเป็นบิดาของอุสซียาห์  9อุสซียาห์เป็นบิดาของโยธาม โยธามเป็นบิดาของอาหัส อาหัสเป็นบิดาของเฮเซคียาห์  10เฮเซคียาห์เป็นบิดาของมนัสเสห์ มนัสเสห์เป็นบิดาของอาโมนc อาโมนเป็นบิดาของโยสิยาห์  11โยสิยาห์เป็นบิดาของเยโคนียาห์และพี่น้อง ในสมัยถูกกวาดต้อนเป็นเชลยไปกรุงบาบิโลน  12หลังจากถูกกวาดต้อนไปกรุงบาบิโลนแล้ว เยโคนียาห์เป็นบิดาของเชอัลทิเอล เชอัลทิเอลเป็นบิดาของเศรุบบาเบล  13เศรุบบาเบลเป็นบิดาของอาบียุด อาบียุดเป็นบิดาของเอลียาคิม เอลียาคิมเป็นบิดาของอาซอร์  14อาซอร์เป็นบิดาของศาโดก ศาโดกเป็นบิดาของอาคิม อาคิมเป็นบิดาของเอลีอูด  15เอลีอูดเป็นบิดาของเอเลอาซาร์ เอเลอาซาร์เป็นบิดาของมัทธาน มัทธานเป็นบิดาของยาโคบ 

16ยาโคบเป็นบิดาของโยเซฟ พระสวามีของพระนางมารีย์

        พระเยซูเจ้าdที่ขานพระนามว่า “พระคริสตเจ้า” ประสูติจากพระนางมารีย์ผู้นี้

            17ดังนั้น ลำดับพระวงศ์ของพระเยซูเจ้าจากอับราฮัมถึงกษัตริย์ดาวิดมีสิบสี่

ชั่วคน นับจากกษัตริย์ดาวิดถึงสมัยที่ถูกกวาดต้อนเป็นเชลยไปกรุงบาบิโลนมีอีกสิบสี่ชั่วคน และนับจากสมัยที่ถูกกวาดต้อนเป็นเชลยไปกรุงบาบิโลนถึงพระเยซูเจ้ามีอีกสิบสี่ชั่วคน

โยเซฟรับพระเยซูเจ้าเป็นบุตรบุญธรรม

18เรื่องราวการประสูติของพระเยซูคริสตเจ้าเป็นดังนี้ พระนางมารีย์ พระมารดาของพระองค์หมั้นกับโยเซฟe แต่ก่อนที่ท่านทั้งสองจะครองชีวิตร่วมกัน  ปรากฏว่าพระนางตั้งครรภ์แล้วเดชะพระจิตเจ้า  19โยเซฟคู่หมั้นของพระนางเป็นผู้ชอบธรรมไม่ต้องการฟ้องหย่าพระนางอย่างเปิดเผย จึงคิดถอนหมั้นอย่างเงียบ ๆf  20ขณะที่โยเซฟกำลังคิดถึงเรื่องนี้อยู่ ทูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าgก็มาเข้าฝันh กล่าวว่า “โยเซฟ โอรสกษัตริย์ดาวิด อย่ากลัวที่จะรับมารีย์มาเป็นภรรยาของท่านเลย  เพราะเด็กที่ปฏิสนธิ์ในครรภ์ของนางนั้นมาจากพระจิตเจ้า  21นางจะให้กำเนิดบุตรชาย ท่านจงตั้งชื่อบุตรนั้นว่าเยซูi เพราะเขาจะช่วยประชากรของเขาให้รอดพ้นจากบาป”  22เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพื่อพระดำรัสขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ตรัสผ่านประกาศกjจะเป็นความจริงว่า 

23หญิงพรหมจารีจะตั้งครรภ์ และจะคลอดบุตรชายซึ่งจะได้รับนามว่า “อิมมานูเอล”

แปลว่า พระเจ้าสถิตกับเรา”  24เมื่อโยเซฟตื่นขึ้น เขาก็ทำตามที่ทูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าสั่งไว้ คือรับภรรยามาอยู่ด้วย  25แต่เขามิได้มีเพศสัมพันธ์กับนาง ต่อมานางให้กำเนิดkบุตรชาย โยเซฟตั้งชื่อกุมารนั้นว่า เยซู

1 a มัทธิวให้รายชื่อลำดับพระวงศ์ของพระเยซูเจ้าย้อนกลับไปถึงอับราฮัมเท่านั้น แต่ก็ยังกล่าวถึงชื่อของหญิงต่างด้าวบางคนด้วย (ข้อ 3,5,6) ทั้งนี้เพื่อแสดงว่าพระเยซูเจ้าทรงสืบตระกูลมาจากบุคคลหลักที่ได้รับพระสัญญาเกี่ยวกับพระเมสสิยาห์ คือ อับราฮัม และกษัตริย์ดาวิด พร้อมกับราชวงศ์  ลำดับพระวงศ์ในพระวรสารของลูกามีลักษณะสากลและย้อนกลับไปถึงอาดัม ซึ่งเป็นต้นตระกูลของมนุษยชาติ ลำดับพระวงศ์ทั้งสองแบบ จากกษัตริย์ดาวิดจนถึงโยเซฟมีชื่อเหมือนกันเพียงสองชื่อเท่านั้น นอกจากนั้น ลำดับพระวงศ์ของมัทธิวมีโครงสร้างตายตัวโดยแบ่งบรรพบุรุษของพระเยซูเจ้าออกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มละสิบสี่ชื่อ (2 คูณ 7) (ดู  6:9 เชิงอรรถ d) วิธีการนี้ทำให้จำเป็นต้องละเว้นนามของกษัตริย์สามพระองค์ที่อยู่ระหว่างกษัตริย์โยรัม และอุสซียาห์ และทำให้ต้องกล่าวนามกษัตริย์เยโคนียาห์สองครั้ง (ข้อ 11-12) ทั้งนี้เพราะชื่อภาษากรีกชื่อเดียว (เยโคนียาห์ หรือ LXX Ioakim) ใช้แปลชื่อภาษาฮีบรูได้ทั้งสองชื่อ คือเยโฮยาคิมและเยโฮยาคิน ลำดับพระวงศ์ในมัทธิวและลูกาจบลงที่โยเซฟผู้เป็นบิดาของพระเยซูเจ้าตามนิตินัยเท่านั้น เหตุผลก็คือคนโบราณคิดว่า การเป็นบิดาตามนิตินัย (โดยการรับเป็นบุตรบุญธรรมหรือการใช้ชื่อของผู้ตายเป็นชื่อบิดา) ก็เป็นการเพียงพอที่ถ่ายทอดสิทธิของทายาทผู้รับมรดก สิทธิในกรณีนี้ก็คือ  การสืบเชื้อสายในราชวงศ์ของพระเมสสิยาห์ มัทธิวกล่าวถึงลำดับพระวงศ์ของพระเยซูเจ้าเป็นเรื่องแรกเพื่อแสดงว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นเชื้อพระวงศ์กษัตริย์ดาวิด โดยเป็นบุตรบุญธรรมของโยเซฟ ตามคำแนะนำของทูตสวรรค์

b สำเนาโบราณบางฉบับว่า “อาสาฟ”

c สำเนาโบราณบางฉบับว่า “อาโมส”

d ต้นฉบับภาษากรีก และคำแปลภาษาละตินหลายฉบับชัดเจนกว่าว่า “โยเซฟซึ่งเป็นคู่หมั้นของพระนางพรหมจารีมารีย์ ผู้ให้กำเนิดพระเยซูเจ้า” ยังมีบางฉบับ (เช่น Syr.Sin.)เข้าใจข้อนี้ไม่ถูกต้อง แปลว่า“โยเซฟซึ่งเป็นคู่หมั้นของพระนางพรหมจารีมารีย์ เป็นบิดาของพระเยซูเจ้า”

e การหมั้นตามธรรมเนียมชาวยิวมีผลทำให้คู่หมั้นฝ่ายชายเรียกได้ว่าเป็น “สามี” และจะพ้นจากพันธะนี้ได้ก็โดยการฟ้องหย่าเท่านั้น (ข้อ 19)

f แปลตรงตัวว่า “ส่งเธอกลับไปอย่างเงียบ ๆ” อาจเป็นเพราะว่าโยเซฟเป็นผู้ชอบธรรม และไม่ต้องการรับบุตรของชายที่เขาไม่รู้จักมาเป็นบุตรของตน หรืออธิบายได้อีกอย่างหนึ่งว่า เขาไม่ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปของพิธีแต่งงาน เพราะมีความเคารพต่อธรรมล้ำลึกที่พระนางมารีย์เป็นพระมารดาของพระเมสสิยาห์ จึงต้องได้รับคำแนะนำจากทูตสวรรค์ว่าพระเจ้าปรารถนาให้เขารับพระนางมาเป็นภรรยา

g คำว่า “ทูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า” ในพระคัมภีร์ตอนแรก ๆ (ปฐก 16:7 เชิงอรรถ e) หมายถึง พระยาห์เวห์พระองค์เอง เมื่อคำสอนเกี่ยวกับทูตสวรรค์ได้พัฒนาขึ้น (ดู  ทบต 5:4 เชิงอรรถ b) ความแตกต่างระหว่างพระเจ้ากับทูตสวรรค์ก็ชัดเจนขึ้น ทูตสวรรค์มีหน้าที่เป็นผู้สื่อสารของพระเจ้า ดังจะเห็นได้ในเรื่องปฐมวัยของพระเยซูเจ้า (มธ 1:20,24; 2:12,19; ลก 1:11; 2:9 และ มธ 28:2; ยน 5:4; กจ 5:19; 8:26; 12:7,23)

h เช่นเดียวกับในพันธสัญญาเดิม (บสร 34:1 เชิงอรรถ a) พระเจ้าแสดงพระประสงค์ของพระองค์ในความฝัน (มธ 2:12,13,19,22; (เทียบ กจ 16:9; 23:11; 27:23 และการที่อานาเนียและเปาโลเห็นภาพนิมิตใน กจ 9:10ฯ, โครเนลิอัสและเปโตร ใน 10:3ฯ,11ฯ)

i “เยซู” (ฮีบรูว่า “เยโฮชูวา”) แปลว่า “พระยาห์เวห์ทรงช่วยให้รอดพ้น”

j “ตามพระดำรัสขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ตรัสผ่านประกาศก…” สูตรนี้หรือที่คล้าย ๆ กันพบได้บ่อยใน มธ 2:15,17,23; 8:17; 12:17; 13:35; 21:4; 26:54,56; 27:9 (และ 3:3; 11:10; 13:14 ด้วย) ตั้งแต่ในพันธสัญญาเดิมแล้ว มาตรการเพื่อตัดสินว่าผู้ใดเป็นประกาศกแท้หรือประกาศกปลอม ก็คือคำพูดของเขาสำเร็จไปจริงหรือไม่ (ฉธบ 18:20-22 เชิงอรรถ f) ตามทัศนะของพระเยซูเจ้า และของบรรดาศิษย์ พระเจ้าทรงเผยแผนการของพระองค์โดยพระวาจาและการกระทำ พันธสัญญาใหม่ใช้วิธีการอธิบายพระคัมภีร์ตามที่ชาวยิวในสมัยนั้นนิยมใช้ เพื่อแสดงว่าแผนการของพระเจ้าสำเร็จไปในองค์พระเยซูเจ้า โดยชี้ให้เห็นว่ารายละเอียดในพระชนมชีพของพระเยซูเจ้าสอดคล้องกับข้อความที่เขียนไว้ในพันธสัญญาเดิม (ยน 2:22; 20:9; กจ 2:23 เชิงอรรถ o, 31, 34-35; 3:24 เชิงอรรถ s; รม 15:4; 1คร 10:11; 15:3-4; 2คร 1:20; 3:14-16)

k แปลตามตัวอักษรว่า “จนกระทั่งนางได้ให้กำเนิดบุตรชาย” ข้อความนี้ไม่คำนึงถึงเหตุการณ์หลังการประสูติของพระเยซูเจ้า ข้อความนี้ในตัวเองไม่ยืนยันและไม่ปฏิเสธความเป็นพรหมจารีเสมอไปของพระนางมารีย์ ความจริงเรื่องพระนางมารีย์เป็นพรหมจารีเสมอไปนี้ สรุปได้จากพระวรสารตอนอื่น และจากธรรมประเพณีของพระศาสนจักร การที่โยเซฟตั้งชื่อเด็กหมายความว่า โยเซฟยอมรับกุมารนั้นเป็นบุตรของตน ส่วนเรื่อง “พี่น้องของพระเยซูเจ้า” (ดู  12:46 เชิงอรรถ o)


(ไฟล์ "เสียงวรสาร" โดย วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ กรุงเทพฯ)


โหราจารย์มาเฝ้าพระกุมาร
a
1ในรัชสมัยกษัตริย์เฮโรดb พระเยซูเจ้าประสูติที่เมืองเบธเลเฮมในแคว้นยูเดีย โหราจารย์บางท่านจากทิศตะวันออกcเดินทางมายังกรุงเยรูซาเล็ม  2สืบถามว่า “กษัตริย์ชาวยิวที่เพิ่งประสูติอยู่ที่ใด พวกเราได้เห็นดาวประจำพระองค์ขึ้น จึงพร้อมใจกันมาเพื่อนมัสการพระองค์”  3เมื่อกษัตริย์เฮโรดทรงทราบข่าวนี้ พระองค์ทรงวุ่นวายพระทัย ชาวกรุงเยรูซาเล็มทุกคนต่างก็วุ่นวายใจไปด้วย  4พระองค์ทรงเรียกประชุมบรรดาหัวหน้าสมณะและธรรมาจารย์d ตรัสถามเขาว่า “พระคริสต์จะประสูติที่ใด”  5เขาจึงทูลตอบว่า “ในเมืองเบธเลเฮม แคว้นยูเดีย เพราะประกาศกเขียนไว้ว่า

6เมืองเบธเลเฮม ดินแดนยูดาห์

เจ้ามิใช่เล็กที่สุดในบรรดาหัวเมืองแห่งยูดาห์

เพราะผู้นำคนหนึ่งจะออกมาจากเจ้า

ซึ่งจะเป็นผู้นำอิสราเอล  ประชากรของเรา

7ดังนั้น กษัตริย์เฮโรดทรงเรียกบรรดาโหราจารย์มาเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ ทรงซักถามถึงวันเวลาที่ดาวปรากฏ  8แล้วทรงใช้บรรดาโหราจารย์ไปที่เมือง

เบธเลเฮม ทรงกำชับว่า “จงไปสืบถามเรื่องพระกุมารอย่างละเอียด และเมื่อพบพระกุมารแล้ว จงกลับมาบอกให้เรารู้ เราจะได้ไปนมัสการพระองค์ด้วย”  9เมื่อบรรดาโหราจารย์ได้ฟังพระดำรัสแล้วก็ออกเดินทาง ดาวที่เขาเห็นทางทิศตะวันออกปรากฏอีกครั้งหนึ่งนำทางให้ และมาหยุดนิ่งอยู่เหนือสถานที่ประทับของพระกุมารe  10เมื่อเห็นดาวอีกครั้งหนึ่งบรรดาโหราจารย์มีความยินดียิ่งนัก  11เขาเข้าไปในบ้าน พบ

พระกุมารกับพระนางมารีย์พระมารดา จึงคุกเข่าลงนมัสการพระองค์ แล้วเปิดหีบสมบัตินำทองคำ กำยาน และมดยอบfออกมาถวายพระองค์  12แต่พระเจ้าทรงเตือนเขาในความฝันมิให้กลับไปหากษัตริย์เฮโรด เขาจึงกลับไปบ้านเมืองของตนโดยทางอื่น

พระกุมารเสด็จหนีไปประเทศอียิปต์ ทารกผู้บริสุทธิ์ถูกประหาร

13เมื่อบรรดาโหราจารย์กลับไปแล้ว ทูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาเข้าฝันโยเซฟ กล่าวว่า “จงลุกขึ้น พาพระกุมารและพระมารดาหนีไปประเทศอียิปต์ และจงอยู่ที่นั่นจนกว่าเราจะบอกท่าน เพราะกษัตริย์เฮโรดกำลังสืบหาพระกุมารเพื่อจะประหารชีวิต”  14โยเซฟจึงลุกขึ้นพาพระกุมารและพระมารดาออกเดินทางไปประเทศอียิปต์ในคืนนั้น  15และอยู่ที่นั่น จนกระทั่งกษัตริย์เฮโรดสิ้นพระชนม์ ทั้งนี้เพื่อให้พระดำรัสขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ตัรสทางประกาศกเป็นความจริงว่า

เราเรียกบุตรของเรามาจากประเทศอียิปต์g

16เมื่อกษัตริย์เฮโรดทรงเห็นว่าพระองค์ถูกบรรดาโหราจารย์hหลอก ก็กริ้วยิ่งนัก จึงทรงสั่งให้ประหารเด็กชายทุกคนที่มีอายุตั้งแต่สองขวบลงมาในเมืองเบธเลเฮมและบริเวณใกล้เคียง  17ดังนี้ พระดำรัสที่ตรัสไว้โดยประกาศกเยเรมีย์iก็เป็นความจริงว่า

18มีผู้ได้ยินเสียงในหมู่บ้านรามาห์

เป็นเสียงร้องไห้และคร่ำครวญอย่างขมขื่น

นางราเคลร้องไห้อาลัยถึงบรรดาบุตร

นางไม่ยอมรับคำปลอบโยนใด

เพราะบุตรเหล่านั้นไม่อยู่แล้ว

พระกุมารเสด็จกลับจากประเทศอียิปต์ไปเมืองนาซาเร็ธ

19หลังจากกษัตริย์เฮโรดสิ้นพระชนม์ ทูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาเข้าฝันโยเซฟในประเทศอียิปต์  20กล่าวว่า “จงลุกขึ้น พาพระกุมารและพระมารดากลับไปแผ่นดินอิสราเอล เพราะผู้ที่ต้องการฆ่าพระกุมารตายแล้ว”  21โยเซฟจึงลุกขึ้น  พาพระกุมารและพระมารดากลับไปแผ่นดินอิสราเอล  22แต่เมื่อรู้ว่าอารเคลาอัสjขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ในแคว้นยูเดีย สืบต่อจากกษัตริย์เฮโรดพระบิดา โยเซฟก็กลัวที่จะไปที่นั่น และเมื่อพระเจ้าทรงเตือนเขาในความฝัน เขาจึงกลับไปยังแคว้นกาลิลีk  23ไปอาศัยอยู่ในเมืองหนึ่งชื่อนาซาเร็ธ ทั้งนี้ เพื่อให้พระดำรัสที่ตรัสทางประกาศกเป็นความจริงว่า

พระองค์จะได้รับพระนามว่าชาวนาซาเร็ธl

2 a ในบทที่หนึ่ง มัทธิวนำเสนอพระเยซูเจ้าในฐานะโอรสของกษัตริย์ดาวิด และพระบุตรของพระเจ้า ในบทที่สองนี้ ท่านเกริ่นให้เราทราบถึงพระภารกิจของพระองค์ในการช่วยกู้คนต่างชาติให้รอดพ้น บรรดาโหราจารย์ผู้แทนคนต่างชาติเหล่านี้ได้รับเรียกมาหาแสงสว่างของพระองค์ (ข้อ 1-12) พระเยซูเจ้าจะต้องรับทุกข์ทรมานเช่นเดียวกับประชากรของพระองค์ คือต้องหนีไปประเทศอียิปต์ (ข้อ 13-15) ต้องเป็นเชลยอีกครั้งหนึ่ง (ข้อ 16-18) ชนที่เหลือส่วนน้อยจะกลับมาอย่างต่ำต้อย (ข้อ 19-2 - ดู  23 เชิงอรรถ l) มัทธิวนำเรื่องราวจากพระคัมภีร์เหล่านี้ (midrash) เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปฐมวัยของพระเยซูเจ้าสะท้อนให้คิดถึงปฐมวัยของโมเสส เพื่อสอนความจริงดียวกันกับที่ลูกาสอน โดยใช้คำทำนายของสิเมโอน (ลก 2:34 เชิงอรรถl)

b “ในรัชสมัยกษัตริย์เฮโรด” ราวปีที่ 5 หรือ 4 ก่อนคริสตศักราช เฮโรดเป็นกษัตริย์ปกครองแคว้นยูเดีย อิดูเมอา และแคว้นสะมาเรีย ตั้งแต่ปี 37-4   ก่อน คริสตศักราช (ดู  ลก 2:2 เชิงอรรถ b)

c เรื่องเล่าทำนองนี้ มักจะใช้ถ้อยคำกว้าง ๆ ไม่เจาะจง ทิศตะวันออกมักจะถูกใช้เป็นแหล่งที่มาของนักดาราศาสตร์ เช่น โหราจารย์เหล่านี้

d “ธรรมาจารย์” เรียกอีกอย่างว่า “อาจารย์กฎหมาย” (ลก 5:7 กจ 5:34) หรือ “นักกฎหมาย” (ลก 7:30; 10:25 ฯลฯ) บทบาทของธรรมาจารย์ คืออธิบายความหมายของพระคัมภีร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธรรมบัญญัติของโมเสสเพื่อกำหนดข้อปฏิบัติสำหรับชีวิตประจำวันของชาวยิว (ดู  อสร 7:6 เชิงอรรถ c; บสร 39:2 เชิงอรรถ b) บทบาทนี้ทำให้พวกธรรมาจารย์ได้รับเกียรติและมีอิทธิพลในหมู่ประชาชน ธรรมาจารย์ส่วนใหญ่มาจากชาวฟาริสี แต่ไม่ใช่ทุกคน (3:7 เชิงอรรถ f) ธรรมาจารย์พร้อมกับบรรดาหัวหน้าสมณะและผู้อาวุโสร่วมเป็นสภาสูงสุดของชาวยิว หรือ “สภาซันเฮดริน”

e แน่นอนว่าผู้นิพนธ์พระวรสารคิดว่าดาวนี้ขึ้นอย่างอัศจรรย์ เราไม่จำเป็นต้องหาหลักฐานทางวิชาการมาอธิบายปรากฏการณ์นี้ (เทียบ กดว 24:17) มีการบันทึกว่าเมื่อบุคคลสำคัญอื่น ๆ บังเกิดมาก็มีดาวปรากฏขึ้นด้วย เช่นกัน

f “ทองคำ กำยานและมดยอบ” เป็นของมีค่าและเครื่องหอมจากประเทศอาราเบีย (ยรม 6:20,อสค 27:22) บรรดาปิตาจารย์เข้าใจว่าทองคำเป็นสัญลักษณ์หมายถึงการเป็นกษัตริย์ กำยานหมายถึงการเป็นพระเจ้า และมดยอบหมายถึงการรับทรมานของพระเยซูเจ้า การถวายบังคมของบรรดาโหราจารย์ทำให้ถ้อยคำของประกาศกที่ว่า ประชาชาติจะมานมัสการพระเจ้าแห่งอิสราเอลเป็นความจริง (เทียบ กดว 24:17 สดด 72:10-15 อสย 49:23; 60:5ฯ) ข้อความเหล่านี้ถือว่าเป็นพระเมสสิยาห์ การที่คนต่างชาติยอมรับว่าพระเยซูเจ้าเป็นพระเมสสิยาห์จึงตรงกันข้ามกับการที่ชาวยิวซึ่งมีกษัตริย์เฮโรดเป็นผู้แทน ได้ปฏิเสธไม่ยอมรับพระองค์

g “บุตร” ตามความหมายของประกาศกโฮเชยาหมายถึงประชากรอิสราเอล แต่ มธ ใช้คำว่า “บุตร” ในที่นี้ หมายถึงพระเมสสิยาห์

h ในข้อเขียนของบรรดารับบียังเล่าเกี่ยวกับโมเสสที่คล้ายกับเรื่องนี้ว่า เมื่อกษัตริย์ฟาโรห์ได้ทรงทราบข่าวโดยนิมิตจากโหรว่ามีเด็กชายคนหนึ่งเกิดมา ได้ทรงสั่งให้ประหารทารกแรกเกิดเพศชายทุกคน

i ในความหมายดั้งเดิม ข้อความตอนนี้หมายความว่านางราเคล ซึ่งเป็นบรรพชน ได้ร้องไห้ถึงประชาชนจากตระกูลเอฟราอิม มนัสเสห์ และเบนยามินซึ่งถูกชาวอัสซีเรียประหารชีวิตหรือจับเป็นเชลย มัทธิวประยุกต์เหตุการณ์นี้กับทารกชาวเบธเลเฮม อาจเป็นเพราะว่าธรรมประเพณีสายหนึ่งคิดว่า หลุมฝังศพของนางราเคลตั้งอยู่ใกล้เมืองเบธเลเฮม (ปฐก 35:19ฯ)

j อาร์เคลาอัสเป็นโอรสของกษัตริย์เฮโรดจากนาง Maltace (เช่นเดียวกับเฮโรด อันทิปาส) เป็นผู้ปกครองแคว้นยูเดียตั้งแต่ 4 ก.ค.ศ. ถึง ค.ศ. 6

k แคว้นกาลิลีอยู่ในปกครองของกษัตริย์เฮโรด อันทิปาส (ดู  ลก 3:1 เชิงอรรถ c)


(ไฟล์ "เสียงวรสาร" โดย วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ กรุงเทพฯ)

 

II การประกาศพระอาณาจักรสวรรค์

.เรื่องเล่า

การเทศน์สอนของยอห์น ผู้ทำพิธีล้าง

1ในครั้งนั้นa ยอห์น ผู้ทำพิธีล้างมาประกาศสอนในถิ่นทุรกันดารแห่งยูเดียb 2ยอห์นกล่าวว่า “จงกลับใจเถิดcอาณาจักรสวรรค์dอยู่ใกล้แล้ว”  3ยอห์นผู้นี้คือผู้ที่ประกาศกอิสยาห์ได้กล่าวถึงว่า

คนคนหนึ่งร้องตะโกนในถิ่นทุรกันดารว่า

“จงเตรียมทางขององค์พระผู้เป็นเจ้า

จงทำทางเดินของพระองค์ให้ตรงเถิด

4ยอห์นนุ่งห่มด้วยผ้าขนอูฐ มีสายหนังรัดเอว กินตั๊กแตนและน้ำผึ้งป่าเป็นอาหาร  5ประชาชนจากกรุงเยรูซาเล็ม จากทั่วแคว้นยูเดีย และจากทั่วเขตแม่น้ำจอร์แดนพากันไปพบเขา  6รับพิธีล้างจากเขาในแม่น้ำจอร์แดนโดยสารภาพบาปของตนe

7เมื่อยอห์นเห็นชาวฟาริสีfและสะดูสีgหลายคนมารับพิธีล้าง จึงกล่าวว่า “เจ้าสัญชาติงูร้าย ผู้ใดแนะนำเจ้าให้หนีการลงโทษที่กำลังจะมาถึงh 8จงประพฤติตนให้สมกับที่ได้กลับใจแล้วเถิด  9อย่าอวดอ้างเองว่า “เรามีอับราฮัมเป็นบิดา” ข้าพเจ้าบอกท่านทั้งหลายว่า พระเจ้าทรงบันดาลให้ก้อนหินเหล่านี้กลายเป็นลูกของอับราฮัมได้  10บัดนี้ขวานกำลังจ่ออยู่ที่รากของต้นไม้แล้ว ต้นไม้ต้นใดที่ไม่เกิดผลดีจะถูกโค่นและโยนใส่ไฟ  11ข้าพเจ้าใช้น้ำทำพิธีล้างให้ท่านทั้งหลาย เพื่อให้สำนึกผิดกลับใจ แต่ผู้ที่จะมาภายหลังข้าพเจ้า ทรงอำนาจยิ่งกว่าข้าพเจ้า และข้าพเจ้าไม่สมควรแม้แต่จะถือรองเท้าของเขา เขาจะทำพิธีล้างให้ท่านเดชะพระจิตเจ้าและไฟi  12เขากำลังถือพลั่วอยู่แล้ว จะชำระลานนวดข้าวให้สะอาด จะรวบรวมข้าวใส่ยุ้ง ส่วนฟางนั้นจะเผาทิ้งในไฟที่ไม่รู้ดับ”j

พระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้าง

13เวลานั้น พระเยซูเจ้าเสด็จมาจากแคว้นกาลิลีถึงแม่น้ำจอร์แดน เพื่อรับพิธีล้างจากยอห์น  14ยอห์นพยายามชักชวนพระองค์ให้เปลี่ยนพระทัย เขากล่าวว่า “ข้าพเจ้าควรจะรับพิธีล้างจากท่าน แต่ท่านกลับมาพบข้าพเจ้า”  15พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “เวลานี้ ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ก่อน เพราะเราควรจะทำทุกอย่างตามพระประสงค์ของพระเจ้า”k ยอห์นจึงยอมทำตาม

  16เมื่อพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้างแล้ว เสด็จขึ้นจากน้ำ ทันใดนั้นท้องฟ้าเปิดออกl พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระจิตของพระเจ้าเสด็จลงมา เหนือพระองค์ดุจนกพิราบm  17และมีเสียงจากสวรรค์กล่าวว่า “ผู้นี้เป็นบุตรสุดที่รักของเรา เป็นที่โปรดปรานของเรา”n


3 a “ในครั้งนั้น” แปลตามตัวอักษรว่า “ในวันเหล่านั้น” เป็นสูตรที่ใช้บ่อย ๆ เพื่อเชื่อมความให้ต่อเนื่องกันเท่านั้น

b แคว้นยูเดียเป็นดินแดนแห้งแล้ง มีเนินเขาอยู่ทั่วไป มีอาณาบริเวณตั้งแต่สันเขาภาคกลางของปาเลสไตน์ ลงไปถึงลุ่มแม่น้ำจอร์แดนและทะเลแดง

c “กลับใจ” ภาษากรีกว่า Metanoia หมายถึงการละทิ้งบาป เป็นทุกข์เสียใจ ความเสียใจที่ได้ประพฤติผิดในอดีตมักจะมี “การกลับใจ” ตามมา เมื่อมนุษย์หันมาหาพระเจ้าและเริ่มชีวิตใหม่

          คำว่า “กลับใจ” (Metanoia) นี้ หมายถึงลักษณะสองประการของการเปลี่ยนแปลงจิตใจ ละทิ้งบาปหันมาหาพระเจ้า (ดู  กจ 2:38 เชิงอรรถ x; 3:19 เชิงอรรถ n) การเป็นทุกข์ถึงบาปและการกลับมาหาพระเจ้าเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นเพื่อรับความรอดพ้นที่พระอาณาจักรของพระเจ้านำมาให้ ยอห์นผู้ทำพิธีล้างเชิญชวนให้เป็นทุกข์ถึงบาป (เทียบ กจ 13:24; 19:4) และพระเยซูเจ้าจะเชิญชวนเช่นเดียวกัน (มธ 4:17 //; ลก5:32; 13:3,5) บรรดาศิษย์ (มก 6:12; ลก 24:47) และเปาโล (กจ 20:21; 26:20) ก็จะเชิญชวนเช่นเดียวกันด้วย

d “อาณาจักรสวรรค์” แทนที่จะใช้ “พระอาณาจักรของพระเจ้า” (ดู  4:17 เชิงอรรถ f) วลีนี้เป็นของมัทธิวโดยเฉพาะ สะท้อนให้เห็นว่าชาวยิวไม่กล้าออกพระนามของพระเจ้าโดยตรง จึงใช้คำอื่น (เช่น สวรรค์) แทน

e “พิธีล้าง” คือการจุ่มตัวลงในน้ำ เป็นกิจการที่เป็นสัญลักษณ์หมายถึงการชำระให้บริสุทธิ์หรือการเกิดใหม่ เป็นพิธีที่รู้จักกันดีในสมัยโบราณและในศาสนายิว (เช่น พิธีล้างผู้เข้าศาสนายิว และพิธีชำระตนของพวก

เอสเซน) พิธีล้างของยอห์น แม้จะคล้ายกับพิธีดังกล่าวนี้ ก็แตกต่างด้วยเหตุผลสามประการ คือ 1. พิธีล้างของยอห์นเน้นการชำระด้านจิตใจและความประพฤติ มิใช่เป็นเพียงพิธีภายนอกเท่านั้น (3:2,6,8,11;ลก 3:10-14) 2. พิธีล้างของยอห์นรับได้เพียงครั้งเดียว และเพราะเหตุนี้ จึงเป็นพิธีเข้าจารีต 3. พิธีล้างของยอห์นเป็นการเตรียมผู้รับให้คอยรับเสด็จพระเมสสิยาห์ซึ่งจะเสด็จมาในวาระสุดท้าย ดังนั้น ผู้รับพิธีล้างนี้จึงเป็นกลุ่มชนที่จะเข้าเป็นประชากรของพระเมสสิยาห์ (3:2,11; ยน 1:19-34) พระเยซูเจ้าองค์เดียวเท่านั้น มิใช่ยอห์น จะทำพิธีล้างเดชะพระจิตเจ้า (3:7, 10-12) ดูเหมือนว่า ศิษย์ของพระเยซูเจ้ายังทำพิธีล้างของยอห์นต่อไป (ยน 4:1-2) จนกระทั่งพระเยซูเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงพิธีให้เป็นศีลล้างบาป (มธ 28:19; กจ 1:5 เชิงอรรถ f; รม 6:4 เชิงอรรถ a)

f “ชาวฟาริสี” เป็นนิกายหนึ่งในศาสนายิว ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติอย่างเคร่งครัด แต่การยึดมั่นจนเกินไปต่อธรรมประเพณีของบรรดาอาจารย์ซึ่งรับสืบทอดกันมาด้วยปากเปล่า ทำให้พวกเขาพิจารณาการกระทำทุกชนิดอย่างจุกจิกเกินไป ท่าทีอิสระของพระเยซูเจ้าต่อธรรมบัญญัติ การที่ทรงคบหาสมาคมกับคนบาป ทำให้ชาวฟาริสีต่อต้านพระองค์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ซึ่งเราเห็นได้ชัดจากหลายตอนในพระวรสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน มธ 9:11//; 12:2//, 14//, 24; 15:1 และ 16:1//, 6//; 19:3//; 21:45; 22:15//, 34, 41,23//; ลก 5:21; 6:7; 15:2; 16:14ฯ; 18:10ฯ; ยน 7:32; 8:13;9:13ฯ; 11:47ฯ ถึงกระนั้นพระเยซูเจ้าก็ยังทรงเป็นมิตรกับชาวฟาริสีบางคน (ลก 7:36 เชิงอรรถ f; ยน 3:1) บรรดาศิษย์ของพระเยซูเจ้าถือว่าชาวฟาริสีเป็นพันธมิตรสู้กับชาวสะดูสี (กจ 23:6-10) เราต้องยอมรับว่า ชาวฟาริสีมีความกระตือรือร้นในการปฏิบัติศาสนา (เทียบ รม 10:2) และมีความจริงใจ (กจ 5:34ฯ) เปาโลเองก็ภูมิใจที่แต่ก่อนเคยเป็นชาวฟาริสี (กจ 23:6; 26:5; ฟป 3:5)

g “ชาวสะดูสี” เป็นอีกนิกายหนึ่งในศาสนายิว มีแนวความคิดตรงข้ามกับแนวคิดของชาวฟาริสี ชาวสะดูสีไม่ยอมรับประเพณีใด ๆ ที่ไม่มีบันทึกไว้ในธรรมบัญญัติที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร (ดู กจ 23:8 เชิงอรรถ c) ชาวสะดูสีส่วนใหญ่มาจากตระกูลหัวหน้าสมณะ มีความเลื่อมใสในศาสนาน้อยกว่าชาวฟาริสี และเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองมากกว่า ชาวสะดูสีมีความขัดแย้งกับพระเยซูเจ้าด้วย (16:1,6; 22:23ฯ) และกับบรรดาศิษย์ของพระองค์ (กจ 4:1 เชิงอรรถ a; 5:17)

h หมายถึงการลงโทษในวันของพระยาห์เวห์ (อมส 5:18 เชิงอรรถ m) ซึ่งจะเป็นการเริ่มต้นของยุคพระเมสสิยาห์

i ในพันธสัญญาเดิม ไฟเป็นธาตุที่ชำระให้บริสุทธิ์ มีความละเอียดอ่อนและประสิทธิภาพดีกว่าน้ำ ใช้เป็นสัญลักษณ์หมายถึงการที่พระเจ้าทรงแทรกเข้ามาในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ และเป็นสัญลักษณ์ของพระจิตเจ้าผู้ทรงชำระจิตใจมนุษย์ (ดู  บสร 2:5; อสย 1:25; ศคย 13:9; มลค 3:2-3)

j “ไฟที่ไม่รู้ดับ” คือไฟนรก ซึ่งจะเผาไหม้สิ่งที่ไม่สามารถชำระให้บริสุทธิ์ได้ตลอดไป (ยดธ 16:17; สดด 21:9; บสร 7:17; อสย 66:24; ศฟย 1:18)

k คำถามของยอห์นผู้ทำพิธีล้างแสดงให้เห็นว่าการรับพิธีล้างของพระเยซูเจ้าเป็นปัญหาสำหรับคริสตชนสมัยแรก เพราะในกรณีนี้ ผู้ใหญ่ถ่อมตนลงต่ำกว่าผู้น้อย คำตอบของพระเยซูเจ้าชี้ให้เห็นว่าจำเป็นต้องทำเช่นนี้เพื่อปฏิบัติตามแผนการกอบกู้ของพระเจ้าให้สำเร็จบริบูรณ์ไป บางทีพระเจ้าทรงปรารถนาใช้พิธีนี้เพื่อทำให้พระเมสสิยาห์เข้าเป็นสมาชิกของประชากรในยุคสุดท้าย (ดู  1:22 เชิงอรรถ j; 3:6 เชิงอรรถ e)

l สำเนาโบราณบางฉบับเพิ่มคำว่า “แก่พระองค์” หมายความว่า “ต่อหน้าพระองค์”

m พระจิตของพระเจ้าซึ่งอยู่เหนือน้ำในการสร้างโลก (ปฐก 1:2) ขณะนี้ทรงสำแดงองค์อีกครั้งในการสร้างใหม่ ทรงเจิมพระเยซูเจ้าให้ประกอบภารกิจของพระเมสสิยาห์ (กจ 10:38) คือพระจิตเจ้าทรงเป็นผู้นำพระองค์ให้ประกอบภารกิจนี้ (มธ 4:1ฯ;12:12,28; ลก 4:14,18; 10:21) ในพระวรสารของมาระโก การเห็นนกพิราบและได้ยินเสียงจากสวรรค์ เข้าใจว่าเป็นประสบการณ์ภายในของพระเยซูเจ้า แต่ในพระวรสารของมัทธิวปรากฏการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ภายนอก ทุกคนที่นั่นได้ยินเสียง

n จุดประสงค์ของประโยคนี้คือประกาศว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นผู้รับใช้ที่ประกาศกอิสยาห์กล่าวถึง แต่การใช้คำว่า “บุตร” แทนคำว่า “ผู้รับใช้” (คำภาษากรีก pais มีความหมายทั้งสอง) เน้นให้เห็นว่าพระเยซูเจ้าทรงมีความสัมพันธ์พิเศษกับพระบิดาเจ้า ในฐานะที่เป็นพระบุตรที่ได้รับการเจิม (ดู  4:3 เชิงอรรถ d) ในวรรณคดีของชาวยิว เสียงจากสวรรค์เป็นวิธีแสดงว่าพระเจ้าทรงมอบอำนาจสอนให้แก่อาจารย์


(ไฟล์ "เสียงวรสาร" โดย วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ กรุงเทพฯ)

 

พระเยซูเจ้าทรงถูกทดลองในถิ่นทุรกันดาร

4 1เวลานั้น พระจิตเจ้าbทรงนำพระเยซูเจ้าไปในถิ่นทุรกันดาร เพื่อให้ปีศาจcมาผจญพระองค์

         2เมื่อทรงอดอาหารสี่สิบวันสี่สิบคืนแล้ว ทรงหิว  3ปีศาจผู้ผจญจึงเข้ามาใกล้  ทูลว่า “ถ้าท่านเป็นบุตรพระเจ้าd จงสั่งก้อนหินเหล่านี้ให้กลายเป็นขนมปังเถิด”  4แต่พระองค์ตรัสตอบว่า “มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า

มนุษย์มิได้ดำรงชีวิตด้วยอาหารเท่านั้น

แต่ดำรงชีวิตด้วยพระวาจาทุกคำที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า

5ต่อจากนั้น ปีศาจอุ้มพระองค์ไปยังนครศักดิ์สิทธิ์ วางพระองค์ลงที่ยอดพระวิหาร แล้วทูลว่า  6”ถ้าท่านเป็นบุตรพระเจ้า จงกระโดดลงไปเบื้องล่างเถิด เพราะมีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า

พระเจ้าทรงสั่งทูตสวรรค์เกี่ยวกับท่าน

ให้คอยพยุงท่านไว้

มิให้เท้ากระทบหิน

7พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “ในพระคัมภีร์ยังมีเขียนไว้ด้วยว่า

อย่าทดลององค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่านเลย

8อีกครั้งหนึ่งปีศาจนำพระองค์ไปบนยอดเขาสูงมาก ชี้ให้พระองค์ทอด

พระเนตรอาณาจักรรุ่งเรืองต่าง ๆ ของโลก  9แล้วทูลว่า “เราจะให้ทุกสิ่งนี้แก่ท่าน ถ้าท่านกราบนมัสการเรา”  10พระเยซูเจ้าจึงตรัสว่า “เจ้าซาตาน จงไปให้พ้น ยังมีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า

จงกราบนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่าน

และรับใช้พระองค์แต่ผู้เดียวเท่านั้น

11ปีศาจจึงได้ละพระองค์ไป แล้วทูตสวรรค์ก็เข้ามาปรนนิบัติรับใช้พระองค์

พระเยซูเจ้าเสด็จกลับแคว้นกาลิลี

12เมื่อพระเยซูเจ้าทรงทราบว่ายอห์นถูกจองจำ จึงเสด็จไปยังแคว้นกาลิลี  13ทรงออกจากเมืองนาซาเร็ธe มาประทับอยู่ที่เมืองคาเปอรนาอุม บนฝั่งทะเลสาบ ในดินแดนเผ่าเศบูลุนและนัฟทาลี  14ทั้งนี้ เพื่อให้พระดำรัสที่ตรัสไว้ทางประกาศกอิสยาห์ เป็นความจริงว่า

15ดินแดนเศบูลุนและนัฟทาลี

เส้นทางไปสู่ทะเล ฟากโน้นของแม่น้ำจอร์แดน

แคว้นกาลิลีแห่งบรรดาประชาชาติ

16ประชาชนที่จมอยู่ในความมืด

ได้เห็นความสว่างยิ่งใหญ่

ผู้ที่อาศัยอยู่ในดินแดนและในเงาแห่งความตาย

แสงได้ส่องขึ้นมาเหนือพวกเขาแล้ว

17นับแต่นั้นมา พระเยซูเจ้าทรงเริ่มประกาศเทศนาว่า “จงกลับใจเถิด เพราะอาณาจักรสวรรค์fอยู่ใกล้แล้ว”

ทรงเรียกศิษย์ชุดแรกสี่คน

18ขณะที่ทรงดำเนินไปตามชายฝั่งทะเลสาบกาลิลี พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพี่น้องสองคนคือซีโมนที่เรียกว่าเปโตรกับอันดรูว์น้องชายกำลังทอดแห เขาเป็นชาวประมง  19พระองค์ตรัสสั่งว่า “จงตามเรามาเถิด เราจะทำให้ท่านเป็นชาวประมงหามนุษย์”  20เปโตรกับอันดรูว์ก็ทิ้งแหไว้ แล้วตามพระองค์ไปทันที

21เมื่อทรงดำเนินไปจากที่นั่น พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพี่น้องอีกสองคนคือ ยากอบบุตรของเศเบดีและยอห์นน้องชายกำลังซ่อมแหอยู่ในเรือกับเศเบดีผู้บิดา  พระองค์ทรงเรียกเขา  22ทันใดนั้น เขาก็ทิ้งเรือและบิดา แล้วตามพระองค์ไป

พระเยซูเจ้าทรงประกาศข่าวดี และทรงรักษาผู้เจ็บป่วย

23พระองค์เสด็จไปทั่วแคว้นกาลิลี ทรงสั่งสอนในศาลาธรรม ทรงประกาศข่าวดีเรื่องพระอาณาจักร ทรงรักษาโรคและความเจ็บไข้ทุกชนิดของประชาชนg 

24กิตติศัพท์เกี่ยวกับพระองค์เลื่องลือไปทั่วแคว้นซีเรียh ประชาชนจึงนำผู้เจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ ผู้ที่ถูกความทุกข์เบียดเบียน ผู้ถูกปีศาจสิง ผู้เป็นลมบ้าหมู และผู้ที่เป็นง่อยมาเฝ้าพระองค์ พระองค์ทรงรักษาคนเหล่านั้นให้หายจากโรคและความเจ็บไข้  25ประชาชนมากมายจากแคว้นกาลิลี จากทศบุรีi จากกรุงเยรูซาเล็ม จากแคว้นยูเดีย  และจากฟากโน้นของแม่น้ำจอร์แดนต่างติดตามพระองค์

4 a พระจิตเจ้าทรงนำพระเยซูเจ้าไปในถิ่นทุรกันดารเป็นเวลาสี่สิบวันเพื่อถูกทดลอง เช่นเดียวกับที่ชาวอิสราเอลอยู่ในถิ่นทุรกันดารสี่สิบปี (ฉธบ 8:2,4 และ กดว 14:34) โดยการอ้างข้อความจากพระคัมภีร์ จะเห็นได้ว่าทั้ง     พระเยซูเจ้าและประชากรอิสราเอลได้ถูกผจญเหมือนกันสามประการ คือ 1. แสวงหาอาหารจากที่อื่นนอกจากพระเจ้า (ฉธบ 8:3 เทียบ อพย 16) 2. ทดลองพระเจ้าเพื่อทำตามใจตนเอง (ฉธบ 6:16 เทียบ อพย 17:1-7) 3. ปฏิเสธพระเจ้าเพื่อกราบไหว้พระเท็จเทียมที่รับใช้อำนาจแห่งโลกนี้ (ฉธบ 6:13; เทียบ อพย 6:10-15; อพย 23:23-33)

       พระเยซูเจ้าทรงจำศีลอดอาหารเป็นเวลา 40 วัน 40 คืน เช่นเดียวกับโมเสส (ฉธบ 9:18; อพย 34:28; ฉธบ 9:9) และเช่นเดียวกับโมเสส พระองค์ทรงมองเห็น “โลกทั้งหมด” จากภูเขาสูง (ฉธบ 34:1-4) พระเจ้าทรงใช้ทูตสวรรค์มาช่วยเหลือพระองค์ (ข้อ 11) ดังที่ทรงสัญญาว่าจะทรงป้องกันผู้ชอบธรรม (สดด 91:11-12) และใน (มก 1:13) พระเจ้าทรงป้องกันพระองค์ให้ปลอดภัยจากสัตว์ร้าย ดังที่ทรงป้องกันผู้ชอบธรรม (สดด 91:13) และชาวอิสราเอล (ฉธบ 8:15)

      โดยวิธีเปรียบเทียบเช่นนี้ พระเยซูเจ้าก็ทรงเป็นเสมือนโมเสสคนใหม่ (ดู 2:16 เชิงอรรถ g,20 และ อพย 4:19) ทรงเป็นผู้นำการอพยพครั้งใหม่ เทียบ ฮบ 3:1-4:11; และดังนี้ เป็นพระเมสสิยาห์ด้วย ดังจะเห็นได้จากคำพูดเป็นนัยของปีศาจ (ถ้าท่านเป็นบุตรพระเจ้า) ทรงเป็นผู้เบิกทางที่แท้จริงไปสู่ความรอดพ้น ซึ่งไม่ใช่โดยวางใจในตนเองและด้วยความสะดวกสบาย แต่โดยเชื่อฟังพระเจ้าและสละตนเอง แม้เรื่องนี้จะเล่าโดยยกข้อความมาจากพระคัมภีร์ แต่ก็ยังอาจเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ๆ ได้ด้วย แม้พระเยซูเจ้าไม่ทรงมีบาป พระองค์ก็ยังสามารถถูกทดลองจากภายนอกได้ (ดู 16:23) จำเป็นที่พระองค์จะต้องถูกทดสอบเพื่อจะเป็นผู้นำของเราได้ (ดู 26:36-46//;   ฮบ 2:10,17-18; 4:15; 5:2,7-9) พระองค์ต้องสละความคิดที่จะเป็นพระเมสสิยาห์ที่มีบทบาทความรุ่งเรืองทาง    การเมือง แต่ยินดีรับบทบาทฝ่ายจิตโดยเชื่อฟังอย่างสิ้นเชิงต่อพระเจ้า (ฮบ 12:2)

b พระจิตเจ้า “พระปราณ” และพลังสร้างสรรค์ของพระเจ้า ซึ่งได้นำบรรดาประกาศก (อสย 11:2 เชิงอรรถ c) จะทรงนำพระเยซูเจ้าให้ประกอบภารกิจของพระองค์จนสำเร็จ (ดู 3:16 เชิงอรรถ n; ลก 4:1 เชิงอรรถ b) ในภายหลัง จะทรงนำพระศาสนจักร (กจ 1:8 เชิงอรรถ j)

c “ปีศาจ” คำภาษากรีก “diabolos” หมายถึงผู้กล่าวหา ผู้ใส่ความ เพราะงานของมันคือคอยจับผิดมนุษย์ บางครั้งแปลจากคำฮีบรู satan (ปรปักษ์) (โยบ 1:6 เชิงอรรถ g ดู ปชญ 2:24 เชิงอรรถ t) เข้าใจกันว่าปีศาจเป็นผู้รับผิดชอบต่อทุกสิ่งที่ตรงข้ามกับงานของพระเจ้าและของพระคริสตเจ้า (13:39ฯ; ยน 8:44; 13:2; กจ 10:38; อฟ 6:11; 1ยน 3:8) ความพ่ายแพ้ของมันจะเป็นเครื่องหมายถึงชัยชนะถาวรของพระเจ้า (25:41; ฮบ 2:14; วว 12:9,12; 20:2,10)

d ชื่อในพระคัมภีร์ว่า “บุตรพระเจ้า” ไม่จำเป็นต้องมีความหมายว่าเป็นบุตรตามธรรมชาติ แต่อาจหมายถึงเพียงการเป็นบุตรบุญธรรม กล่าวคือ เป็นผลมาจากการที่พระเจ้าทรงเลือกอย่างอิสระ และสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างพระเจ้าและสิ่งสร้าง ในความหมายนี้ ชื่อนี้ใช้ได้กับทูตสวรรค์ (โยบ 1:6) ใช้ได้กับประชากรที่ทรงเลือกสรร (อพย 4:2; ปชญ 18:13) และใช้ได้กับชาวอิสราเอลแต่ละคน (ฉธบ 14:1; ฮชย 2:1 เทียบ มธ 5:9,45) และใช้ได้กับผู้นำชาวอิสราเอล (สดด 2:7) ดังนั้นเมื่อใช้คำนี้กับกษัตริย์ผู้รับเจิม (1 พศด 17:13; สดด 2:7; 89:26) ก็ไม่จำเป็นต้องหมายความว่า ผู้รับเจิมนี้เป็นมากกว่ามนุษย์ และเราไม่จำเป็นต้องคิดว่าคำนี้มีความหมายมากกว่าการเป็นบุตรบุญธรรม เมื่อซาตานนำมาใช้ (4:3,6) หรือคนถูกปีศาจสิง (มก  3:11; 5:7-8; ลก 4:41) หรือนายร้อย (มก 15:39; (เทียบ ลก 23:47) นำมาใช้ ดังนั้น ข้อความที่ว่า “บุตรที่รักของเรา” เมื่อพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้าง (3:17) และเมื่อทรงสำแดงองค์อย่างรุ่งเรือง (17:5) ในตัวเองจึงไม่มีความหมายมากไปกว่าการที่พระเจ้าพอพระทัยพระเมสสิยาห์ผู้รับใช้เป็นพิเศษเท่านั้น ในทำนองเดียวกันเป็นไปได้ว่าคำถามของมหาสมณะ (26:63) หมายถึงการเป็นพระเมสสิยาห์เท่านั้น ถึงกระนั้น ชื่อ “บุตรพระเจ้า” อาจหมายถึงการเป็นบุตรที่มีความหมายมากกว่าและลึกซึ้งกว่านี้ พระเยซูเจ้าทรงเสนอแนะความหมายนี้อย่างแจ้งชัด เมื่อตรัสถึงพระองค์เองว่าเป็น “บุตร” (21:37) มีศักดิ์เหนือกว่าทูตสวรรค์ (24:36) มีพระเจ้าเป็น “พระบิดา” ในความหมายที่ผู้อื่นไม่มี (ยน 20:17 และเปรียบเทียบ “พระบิดาของเรา” ใน มธ 7:21)  ทรงมีความสัมพันธ์พิเศษกับพระบิดาในด้านความรู้และความรัก (มธ 11:27) คำยืนยันเหล่านี้พร้อมกับข้อความที่กล่าวว่าพระเมสสิยาห์มีฐานะเป็นพระเจ้า (22:42-46) และข้อความที่กล่าวว่า “บุตรแห่งมนุษย์” มีกำเนิดจากสวรรค์ (8:20  เชิงอรรถ h) ในที่สุดได้รับการรับรองจากการกลับคืนพระชนมชีพอย่างรุ่งเรืองของพระเยซูเจ้า ทำให้ชื่อ “บุตรพระเจ้า” มีความหมายเฉพาะถึงพระธรรมชาติพระเจ้าอย่างแท้จริง ดังที่จะพบได้ในสมัยต่อมา เช่น ในจดหมายของเปาโล(รม 9:5 เชิงอรรถ d) เป็นความจริงว่า ขณะที่พระเยซูเจ้าทรงพระชนม์อยู่ในโลกนี้ บรรดาศิษย์ยังไม่มีความรู้ชัดเจนเรื่องพระเทวภาพของพระองค์ ข้อความใน 14:33 และ 16:16 ซึ่งเพิ่มตำแหน่ง “บุตรพระเจ้า” เข้าไปกับข้อความเดิมของมาระโก น่าจะสะท้อนให้เห็นความเชื่อที่ได้พัฒนามาอีกขั้นหนึ่งแล้ว เป็นความเชื่อที่บรรดาศิษย์ได้รับมาจากพระจิตเจ้าในวันเปนเตก๊อสเต ความเชื่อนี้มีฐานจากพระวาจาที่พระเยซูเจ้าตรัสไว้ เพื่อแสดงว่าทรงมีจิตสำนึกว่าทรงเป็นบุตรของพระบิดาอย่างพิเศษ ไม่เหมือนกับใครอื่น

e “นาซาเร็ธ” สำเนาโบราณบางฉบับใช้ว่า nazara (ดู   ลก 4:16)

f การที่พระเจ้าทรงมีอำนาจปกครองประชากรอิสราเอลที่ทรงเลือกสรร และโดยผ่านทางอิสราเอล ทรงปกครองมนุษยโลก เป็นสาระสำคัญของการเทศน์สอนของพระเยซูเจ้า เช่นเดียวกับพันธสัญญาเดิมมีความคิดตลอดมาว่าพระองค์ทรงปกครองสากลโลก ซึ่งหมายความว่าทรงเป็นกษัตริย์ปกครองอาณาจักรของบรรดา “ผู้ศักดิ์สิทธิ์” อย่างแท้จริง เพราะมนุษย์จะยอมรับสิทธิ์ของพระองค์ในฐานะกษัตริย์โดยรู้จักและรักพระองค์ บาปซึ่งเป็นการกบฏต่อพระเจ้าได้ทำให้อำนาจการปกครองนี้อ่อนแอลง จึงต้องได้รับการรื้อฟื้นขึ้นใหม่ เมื่อพระเจ้าและพระเมสสิยาห์ของพระองค์จะเข้ามาแทรกแซงในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติอย่างสมบูรณ์(ดนล 2:28 เชิงอรรถ h) พระเยซูเจ้าได้เทศน์สอนเช่นเดียวกับยอห์นผู้ทำพิธีล้าง (3:2) และประกาศว่าการเข้าแทรกแซงของพระเจ้านี้กำลังจะมาถึง (4:17,23; ลก 4:43) เหตุการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้นอย่างที่ชาวอิสราเอลทั่วไปคาดหวังไว้ในรูปแบบของการกอบกู้อิสรภาพทางการเมือง (มก 11:10; ลก 19:11; กจ 1:6) แต่จะเกิดขึ้นในรูปแบบขบวนการทางจิตใจเท่านั้น (มก 1:34 เชิงอรรถ m; ยน 18:36) งานไถ่กู้ของพระเยซูเจ้าในฐานะ “บุตรแห่งมนุษย์” (8:20 เชิงอรรถ h) และในฐานะ “ผู้รับใช้” (8:17 เชิงอรรถ f; 20:28 เชิงอรรถ g; 26:28 เชิงอรรถ i) ช่วยมนุษย์ให้เป็นอิสระจากอำนาจปกครองของซาตาน ซึ่งต่อต้านอำนาจปกครองของพระเจ้า (4:8; 8:29 เชิงอรรถ k; 12:25-26) แต่ก่อนที่พระอาณาจักรของพระเจ้าจะเป็นความจริงสมบูรณ์ในยุคสุดท้าย เมื่อผู้เลือกสรรจะอยู่กับพระบิดาเจ้า ร่วมสุขในงานเลี้ยงในสวรรค์ (8:11 เชิงอรรถ c; 13:43; 26:29) พระอาณาจักรนี้แทรกเข้ามาในโลกอย่างเงียบ ๆ ไม่มีอะไรพิเศษ (13:31-33) พระอาณาจักรนี้เริ่มต้นอย่างต่ำต้อยและลึกลับ (13:11) ก่อให้เกิดการต่อต้าน (13:24-30) มาถึงโดยไม่มีใครสังเกตเห็น (12:28; ลก 17:20-21) พระอาณาจักรนี้พัฒนาเติบโตขึ้นในโลกอย่างเชื่องช้า (มก 4:26-29) และบังเกิดผลโดยกลุ่มชนที่พระเยซูเจ้าทรงตั้งขึ้น (มธ 16:18 เชิงอรรถ g) การที่กรุงเยรูซาเล็มถูกทำลายนับว่าเป็นการตัดสินลงโทษจากพระเจ้า ซึ่งสถาปนาพระอาณาจักรของพระคริสตเจ้าอย่างทรงอำนาจ (16:28; ลก 21:31) บรรดาศิษย์ได้เป็นธรรมทูตประกาศพระอาณาจักรนี้ไปทั่วโลก (มธ 10:7; 24:14; กจ 1:3 เชิงอรรถ d) เมื่อเวลาแห่งการพิพากษาสุดท้ายมาถึง (13:37-43, 47-50; 25:31-46) การเสด็จกลับมาของพระคริสตเจ้าในพระสิริรุ่งโรจน์ (16:27; 25:31) จะเป็นกิจกรรมสุดท้ายซึ่งสถาปนาพระอาณาจักรของพระคริสตเจ้า พระองค์จะถวายพระอาณาจักรให้แก่พระบิดาเจ้า (1 คร 15:24) ก่อนจะถึงเวลานั้น ต้องนับว่าพระอาณาจักรนี้เป็นของประทานเปล่า ๆ จากพระเจ้า (20:1-16; 22:9-10; ลก 12:32) ที่ผู้ต่ำต้อยยอมรับ (มธ 5:3; 18:3-4; 19:14,23-24) พร้อมกับผู้มีใจกว้าง (13:44-46; 19:12; มก 9:47; ลก 9:62; 18:29ฯ) แต่ไม่เป็นที่ยอมรับจากคนหยิ่งจองหองและเห็นแก่ตัว (มธ 21:31-31,43; 22:2-8; 23:13) ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าในพระอาณาจักรนี้ได้โดยไม่มีเสื้องานแต่งงาน ซึ่งหมายถึงชีวิตใหม่ (22:11-13; ยน 3:3,5) ไม่ใช่ทุกคนได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้ (มธ 8:12; 1 คร 6:9-10; กท 5:21) เราจะต้องตื่นเฝ้าระวังอยู่เสมอพร้อมจะรับพระอาณาจักรซึ่งจะมาถึงโดยไม่คาดฝัน (25:1-13 ดูความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับพระวรสารสหทรรศน์เพื่อเข้าใจว่า มธ ใช้ “พระอาณาจักร” เป็นแนวทางเรียบเรียงพระวรสารของตน)

g การรักษาโรคอย่างอัศจรรย์ เป็นเครื่องหมายเด่นชัดว่า ยุคของพระเมสสิยาห์ได้เริ่มต้นแล้ว (ดู 10:1,7ฯ; 11:4ฯ)

h “แคว้นซีเรีย” ในที่นี้มีความหมายกว้าง ๆ รวมถึงแคว้นกาลิลีและบริเวณรอบ ๆ นั้น (เทียบ มก 1:28)

i “ทศบุรี” เป็นสหพันธ์ประกอบด้วยเมืองอิสระสิบเมือง รวมทั้งบริเวณรอบ ๆ เมืองเหล่านั้น เมืองเหล่านั้นส่วนใหญ่กระจัดกระจายอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน และไกลไปถึงทางตะวันออกเฉียงเหนือถึงเมืองดามัสกัสด้วย


(ไฟล์ "เสียงวรสาร" โดย วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ กรุงเทพฯ)

 

. บทเทศน์บนภูเขาa

ความสุขแท้จริง

1พระเยซูเจ้าทอดพระเนตรเห็นประชาชนมากมาย จึงเสด็จขึ้นบนภูเขาb เมื่อประทับแล้ว บรรดาศิษย์เข้ามาห้อมล้อมพระองค์  2พระองค์ทรงเริ่มตรัสสอนว่า

3“ผู้มีใจยากจน cย่อมเป็นสุข d เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา

4ผู้เป็นทุกข์โศกเศร้า ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้รับการปลอบโยน

5ผู้มีใจอ่อนโยนe ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้รับแผ่นดินเป็นมรดก

6ผู้หิวกระหายความชอบธรรม ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะอิ่ม

7ผู้มีใจเมตตา ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้รับพระเมตตา

8ผู้มีใจบริสุทธิ์ ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้เห็นพระเจ้า

9ผู้สร้างสันติ ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า

10ผู้ถูกเบียดเบียนข่มเหงเพราะความชอบธรรม ย่อมเป็นสุข เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา

11“ท่านทั้งหลายย่อมเป็นสุข เมื่อถูกดูหมิ่น ข่มเหงและใส่ร้ายต่าง ๆ นานาเพราะเรา  12จงชื่นชมยินดีเถิด เพราะบำเหน็จรางวัลของท่านในสวรรค์นั้นยิ่งใหญ่นัก  เขาได้เบียดเบียนบรรดาประกาศกที่อยู่ก่อนท่านดังนี้ด้วยเช่นเดียวกันf

เกลือดองแผ่นดิน และแสงสว่างส่องโลก

13“ท่านทั้งหลายเป็นเกลือดองแผ่นดิน ถ้าเกลือจืดไปแล้ว จะเอาอะไรมาทำให้เค็มอีกเล่า เกลือนั้นย่อมไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากจะถูกทิ้งให้คนเหยียบย่ำ

14“ท่านทั้งหลายเป็นแสงสว่างส่องโลก เมืองที่ตั้งอยู่บนภูเขาจะไม่ถูกปิดบัง  15ไม่มีใครจุดตะเกียงแล้วเอามาวางไว้ใต้ถังgแต่ย่อมตั้งไว้บนเชิงตะเกียง จะได้ส่องสว่างแก่ทุกคนในบ้าน  16ในทำนองเดียวกัน แสงสว่างของท่านต้องส่องแสงต่อหน้ามนุษย์  เพื่อคนทั้งหลายจะได้เห็นกิจการดีของท่าน และสรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์

พระเยซูเจ้าทรงทำให้ธรรมบัญญัติสมบูรณ์

17“จงอย่าคิดว่าเรามาเพื่อลบล้างธรรมบัญญัติหรือคำสอนของบรรดาประกาศก เรามิได้มาเพื่อลบล้าง แต่มาเพื่อปรับปรุงให้สมบูรณ์h  18เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายiว่า ตราบใดที่ฟ้าและดินยังไม่สูญสิ้นไป แม้แต่ตัวอักษรหรือจุดเดียวจะไม่ขาดหายไปจากธรรมบัญญัติจนกว่าทุกอย่างจะสำเร็จไป  19ดังนั้น ผู้ใดละเมิดธรรมบัญญัติเพียงข้อเดียว แม้เล็กน้อยที่สุดและสอนผู้อื่นให้ละเมิดด้วย จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ต่ำต้อยที่สุดในอาณาจักรสวรรค์ ส่วนผู้ที่ปฏิบัติและสอนผู้อื่นให้ปฏิบัติด้วย จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในอาณาจักรสวรรค์

มาตรฐานใหม่ สูงกว่ามาตรฐานเดิม

20“เราบอกท่านทั้งหลายว่า ถ้าความชอบธรรมของท่านไม่ดีไปกว่าความชอบธรรมของบรรดาธรรมาจารย์และชาวฟาริสีแล้วท่านจะเข้าอาณาจักรสวรรค์ไม่ได้เลย

21“ท่านได้ยินคำกล่าวjแก่คนโบราณว่า อย่าฆ่าคน ผู้ใดฆ่าคนจะต้องขึ้นศาล  22แต่เรากล่าวแก่ท่านว่า ทุกคนที่โกรธเคืองพี่น้อง จะต้องขึ้นศาล ผู้ใดกล่าวแก่พี่น้องว่า  ‘ไอ้โง่’k ผู้นั้นจะต้องขึ้นศาลสูงl ผู้ใดกล่าวแก่พี่น้องว่า ‘ไอ้โง่บัดซบ’m ผู้นั้นจะต้องถูกปรับโทษถึงไฟนรก  23ดังนั้น ขณะที่ท่านนำเครื่องบูชาไปถวายยังพระแท่น ถ้าระลึกได้ว่าพี่น้องของท่านมีข้อบาดหมางกับท่านแล้ว24“จงวางเครื่องบูชาไว้หน้าพระแท่น กลับไปคืนดีกับพี่น้องเสียก่อน แล้วจึงค่อยกลับมาถวายเครื่องบูชานั้น  25จงคืนดีกับคู่ความของท่านขณะที่กำลังเดินทางไปศาลด้วยกัน มิฉะนั้น คู่ความจะมอบท่านแก่ผู้พิพากษา และผู้พิพากษาจะมอบท่านให้ผู้คุม ซึ่งจะขังท่านในคุก 26เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ท่านจะออกจากคุกไม่ได้ จนกว่าท่านจะชำระหนี้จนเศษสตางค์สุดท้าย

27“ท่านได้ยินคำกล่าวที่ว่า อย่าล่วงประเวณี  28แต่เรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่า ผู้ใดมองหญิงด้วยความใคร่ ก็ได้ล่วงประเวณีกับนางในใจแล้ว  29ถ้าตาขวาของท่านเป็นเหตุให้ท่านทำบาป จงควักมันทิ้งเสีย เพราะเพียงแต่เสียอวัยวะส่วนเดียว ยังดีกว่าปล่อยให้ร่างกายทั้งหมดของท่านตกนรก  30ถ้ามือขวาของท่านเป็นเหตุให้ท่านทำบาป จงตัดมันทิ้งเสีย เพราะเพียงแต่เสียอวัยวะส่วนเดียว ยังดีกว่าปล่อยให้ร่างกายทั้งหมดตกนรก

31“มีคำกล่าวว่า ผู้ใดจะหย่ากับภรรยา ก็จงทำหนังสือหย่ามอบให้นาง 32 แต่เรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่า ผู้ใดที่หย่ากับภรรยา ยกเว้นกรณีแต่งงานไม่ถูกต้องตามกฎหมายn ก็เท่ากับว่าทำให้นางล่วงประเวณี และผู้ใดที่แต่งกับหญิงที่ได้หย่าร้าง ก็ล่วงประเวณีด้วย

33“ท่านยังได้ยินคำกล่าวแก่คนโบราณว่า อย่าผิดคำสาบาน แต่จงทำตามที่ได้สาบานไว้ต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า  34แต่เราบอกท่านทั้งหลายว่า อย่าสาบานเลย อย่าอ้างถึงสวรรค์ เพราะเป็นที่ประทับของพระเจ้า  35อย่าอ้างถึงแผ่นดิน เพราะเป็นที่รองพระบาทของพระองค์

“อย่าอ้างถึงกรุงเยรูซาเล็ม เพราะเป็นนครหลวงของพระมหากษัตริย์  36อย่าอ้างถึงศีรษะของท่าน เพราะท่านไม่อาจเปลี่ยนผมสักเส้นให้เป็นดำเป็นขาวได้  37ท่านจงกล่าวเพียงว่า ‘ใช่’ หรือ ‘ไม่ใช่’o ที่เกินไปนั้นมาจากปีศาจ

38“ท่านเคยได้ยินเขากล่าวว่า ‘ตาต่อตา ฟันต่อฟัน  39แต่เรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่า อย่าโต้ตอบคนชั่วp ผู้ใดตบแก้มขวาของท่าน จงหันแก้มซ้ายให้เขาด้วย  40ผู้ใดอยากฟ้องท่านที่ศาลเพื่อจะได้เสื้อยาวของท่านq ก็จงแถมเสื้อคลุมให้เขาด้วย 41ผู้ใดจะเกณฑ์ให้ท่านเดินไปกับเขาหนึ่งหลัก จงไปกับเขาสองหลักเถิด  42ผู้ใดขออะไรจากท่าน ก็จงให้ อย่าหันหลังให้ผู้ที่มาขอยืมสิ่งใดจากท่าน

43“ท่านทั้งหลายได้ยินคำกล่าวว่า จงรักเพื่อนบ้าน จงเกลียดศัตรูr  44แต่เรากล่าวแก่ท่านว่า จงรักศัตรูs จงอธิษฐานภาวนาให้ผู้ที่เบียดเบียนท่านt  45เพื่อท่านจะได้เป็นบุตรของพระบิดาเจ้าสวรรค์ พระองค์โปรดให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ขึ้นเหนือคนดีและคนชั่ว โปรดให้ฝนตกเหนือคนชอบธรรมและคนอธรรม  46ถ้าท่านรักแต่คนที่รักท่าน ท่านจะได้บำเหน็จรางวัลอะไรเล่า บรรดาคนเก็บภาษีuมิได้ทำเช่นนี้ดอกหรือ  47ถ้าท่านทักทายแต่พี่น้องของท่านเท่านั้น ท่านทำอะไรพิเศษเล่า คนต่างศาสนามิได้ทำเช่นนี้ดอกหรือ  48ฉะนั้น ท่านจงเป็นคนดีอย่างสมบูรณ์ ดังที่พระบิดาเจ้าสวรรค์ของท่าน ทรงความดีอย่างสมบูรณ์เถิด

5 a จิตตารมณ์ใหม่ของพระอาณาจักรของพระเจ้า (4:17 เชิงอรรถ f) ได้รับการอธิบายในปฐมเทศนา ซึ่งไม่มีในพระวรสารของมาระโก ลูกากล่าวถึงปฐมเทศนาในรูปแบบที่ต่างไป (ลก 6:20-49) ไม่มีเรื่องเกี่ยวข้องกับกฎหมายและธรรมเนียมของชาวยิว (มธ 5:17-6:18) ซึ่งไม่เป็นที่สนใจสำหรับผู้อ่าน

          มัทธิวรวบรวมพระวาจาที่พระเยซูเจ้าตรัสไว้ในโอกาสต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างภาพรวมที่สมบูรณ์ คำปราศรัยที่ มธ รวบรวมมาเรียบเรียงไว้นี้กล่าวถึงเรื่องสำคัญ 5 เรื่อง  1. จิตตารมณ์ซึ่งบุตรแห่งพระอาณาจักรควรจะมีในการดำเนินชีวิต (5:3-48) 2. วิธีการปฏิบัติตามกฎหมายและธรรมเนียมยิวให้สมบูรณ์ขึ้น (6:1-18) 3. การตัดใจจากทรัพย์สมบัติ (6:19-34) 4. ท่าทีต่อเพื่อนมนุษย์ (7:1-12) 5. การเข้าในพระอาณาจักรเรียกร้องให้ตัดสินใจอย่างมั่นคงแน่วแน่ ซึ่งแสดงออกในกิจการ (7:13-27)

b “ภูเขา” หมายถึงเนินแห่งหนึ่งใกล้เมืองคาเปอรนาอุม

c คำว่า “ยากจน” มีใช้แล้วในความหมายของคุณลักษณะทางจิตใจในหนังสือเศฟันยาห์ (ดู ศฟย 2:3 เชิงอรรถ d) มัทธิวทำให้ความหมายนี้ชัดโดยเติมคำว่า “มีใจ” ซึ่งไม่พบในลูกา “คนยากจน” และ “คนต่ำต้อย” ไม่มีใครคุ้มครองและมักถูกข่มเหงจึงเป็นผู้ที่เปิดรับพระอาณาจักร และนี่คือความคิดหลักใน “ความสุขแท้”   ของมัทธิว (เทียบ ลก 4:18; 7:22= มธ 11:5; ลก 14:13; ยก 2:5) “ความยากจน” มีความหมายเดียวกันกับ “ความเป็นเด็กทางจิต” เป็นเงื่อนไขที่จำเป็นเพื่อเข้าพระอาณาจักร (18:1 เชิงอรรถ f = มก 9:33ฯ เทียบ มธ 11:25ฯ//; ลก 9:46ฯ) พระเจ้าทรงเปิดเผยธรรมล้ำลึกให้แก่ “ทารก” หรือ “เด็กเล็ก ๆ” nepioi (เทียบ ลก 12:32; 1คร 1:26ฯ) เขาเหล่านี้คือ “คนยากจน” ptochoi “ผู้ต่ำต้อย” tapeinoi (18:4; 23:12; ลก 1:48,52; 14:11; 18:14) และคนเหล่านี้คือ “คนสุดท้าย” ตรงข้ามกับ “คนแรก” (มก 9:35) คือ “ผู้เล็กน้อย” หรือ “คนธรรมดา” ตรงข้ามกับ “ผู้ยิ่งใหญ่” (ลก 9:48;มธ 19:30//; 20:26//; ลก 17:10) ถึงแม้ว่าสูตรในข้อ 5:3 จะเน้นจิตตารมณ์ความยากจนทั้งสำหรับคนรวยและคนยากจน พระเยซูเจ้าก็ทรงตระหนักถึงความยากจนจริง ๆ โดยเฉพาะสำหรับบรรดาศิษย์ (6:19ฯ; เทียบ 4:18ฯ//; 6:25//; ลก 12:33ฯ; เทียบ ลก 5:1ฯ มธ 9:9//; 19:21//, 27; เทียบ มก 10:28//; ดู กจ 2:44ฯ; 4:32ฯ)  พระองค์ทรงเป็นแบบฉบับในด้านความยากจน (8:20//; ลก 2:7) และในด้านความต่ำต้อย (มธ 11:29; 20:28//; 21:5; ยน 13:12ฯ; เทียบ 2 คร 8:9; ฟป 2:7ฯ) พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่าทรงเป็นหนึ่งเดียวกับคนต่ำต้อยและโชคร้าย (25:45; เทียบ 18:5ฯ//)

 d “เป็นสุข” พระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมใช้สูตรเช่นนี้แสดงความยินดีต่อผู้มีความเลื่อมใสศรัทธา มีความปรีชาฉลาด และความร่ำรวย (สดด 1:1-2; 33:12; 127:5-6; สภษ 3:3; บสร 31:8)  พระเยซูเจ้าทรงกล่าวตามความนึกคิดของบรรดาประกาศกว่าความยากจนก็มีส่วนร่วมรับพระพรเหล่านี้ด้วย “ความสุขแท้” สามประการแรก (5:3-5; ลก 6:20-21) ประกาศว่าบุคคลที่คนทั่วไปคิดว่าเป็นคนน่าสงสารและอับโชคนั้น เป็นผู้มีโชค เพราะเป็นผู้สมควรจะรับพระพรของพระอาณาจักร “ความสุขแท้” ประการอื่น ๆ เกี่ยวข้องกับท่าทีทางความประพฤติของมนุษย์โดยตรง ยังมี “ความสุขแท้” ประการอื่นในพระวรสารอีกด้วย เช่น ใน 11:6; 13:16; 24:46 ลก 11:27-28 (และดู ลก 1:45 วว 1:3; 14:13)

e สำเนาโบราณบางฉบับสลับข้อ 5 กับข้อ 4 “ผู้อ่อนโยน” หมายถึงคนสามัญที่ไม่มีความสำคัญในสังคม เป็นไปได้ที่ข้อนี้เป็นเพียงคำอธิบายความหมายของข้อ 3 “คนมีใจยากจน” จึงแทรกเข้ามาเป็นข้อ 4 หากละข้อนี้ออกไป จำนวนของ “ความสุขแท้” จะเหลือเพียงเจ็ดประการ (ดู 6:9 เชิงอรรถ d)

f บรรดาศิษย์เป็นผู้สืบตำแหน่งของบรรดาประกาศก (เทียบ 10:41; 13:17; 23:34)

g ถังใช้เป็น “เครื่องตวง” ในสมัยโบราณเครื่องตวงนี้เป็นภาชนะมีขา การวางตะเกียงใต้ถังในที่นี้จึงเป็นการซ่อนตะเกียงไว้ใต้ภาชนะนี้ เหมือนกับวางใต้เตียงใน มก 4:21ฯ มิใช่เป็นการเอาถังมาครอบให้ไฟดับ

h พระเยซูเจ้าเสด็จมามิใช่เพื่อทำลายธรรมบัญญัติ (ฉธบ 4:8) ทั้งมิใช่มาเพื่อบันดาลให้ธรรมบัญญัติศักดิ์สิทธิ์จนแตะต้องไม่ได้ แต่เสด็จมาสั่งสอนและปฏิบัติ เพื่อทำให้ธรรมบัญญัติมีรูปแบบใหม่และถาวร ดังนี้ ธรรมบัญญัติจะบรรลุถึงจุดหมายอย่างสมบูรณ์ (ดู มธ 1:22 เชิงอรรถ j; มก 1:15 เชิงอรรถ e) ความสมบูรณ์นี้จะเห็นได้ชัดในเรื่องความชอบธรรม (ข้อ 20 เทียบ 3:15; ลนต 19:15; รม 1:16 เชิงอรรถ i) ซึ่งใน มธ 5:21-48 ได้ให้ตัวอย่างที่ชัดเจนหลายประการ พระเยซูเจ้าทรงทำให้บัญญัติเดิมมีลักษณะภายในเพิ่มขึ้นและครอบคลุมไปถึงความปรารถนาในส่วนลึกด้วย (เทียบ 12:34; 23:25-28) เราจะละเว้นรายละเอียดของธรรมบัญญัติมิได้ เว้นแต่ว่าจะได้ปฏิบัติตามธรรมบัญญัตินี้อย่างสมบูรณ์แล้วเท่านั้น (ข้อ 18-19; เทียบ 13:25) ปัญหาจึงมิใช่อยู่ที่จะทำให้บทบัญญัติง่ายขึ้น แต่เป็นการปฏิบัติตามอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น (11:28) ความรักซึ่งสรุปธรรมบัญญัติเดิมอยู่แล้ว (7:12; 22:34-40//) เป็นบทบัญญัติใหม่ของพระเยซูเจ้า (ยน 13:34) และทำให้ธรรมบัญญัติทั้งหมดสมบูรณ์ไป (รม 13:8-10; กท 5:14 เทียบ คส 3:14)

i “เราบอกความจริง…”ตามตัวอักษรว่า “โดยแท้จริง (amen) เรากล่าวแก่ท่าน…” คำ อาแมน (=โดยแท้จริง เมื่อใช้เริ่มต้นประโยค - สดด 41:13 เชิงอรรถ f; รม 1:25 เชิงอรรถ p) เน้นอำนาจในการยืนยันความจริง (มธ 6:2,5,16; ยน 1:51)

j “คำกล่าวแก่คนโบราณ” หมายถึงธรรมประเพณีที่สอนต่อกันมา โดยเฉพาะในศาลาธรรม

k “ไอ้โง่” แปลว่า raqa. ในภาษาอาราเมอิก ที่มัทธิวใช้ในพระวรสาร

l “ศาลสูง” หมายถึงสภาซันเฮดรินในกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งต่างกับ “ศาล” ทั่วไปในเมืองต่าง ๆ (ข้อ 21-22)

m “ไอ้โง่บัดซบ” เป็นความหมายทั่วไปของคำกรีก “moros” แต่ชาวยิวมักใช้คำนี้เป็นคำด่าผู้ที่ทรยศ

n “แต่งงานไม่ถูกต้องตามกฎหมาย” เช่นระหว่างญาติใกล้ชิด (ดู 19:9 เชิงอรรถ b) คำภาษากรีก “porneia” โดยทั่วไปมีความหมายว่า “การล่วงประเวณี หรือมีชู้”

o แปลตามตัวอักษรว่า “คำพูดของท่านจงเป็นว่า ใช่ ใช่ ไม่ใช่ ไม่ใช่” ดูเหมือนว่าวลีนี้เป็นสูตรที่รู้จักกันดี (ดู 2 คร 1:17; ยก 5:12) อาจเข้าใจได้หลายอย่าง  1. แสดงความจริงตรงไปตรงมา ถ้าใช่ก็บอกว่าใช่ ถ้าไม่ใช่ ก็บอกว่าไม่ใช่  2. แสดงความจริงใจ คำว่าใช่ หรือไม่ใช่ ที่กล่าวออกมาสอดคล้องกับ “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” ที่อยู่ในใจ  3. เป็นการยืนยันอย่างหนักแน่น โดยกล่าวซ้ำสองหน “ใช่ ใช่” หรือ “ไม่ใช่ ไม่ใช่” เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ต้องออกพระนามพระเจ้ามาสาบาน

p ตัวอย่างในข้อ 39-40 กล่าวถึงความเสียหายที่ได้รับจากผู้อื่น สิ่งที่ไม่ต้องทำคือการตอบโต้ในลักษณะที่เป็นการแก้แค้น (ข้อ 38) เป็นกฎเกณฑ์การกำหนดโทษสำหรับผู้พิพากษา ไม่ใช่การแก้แค้นส่วนตัว (เทียบ อพย 21:25; สดด 5:10 เชิงอรรถ c) พระวรสารมิได้ห้ามการป้องกันตัวที่สมเหตุสมผลต่อการละเมิดที่ผิด (ดู ยน 18:22ฯ) และมิได้ห้ามต่อต้านความชั่วร้ายในโลกเลย

q การยึดเสื้อผ้าเป็นประกัน พระคัมภีร์อนุญาตให้ยึดได้แต่เสื้อคลุมตัวนอก ในเวลากลางวันเท่านั้น (เทียบ อพย 22:25ฯ; ฉธบ 24:12ฯ) การยึดเสื้อยาวทำเฉพาะเมื่อขายคนเป็นทาส (เทียบ ปฐก 37:23) การยึดเสื้อยาวเป็นประกันในข้อนี้จึงเป็นการพูดเกินความจริง (เทียบ 19:24)

r ข้อความว่า “จงเกลียดศัตรู” ไม่พบในพระคัมภีร์ น่าจะเป็นคำอธิบายเพิ่มของบรรดาธรรมาจารย์ คำว่า “เกลียด” ในที่นี้มาจากลักษณะของภาษาอาราเมอิก หมายความเพียงว่า “รักน้อยกว่า” หรือเป็นเพียงสำนวนพูดที่ต่อเนื่องของภาษาเดิม “ไม่บังคับให้รัก” (เทียบ ลก 14:25 กับ มธ 10:37) ถึงกระนั้น บสร 12:4-7 และเอกสารจากคุมราน (1QS 1:10) แสดงความรังเกียจต่อคนบาป ซึ่งไม่แตกต่างจากความเกลียดชังมากนัก บางที่พระเยซูเจ้าอาจอ้างถึงข้อความนี้ก็ได้

s สำเนาโบราณบางฉบับเสริมว่า “จงทำดีต่อผู้ที่เกลียดชังท่าน”

t สำเนาโบราณบางฉบับเสริมว่า “และให้ผู้ที่ทำร้ายท่าน” (เทียบ ลก 6:27ฯ)

u “คนเก็บภาษี” เป็นผู้ที่ทำงานให้ชาวโรมันซึ่งปกครองชาวยิวในสมัยนั้น จึงถูกเหยียดหยามจากคนทั่วไป (เทียบ 9:10)


(ไฟล์ "เสียงวรสาร" โดย วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ กรุงเทพฯ)

 

การให้ทาน

6  1“จงระวัง อย่าปฏิบัติศาสนกิจaของท่านต่อหน้ามนุษย์เพื่ออวดคนอื่น มิฉะนั้น ท่านจะไม่ได้รับบำเหน็จจากพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์  2ดังนั้น เมื่อท่านให้ทาน จงอย่าเป่าแตรข้างหน้าท่านเหมือนที่บรรดาคนหน้าซื่อใจคดbมักทำในศาลาธรรมและตามถนนเพื่อจะได้รับคำสรรเสริญจากมนุษย์ เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เขาได้รับบำเหน็จของเขาแล้ว  3ส่วนท่าน เมื่อให้ทาน อย่าให้มือซ้ายของท่านรู้ว่ามือขวากำลังทำสิ่งใด เพื่อทานของท่านจะได้เป็นทานที่ไม่เปิดเผย  4แล้วพระบิดาของท่านผู้ทรงหยั่งรู้ทุกสิ่ง จะประทานบำเหน็จให้ท่าน

การอธิษฐานภาวนา

5“เมื่อท่านอธิษฐานภาวนาcจงอย่าเป็นเหมือนบรรดาคนหน้าซื่อใจคด เขาชอบยืนอธิษฐานภาวนาในศาลาธรรม และตามมุมลานเพื่อให้ใคร ๆ เห็น เราบอกความจริงแก่ท่านว่า เขาได้รับบำเหน็จของเขาแล้ว  6ส่วนท่าน เมื่ออธิษฐานภาวนา จงเข้าไปในห้องส่วนตัว ปิดประตู อธิษฐานต่อพระบิดาของท่านผู้สถิตอยู่ทั่วทุกแห่ง แล้วพระบิดาของท่านผู้ทรงหยั่งรู้ทุกสิ่งจะประทานบำเหน็จให้ท่าน

วิธีอธิษฐานภาวนา บทภาวนาของพระเยซูเจ้า

7“เมื่อท่านอธิษฐานภาวนา จงอย่าพูดซ้ำเหมือนคนต่างศาสนา เขาคิดว่าถ้าเขาพูดมากพระเจ้าจะทรงสดับฟัง  8อย่าทำเหมือนเขาเลย เพราะพระบิดาของท่านทรงทราบแล้วว่าท่านต้องการอะไร ก่อนที่ท่านจะขอเสียอีก  9เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงอธิษฐานภาวนาดังนี้d

“ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย พระองค์สถิตในสวรรค์

พระนามพระองค์จงเป็นที่สักการะ

10พระอาณาจักรจงมาถึง

พระประสงค์จงสำเร็จในแผ่นดิน เหมือนในสวรรค์

11โปรดประทานอาหารประจำวันeแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายในวันนี้

12โปรดประทานอภัยแก่ข้าพเจ้าf

เหมือนข้าพเจ้าให้อภัยแก่ผู้อื่น

13โปรดช่วยข้าพเจ้าไม่ให้แพ้การประจญ

แต่โปรดช่วยให้พ้นจากความชั่วร้ายgเทอญ

14“เพราะถ้าท่านให้อภัยผู้ทำความผิด พระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์ ก็จะประทานอภัยแก่ท่านด้วย 1 5แต่ถ้าท่านไม่ให้อภัยผู้ทำความผิด พระบิดาของท่านก็จะไม่ประทานอภัยแก่ท่านเช่นเดียวกัน”

การจำศีลอดอาหาร

16“เมื่อท่านทั้งหลายจำศีลอดอาหาร จงอย่าทำหน้าเศร้าหมองเหมือนบรรดาคนหน้าซื่อใจคด เขาทำหน้าหมองคล้ำ เพื่อแสดงให้ผู้คนรู้ว่าเขากำลังจำศีลอดอาหาร  เราบอกความจริงแก่ท่านว่า เขาได้รับบำเหน็จของเขาแล้ว  17ส่วนท่าน เมื่อจำศีลอดอาหาร จงล้างหน้า ใช้น้ำมันหอมใส่ศีรษะ  18เพื่อไม่แสดงให้ผู้คนรู้ว่าท่านกำลังจำศีลอดอาหาร แต่ให้พระบิดาของท่าน ผู้สถิตอยู่ทั่วทุกแห่งทรงทราบ และพระบิดาของท่านผู้ทรงหยั่งรู้ทุกสิ่ง ก็จะประทานบำเหน็จให้ท่าน”

สมบัติแท้

19“ท่านทั้งหลายจงอย่าสะสมทรัพย์สมบัติบนแผ่นดินนี้เลย ที่นี่ทรัพย์สมบัติทั้งหลายถูกสนิมและขมวนกัดกิน และถูกขโมยเจาะช่องเข้ามาขโมยไปได้  20แต่จงสะสมทรัพย์สมบัติในสวรรค์เถิด ที่นั่นไม่มีสนิมหรือขมวนกัดกิน และขโมยก็เจาะช่องเข้ามาขโมยไปไม่ได้  21เพราะทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ใด ใจของท่านก็จะอยู่ที่นั่นด้วย”

ประทีปของร่างกาย

22“ประทีปของร่างกายคือดวงตา ดังนั้น ถ้าดวงตาของท่านเป็นปรกติดี สรรพางค์กายของท่านก็จะสว่างไปด้วย  23แต่ถ้าดวงตาของท่านไม่ดี สรรพางค์กายของท่านก็จะมืดไปด้วย ฉะนั้น ถ้าความสว่างในท่านมืดไปแล้ว ความมืดจะยิ่งมืดมิดสักเพียงใด”h

พระเจ้าและเงินทอง

24“ไม่มีใครเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนายได้ เขาจะชังนายคนหนึ่งและจะรักนายอีกคนหนึ่ง เขาจะจงรักภักดีต่อนายคนหนึ่งและจะดูหมิ่นนายอีกคนหนึ่ง ท่านทั้งหลายจะปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าและเงินทองพร้อมกันไม่ได้”

ความวางใจในพระเจ้า

25“ฉะนั้น เราบอกท่านทั้งหลายว่า อย่ากังวลถึงชีวิตของท่านว่าจะกินอะไร อย่ากังวลถึงร่างกายของท่านว่าจะนุ่งห่มอะไร ชีวิตย่อมสำคัญกว่าอาหาร และร่างกายสำคัญกว่าเครื่องนุ่งห่มมิใช่หรือ  26จงดูนกในอากาศเถิด มันมิได้หว่าน มิได้เก็บเกี่ยว มิได้สะสมไว้ในยุ้งฉาง แต่พระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงมัน ท่านทั้งหลายมิได้มีค่ามากกว่านกหรือ  27ท่านใดบ้างที่กังวลแล้วต่ออายุของตนให้ยาวออกไปอีกสักหนึ่งวันได้  28ท่านจะกังวลถึงเครื่องนุ่งห่มทำไม จงพิจารณาดอกไม้ในทุ่งนาเถิด มันเจริญงอกงามขึ้นได้อย่างไร มันไม่ทำงาน มันไม่ปั่นด้าย  29แต่เราบอกท่านทั้งหลายว่า กษัตริย์ซาโลมอนเมื่อทรงเครื่องอย่างหรูหรา ก็ยังไม่งดงามเท่าดอกไม้นี้ดอกหนึ่ง  30แม้แต่หญ้าในทุ่งนา ซึ่งมีชีวิตอยู่วันนี้ รุ่งขึ้นจะถูกโยนทิ้งในเตาไฟ  พระเจ้ายังทรงตกแต่งเช่นนี้ พระองค์จะไม่สนพระทัยท่านมากกว่านั้นหรือ ท่านช่างมีความเชื่อน้อยจริง  31ดังนั้น อย่ากังวลและกล่าวว่า ‘เราจะกินอะไร หรือจะดื่มอะไร  หรือเราจะนุ่งห่มอะไร’  32เพราะสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คนต่างศาสนาแสวงหา พระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์ทรงทราบแล้วว่าท่านต้องการทุกสิ่งเหล่านี้  33จงแสวงหาพระอาณาจักรของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มทุกสิ่งเหล่านี้ให้”

34“เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายอย่ากังวลถึงวันพรุ่งนี้ เพราะวันพรุ่งนี้จะกังวลสำหรับตนเอง แต่ละวันมีทุกข์พออยู่แล้ว”

6 a “ปฏิบัติศาสนกิจ” แปลตามตัวอักษรว่า “ทำความชอบธรรม” ได้แก่ปฏิบัติกิจการดีซึ่งทำให้ผู้กระทำเป็นผู้ชอบธรรมเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า สำหรับชาวยิว กิจการดีที่ว่านี้ คือการให้ทาน (ข้อ 2-4) การอธิษฐานภาวนา (ข้อ 5-6) การจำศีลอดอาหาร (ข้อ 16-18) เป็นกิจการหลัก

b “คนหน้าซื่อใจคด” หมายถึงคนศรัทธาจอมปลอม ที่แสดงความศรัทธาเพียงผิวเผิน และมุ่งให้ใคร ๆ เห็น ในพระวรสาร คำนี้มักจะหมายถึงชาวฟาริสีโดยเฉพาะ (เทียบ 15:7; 22:18; 23:13-15)

c พระเยซูเจ้าทรงให้แบบฉบับการอธิษฐานภาวนาใน 14:23 และทรงแนะนำสั่งสอนบรรดาศิษย์ถึงหน้าที่และวิธีการอธิษฐานภาวนาด้วย คำอธิษฐานภาวนาต้องแสดงความถ่อมตนเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า (ลก 18:10-14) และต่อหน้ามนุษย์ (มธ 6:5-6; มก 12:40//) คำภาวนาต้องมาจากใจมากกว่าจากปากเฉย ๆ (6:7) ต้องมีความไว้ใจในพระทัยดีของพระเจ้า (6:8; 7:7-11//) และต้องมั่นคงไม่ท้อถอย (ลก 11:5,8; 18:1-8) พระเจ้าทรงสดับฟังผู้ที่ภาวนาด้วยความเชื่อ (21:22//) ในพระนามของพระเยซูเจ้า (18:19-20; ยน 14:13-14; 15:7,16; 16:23-27) วอนขอสิ่งที่ดี (7:11) เช่น วอนขอพระจิตเจ้า (ลก 11:13) วอนขอการอภัยบาป (มก 11:25) วอนขอความดีสำหรับผู้เบียดเบียน (5:44//; เทียบ ลก 23:34) และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง วอนขอให้พระอาณาจักรของพระเจ้ามาถึง และความรอดพ้นในเวลาวิกฤตการณ์สุดท้าย (24:20//; 26:41//; ลก 21:36 ดู ลก 22:31-32) นี่เป็นเนื้อหาของคำภาวนาตัวอย่างที่พระเยซูเจ้าทรงสอนไว้ (มธ 9:9-15//)

d บทภาวนาของพระเยซูเจ้าตามที่มัทธิวบันทึกไว้ มีคำอ้อนวอน 7 ข้อ เลข 7 เป็นเลขที่มัทธิวชอบมาก ดังจะเห็นได้ในลำดับพระวงศ์ของพระเยซูเจ้ามี 2 คูณ 7 ชั่วคน (1:17) บรมสุข 7 ประการ (5:4 เชิงอรรถ e)  เรื่องอุปมา 7 เรื่อง (13:3 เชิงอรรถ b) เราต้องให้อภัยไม่ใช่แค่ 7 ครั้ง แต่ 70 คูณ 7 ครั้ง (8:22) ทรงประณามชาวฟาริสี 7 ครั้ง (23:13 เชิงอรรถ h) และพระวรสารแบ่งเป็น 7 ตอน

e คำภาษากรีก (epiousios) มีความหมายคลุมเครือ คำแปลที่เคยใช้ (“ประจำวัน”) มีความเป็นไปได้มากที่สุด แต่คำนี้ยังอาจแปลได้อีกว่า “ที่จำเป็นสำหรับชีวิต” หรือ “สำหรับวันพรุ่งนี้” คำแปลที่ถูกต้องจะเป็นอะไรก็ตาม ความหมายก็คือว่า เราต้องวอนขอพระเจ้าให้ประทานเพียงสิ่งที่จำเป็นเพื่อดำรงชีพเท่านั้น ไม่ใช่ขอความร่ำรวยหรือสิ่งฟุ่มเฟือย


(ไฟล์ "เสียงวรสาร" โดย วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ กรุงเทพฯ)

 

อย่าตัดสินผู้อื่น

7  1“อย่าตัดสินเขา และท่านจะไม่ถูกพระเจ้าตัดสินa  2ท่านตัดสินเขาอย่างไร พระเจ้าจะทรงตัดสินท่านอย่างนั้น ท่านใช้ทะนานใดตวงให้เขา พระเจ้าจะทรงใช้ทะนานนั้นตวงให้ท่าน  3ทำไมท่านจึงมองดูเศษฟางในดวงตาของพี่น้อง แต่ไม่สังเกตเห็นท่อนซุงในดวงตาของตนเลย  4ท่านจะกล่าวแก่พี่น้องได้อย่างไรว่า ‘ปล่อยให้ฉันเขี่ยเศษฟางออกจากดวงตาของท่านเถิด’ ขณะที่มีท่อนซุงอยู่ในดวงตาของท่าน  5ท่านคนหน้าซื่อใจคดเอ๋ย จงเอาท่อนซุงออกจากดวงตาของท่านก่อนเถิด แล้วจะได้เห็นชัดก่อนไปเขี่ยเศษฟางออกจากดวงตาของพี่น้อง

อย่าเหยียดหยามสิ่งศักดิ์สิทธิ์

6“อย่าให้ของศักดิ์สิทธิ์bแก่สุนัข อย่าโยนไข่มุกให้สุกรเพราะมันจะเหยียบย่ำทำให้เสียของ และหันมากัดท่านอีกด้วย”

คำภาวนาที่ได้ผล

7“จงขอเถิด แล้วท่านจะได้รับ จงแสวงหาเถิด แล้วท่านจะพบ จงเคาะประตูเถิด แล้วเขาจะเปิดประตูรับท่าน”

8“เพราะคนที่ขอย่อมได้รับ คนที่แสวงหาย่อมพบ คนที่เคาะประตูย่อมมีผู้เปิดประตูให้  9ท่านใดที่ลูกขออาหาร จะให้ก้อนหินหรือ  10ถ้าลูกขอปลา จะให้งูหรือ  11แม้แต่ท่านทั้งหลายที่เป็นคนชั่ว ยังรู้จักให้ของดี ๆ แก่ลูก แล้วพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์จะไม่ประทานของดี ๆ แก่ผู้ที่ทูลขอพระองค์มากกว่านั้นหรือ”

กฎปฏิบัติc

12“ท่านอยากให้เขาทำกับท่านอย่างไร ก็จงทำกับเขาอย่างนั้นเถิด นี่คือธรรมบัญญัติและคำสอนของบรรดาประกาศก”

ทางสองแพร่งd

13“จงเข้าทางประตูแคบ เพราะประตูและทางที่นำไปสู่หายนะนั้นeกว้างขวาง คนที่เข้าทางนี้มีจำนวนมาก  14แต่ประตูและทางซึ่งนำไปสู่ชีวิตนั้นคับแคบ คนที่พบทางนี้มีจำนวนน้อย”

ประกาศกเทียม

15“จงระวังประกาศกเทียมfซึ่งมาพบท่าน นุ่งห่มเหมือนแกะ แต่ภายในคือสุนัขป่าดุร้าย  16ท่านจะรู้จักเขาได้จากผลงานของเขา มีใครบ้างเก็บผลองุ่นจากต้นหนาม  หรือเก็บผลมะเดื่อเทศจากพงหนาม  17ในทำนองเดียวกัน ต้นไม้พันธุ์ดีย่อมเกิดผลดี  ต้นไม้พันธุ์ไม่ดีย่อมเกิดผลไม่ดี  18ต้นไม้พันธุ์ดีจะเกิดผลไม่ดีมิได้ และต้นไม้พันธุ์ไม่ดีก็ไม่อาจเกิดผลดีได้  19ต้นไม้ทุกต้นที่ไม่เกิดผลดีย่อมถูกโค่นทิ้งในกองไฟ 20เพราะฉะนั้น ท่านจะรู้จักประกาศกเทียมได้จากผลงานของเขา”

ศิษย์แท้

21“คนที่กล่าวแก่เราว่า ‘พระเจ้าข้า พระเจ้าข้า’ นั้นมิใช่ทุกคนจะได้เข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระบิดาของเรา ผู้สถิตในสวรรค์นั่นแหละจะเข้าสู่สวรรค์ได้  22ในวันนั้นgหลายคนจะกล่าวแก่เราว่า ‘พระเจ้าข้า พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ประกาศพระวาจาในพระนามของพระองค์ ขับไล่ปีศาจในพระนามของพระองค์ และได้กระทำอัศจรรย์หลายประการในพระนามของพระองค์มิใช่หรือ’  23เมื่อนั้น เราจะกล่าวแก่เขาว่า ‘เราไม่เคยรู้จักท่านทั้งหลายเลย ท่านผู้กระทำความชั่ว จงไปให้พ้นหน้าเรา

24“ผู้ใดฟังถ้อยคำเหล่านี้ของเราและปฏิบัติตาม ก็เปรียบเสมือนคนมีปัญญาที่สร้างบ้านไว้บนหิน  25ฝนจะตก น้ำจะไหลเชี่ยว ลมจะพัดโหมเข้าใส่บ้านหลังนั้น บ้านก็ไม่พัง เพราะมีรากฐานอยู่บนหิน  26ผู้ใดที่ฟังถ้อยคำเหล่านี้ของเรา และไม่ปฏิบัติตามก็เปรียบเสมือนคนโง่เขลาที่สร้างบ้านไว้บนทราย  27เมื่อฝนตก น้ำไหลเชี่ยว ลมพัดโหมเข้าใส่บ้านหลังนั้น มันก็พังทลายลงและเสียหายมาก”

ความพิศวงของประชาชน

28เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสถ้อยคำเหล่านี้จบแล้ว ประชาชนต่างพิศวงในคำสั่งสอนของพระองค์  29เพราะพระองค์ทรงสอนเขาอย่างผู้มีอำนาจ ไม่ใช่สอนเหมือนบรรดาธรรมาจารย์ของเขาh

f  ต้นฉบับใช้คำว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลาย” ตัดคำว่า “ทั้งหลาย” ออกเพื่อให้ตรงกับบทภาวนาตามพิธีกรรม

g  หรือ “พ้นภัย” สำเนาบางฉบับเพิ่ม “เหตุว่าพระอาณาจักร พระอานุภาพ และพระสิริรุ่งโรจน์เป็นของพระองค์ตลอดนิรันดร์ อาแมน” ( ข้อความนี้เพิ่มเข้ามาจากการใช้ในพิธีกรรม)

h ตาจะดีหรือไม่ดีอยู่ที่ว่าจะรับแสงสว่างได้ดีหรือไม่  อย่างไรก็ตาม ตาบอดทางร่างกายยังเลวน้อยกว่าตาบอดทางจิตใจ

7 a “อย่าตัดสินเขา และท่านจะไม่ถูกพระเจ้าตัดสิน” ในภาษาเดิมหลีกเลี่ยงการใช้พระนามพระเจ้าในข้อนี้ และข้อต่อไปด้วย (เทียบ ยก 4:12)

b “ของศักดิ์สิทธิ์” หมายถึงเนื้อสัตว์ที่ถวายบูชาในพระวิหาร (ดู อพย 22:30; ลนต 22:14) ในทำนองเดียวกัน คำสอนที่ประเสริฐเรื่องพระอาณาจักรต้องไม่ให้กับคนที่ไม่สามารถรับไปทำให้เกิดประโยชน์ หรือยิ่งกว่านั้น อาจนำไปใช้ในทางที่ผิดด้วย เราไม่ทราบว่า “สุนัข” ในที่นี้เป็นสัญลักษณ์หมายถึงใคร อาจหมายถึงชาวยิวที่ต่อต้าน หรืออาจหมายถึงคนต่างศาสนา (เทียบ 15:26)

c คำพังเพยนี้รู้จักกันดีในสมัยโบราณ โดยเฉพาะในหมู่ชาวยิว (ดู ทบต 4:15) แต่ในรูปแบบเชิงปฏิเสธ คือ “อย่าทำต่อผู้อื่น สิ่งที่ท่านไม่ปรารถนาให้เขาทำแก่ท่าน” รูปแบบเชิงบวกที่พระเยซูเจ้าทรงสอน และนิยมใช้กันต่อมาเรียกร้องมากกว่า

d คำสอนเรื่องทางสองแพร่ง คือทางแห่งความดีและทางแห่งความเลวที่มนุษย์ต้องเลือก เป็นคำสอนโบราณที่รู้จักดีในหมู่ชาวยิว (ดู ฉธบ 30:15-20; สดด 1; สภษ 4:18-19; 12:28; 15:24; บสร 15:17; 33:14) คำสอนนี้เขียนไว้ในหนังสือเล็ก ๆ ที่มีชื่อว่า Didache และคำแปลภาษาละตินซึ่งมีชื่อว่า Doctrina Apostolorum อิทธิพลของหนังสือนี้เห็นได้ใน 5:14-18; 7:12-14; 19:16-26; 22:34-40 และใน รม 12:16-20; 13:8-12

e สำเนาโบราณบางฉบับว่า “ประตูที่นำไปสู่หายนะนั้นใหญ่ และหนทางก็กว้าง”

f “ประกาศกเทียม” หมายถึงอาจารย์เท็จที่ทำเป็นคนศรัทธา เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว (ดู 24:4ฯ,24)

g “ในวันนั้น” หมายถึง วันพิพากษา

h บรรดาธรรมาจารย์มักจะอ้าง “ธรรมประเพณี” ของคนโบราณมาสนับสนุนคำสอนของตนเสมอ สำเนาโบราณบางฉบับว่า “ธรรมาจารย์และฟาริสี”


(ไฟล์ "เสียงวรสาร" โดย วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ กรุงเทพฯ)

 

III พระเยซูเจ้าทรงประกาศอาณาจักรสวรรค์

เรื่องเล่า : การอัศจรรย์สิบประการ

พระเยซูเจ้าทรงรักษาคนโรคเรื้อน

1เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จลงมาจากภูเขา ประชาชนจำนวนมากติดตามพระองค์  2ทันใดนั้น คนโรคเรื้อนคนหนึ่งมาเฝ้าพระองค์ กราบลงทูลว่า “พระเจ้าข้า ถ้าพระองค์พอพระทัย ก็ทรงรักษาข้าพเจ้าให้หายได้”  3พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์สัมผัสเขา ตรัสว่า “เราพอใจ จงหายเถิด” โรคเรื้อนก็หายไปทันทีa  4พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาอีกว่า  “ระวัง อย่าบอกให้ใครรู้เลย จงไปแสดงตนแก่สมณะและถวายเครื่องบูชาตามที่โมเสสกำหนด เพื่อเป็นพยานหลักฐานแก่คนทั้งหลาย”

พระเยซูเจ้าทรงรักษาผู้รับใช้ของนายร้อย

5เมื่อพระองค์เสด็จเข้าเมืองคาเปอรนาอุม นายร้อยคนหนึ่งเข้ามาเฝ้าพระองค์ ทูลอ้อนวอนว่า  6“พระองค์เจ้าข้า ผู้รับใช้ของข้าพเจ้าเป็นอัมพาตนอนอยู่ที่บ้าน ต้องทรมานอย่างสาหัส”  7พระเยซูเจ้าจึงตรัสกับเขาว่า “เราจะไปรักษาเขาให้หาย”  8แต่นายร้อยทูลตอบว่า “พระองค์เจ้าข้า ข้าพเจ้าไม่สมควรให้พระองค์เสด็จเข้ามาในบ้านของข้าพเจ้า แต่ขอพระองค์ตรัสเพียงคำเดียวเท่านั้น ผู้รับใช้ของข้าพเจ้าก็จะหายจากโรค  9ข้าพเจ้าเป็นคนอยู่ใต้บังคับบัญชา แต่ยังมีทหารอยู่ใต้บังคับบัญชาด้วย ข้าพเจ้าสั่งทหารคนนี้ว่า ‘ไป’ เขาก็ไป สั่งอีกคนหนึ่งว่า ‘มา’ เขาก็มา ข้าพเจ้าสั่งผู้รับใช้ว่า  ‘ทำนี่’ เขาก็ทำ 10เมื่อพระเยซูเจ้าทรงได้ยินเช่นนี้ ทรงประหลาดพระทัย จึงตรัสแก่บรรดาผู้ติดตามว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เรายังไม่เคยพบใครมีความเชื่อbมากเช่นนี้ในอิสราเอลเลย  11เราบอกท่านทั้งหลายว่า คนจำนวนมากจะมาจากทิศตะวันออกและตะวันตก และจะนั่งร่วมโต๊ะcกับอับราฮัม อิสอัคและยาโคบในอาณาจักรสวรรค์  12แต่บุตรแห่งอาณาจักรdจะถูกขับไล่ออกไปในที่มืดข้างนอกที่นั่น จะมีแต่การร่ำไห้คร่ำครวญ และขบฟันด้วยความขุ่นเคือง”e  13แล้วพระเยซูเจ้าจึงตรัสกับนายร้อยว่า “จงไปเถิด จงเป็นไปตามที่ท่านเชื่อนั้นเถิด” ผู้รับใช้ของเขาก็หายจากโรคในเวลานั้นเอง

พระเยซูเจ้าทรงรักษามารดาของภรรยาเปโตร

14เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จเข้าไปในบ้านของเปโตร ทรงเห็นมารดาของภรรยา

เปโตรนอนป่วยเป็นไข้  15พระองค์จึงทรงจับมือนาง นางก็หายไข้ ลุกขึ้นและปรนนิบัติรับใช้พระองค์

พระเยซูเจ้าทรงรักษาผู้ป่วยจำนวนมาก

16เย็นวันนั้น ประชาชนนำผู้ถูกปีศาจสิงจำนวนมากมาเฝ้าพระองค์ พระองค์ทรงขับปีศาจเหล่านี้ออกไปด้วยพระวาจา และทรงบำบัดรักษาผู้ป่วยทุกคน  17เพื่อให้พระวาจาที่ได้ตรัสไว้ทางประกาศกอิสยาห์เป็นความจริงว่า พระองค์ทรงรับเอาความอ่อนแอของเราไว้ และทรงแบกความเจ็บป่วยของเราf

ศิษย์ของพระเยซูเจ้าต้องอุทิศตนโดยไม่มีเงื่อนไข

18พระเยซูเจ้าทรงเห็นประชาชนห้อมล้อมพระองค์ จึงทรงสั่งบรรดาศิษย์ให้ข้ามทะเลสาบไปอีกฝั่งหนึ่งg  19ธรรมาจารย์คนหนึ่งเข้ามาทูลว่า “พระอาจารย์ ข้าพเจ้าอยากติดตามพระองค์ไปทุกแห่งที่พระองค์จะเสด็จ”  20พระเยซูเจ้าจึงตรัสกับเขาว่า “สุนัขจิ้งจอกยังมีโพรง นกในอากาศยังมีรัง แต่บุตรแห่งมนุษย์hไม่มีที่จะวางศีรษะ”

21ศิษย์อีกคนหนึ่งทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า ขอทรงอนุญาตให้ข้าพเจ้าไปฝังศพบิดาของข้าพเจ้าเสียก่อน”  22แต่พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “จงตามเรามา และปล่อยให้คนตายฝังคนตายของตนเถิด”

พระเยซูเจ้าทรงทำให้พายุสงบ

23พระเยซูเจ้าเสด็จลงเรือ บรรดาศิษย์ติดตามพระองค์ไปด้วย  24ทันใดนั้น เกิดพายุแรงกล้าในทะเลสาบ คลื่นสูงจนไม่เห็นเรือ แต่พระองค์บรรทมหลับ  25บรรดาศิษย์จึงเข้ามาปลุกพระองค์ ทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า ช่วยด้วยเถิด เรากำลังจะพินาศอยู่แล้ว”  26พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “ทำไมจึงตกใจกลัวเล่า ท่านช่างมีความเชื่อน้อยเหลือเกิน” แล้วทรงลุกขึ้น บังคับลมและทะเล ท้องทะเลก็สงบราบเรียบ  27คนทั้งหลายต่างประหลาดใจ พูดว่า “ท่านผู้นี้เป็นใครหนอ ลมและทะเลจึงยอมเชื่อฟังเช่นนี้”

ชาวกาดาราผู้ถูกปีศาจสิง

28พระเยซูเจ้าเสด็จข้ามฟากมาถึงดินแดนของชาวกาดาราiผู้ถูกปีศาจสิงสองคนjออกจากบริเวณหลุมศพมาเฝ้าพระองค์ ทั้งสองคนดุร้ายมากจนไม่มีใครเดินผ่านทางนั้นได้  29ทันใดนั้น ทั้งสองคนร้องตะโกนว่า “ข้าแต่บุตรของพระเจ้า ท่านมายุ่งกับเราทำไม ท่านมาที่นี่เพื่อทรมานเราก่อนเวลาหรือ”k  30ไม่ไกลจากที่นั่นมีหมูฝูงใหญ่กำลังหากินอยู่

  31พวกปีศาจจึงอ้อนวอนพระองค์ว่า “ถ้าท่านขับไล่พวกเรา ขอได้ส่งเราเข้าไปในหมูฝูงนั้นเถิด”  32พระองค์ตรัสกับมันว่า “จงไปเถิด” พวกปีศาจจึงออกไปสิงในหมู  หมูทั้งฝูงต่างวิ่งกระโจนจากหน้าผาลงไปในทะเลสาบ จมน้ำตาย  33คนเลี้ยงหมูหนีเข้าไปในเมืองเล่าเรื่องทั้งหมดนี้และเรื่องผู้ถูกปีศาจสิงด้วย  34คนทั้งเมืองต่างออกมาเฝ้าพระเยซูเจ้า เมื่อเห็นพระองค์ ก็ทูลขอพระองค์ให้เสด็จออกไปจากเขตแดนของเขา

8 a พระเยซูเจ้าทรงใช้การอัศจรรย์เพื่อแสดงอำนาจที่ทรงมีเหนือธรรมชาติ (8:23-27; 14:22-33//) โดยเฉพาะเหนือโรคภัยไข้เจ็บ (8:1-4,5-13,14-15; 9:1-8,20-22,27-31; 14:14,36; 15:30; 20:29-34//; มก 7:32-37; 8:22-26; ลก 14:1-6; 17:11-19; ยน 5:1-16; 9:1-14) เหนือความตาย (มธ 9:23-26//; ลก 7:11-17; ยน 11:1-44) เหนือปีศาจ (มธ 8:29 เชิงอรรถ k) เรื่องเล่าเกี่ยวกับการอัศจรรย์ของพระเยซูเจ้าเขียนอย่างซื่อ ๆ ไม่เสริมรายละเอียดมากนัก ต่างกับเรื่องเล่าการอัศจรรย์ของชาวกรีกหรือของธรรมาจารย์ชาวยิว ซึ่ง มักใช้จินตนาการขยายรายละเอียดอย่างพิศดาร ความแตกต่างยังเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในการที่พระเยซูเจ้าทรงให้ความหมายด้านจิตใจและสัญลักษณ์แก่การอัศจรรย์ของพระองค์ การอัศจรรย์เหล่านี้ประกาศว่าพระเจ้าเสด็จมาพิพากษาในยุคพระเมสสิยาห์ (21:18-22//) และประกาศถึงสิทธิพิเศษที่ยุคนี้นำมาให้ (11:5 เชิงอรรถ d; 14:13-21; 15:32-39//; ลก 5:4-11; ยน 2:1-11; 21:4-14) การอัศจรรย์เป็นเครื่องหมายแรกแห่งชัยชนะของพระจิตเจ้าเหนืออาณาจักรของซาตาน (8:29 เชิงอรรถ k) เหนืออำนาจแห่งความชั่ว ไม่ว่าบาป (9:2 เชิงอรรถ b) หรือโรคภัยไข้เจ็บ (8:17 เชิงอรรถ f) แรงบันดาลใจในการทำการอัศจรรย์บางครั้งคือความเมตตาสงสาร (20:34; มก 1:41; ลก 7:13) แต่ส่วนใหญ่พระองค์ทรงทำการอัศจรรย์เพื่อปลุกและเสริมความเชื่อให้เข้มแข็งขึ้น (มธ 8:10 เชิงอรรถ b; ยน 2:11 เชิงอรรถ f) ดังนั้น พระเยซูเจ้าทรงทำการอัศจรรย์เมื่อทรงไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้วเสมอ ทรงเรียกร้องให้รักษาความลับเมื่อทรงเห็นด้วยที่จะทำการอัศจรรย์ (มก 1:34 เชิงอรรถ m) และทรงปล่อยให้พระบิดาในสวรรค์บันดาลให้เกิดความเชื่อ ซึ่งมิได้เกิดจาก “เลือดเนื้อ” (มธ 16:17) เมื่อทรงส่งบรรดาอัครสาวกไปประกาศพระอาณาจักร พระองค์ทรงมอบอำนาจของพระองค์ในการรักษาโรคให้เขา (10:1,8//) และเพราะเหตุนี้มัทธิวจึงเล่าถึงการอัศจรรย์สิบประการ (บทที่ 8-9) ก่อนที่จะกล่าวถึงคำปราศรัยเรื่องธรรมทูต (บทที่ 10) การอัศจรรย์เหล่านี้เป็นเครื่องหมายรับรองการเป็นธรรมทูตของบรรดาศิษย์ (มก 16:17ฯ; กจ 2:22; (ดู 1:8 เชิงอรรถ j)

b ความเชื่อที่พระเยซูเจ้าทรงเรียกร้องตั้งแต่ทรงเริ่มเทศนาสั่งสอน (มก 1:15) และทรงเรียกร้องตลอดพระภารกิจของพระองค์ หมายถึงการมีความวางใจและมอบตนแด่พระองค์ ประชาชนต้องไม่ไว้ใจในพละกำลังหรือแผนการของตน แต่ต้องมอบตนไว้ใต้อำนาจของพระองค์ที่เขาเชื่อและยอมให้พระวาจาของพระองค์ชี้นำเขา (21:25 เชิงอรรถ p,32; ลก 1:20,45) พระเยซูเจ้าทรงเรียกร้องความเชื่อเช่นนี้ โดยเฉพาะเมื่อทรงทำอัศจรรย์ (8:13; 9:2//,22//,28-29; 15-28; มก 5:36//; 10:52//; ลก 17:19) อัศจรรย์ไม่เป็นเพียงกิจการแสดงพระเมตตาเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องหมายรับรองภารกิจของพระองค์ และเป็นพยานถึงพระอาณาจักร (มธ 8:3 เชิงอรรถ a; ดู ยน 2:11 เชิงอรรถ f) พระองค์จึงไม่สามารถทำอัศจรรย์ได้หากไม่พบความเชื่อ เพราะถ้าไม่มีความเชื่ออัศจรรย์ก็ไร้ความหมายที่แท้จริง (มธ 12:38-39; 13:58//; 16:1-4) เนื่องด้วยความเชื่อเรียกร้องให้คนหนึ่งสละตนทั้งหมด ได้แก่ความคิดและจิตใจ จึงเป็นการถ่อมตนที่ทำได้ไม่ง่าย หลายคนจึงไม่ยอมทำ โดยเฉพาะในหมู่ชาวอิสราเอล (8:10//; 15:28; 27:42//; ลก 18:8) หรือทำโดยไม่เต็มใจ (มก 9:24; ลก 8:13) แม้แต่บรรดาศิษย์ก็ยังไม่ค่อยยอมเชื่อ (8:26//; 14:31; 16:8; 17:20//) และยังคงลังเลใจหลังจากที่ทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้วอีกด้วย (28:17; มก 16:11-14; ลก 24:11,25,41) เมื่อความเชื่อมั่นคง ก็ก่อให้เกิดอัศจรรย์ (17:20//; 21:21//; มก 16:17) และพระเจ้าไม่ทรงปฏิเสธผู้วอนขอด้วยความเชื่อ (21:22//;มก 9:23) โดยเฉพาะเมื่อวอนขออภัยบาป (9:2//; ลก 7:50) และวอนขอความรอดพ้น เพราะความเชื่อเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นเพื่อจะได้สิ่งที่วอนขอนี้ (มก 16:16; ลก 8:12 ดู กจ 3:16 เชิงอรรถ l)

c ตามความคิดจาก อสย 25:6 ชาวยิวมักบรรยายความยินดีแห่งยุคพระเมสสิยาห์ว่าเป็นเหมือนงานเลี้ยง (ดู  มธ 22:2-14; 26:29//; ลก 14:15; วว 3:20; 19:9)

d “บุตรแห่งพระอาณาจักร” หมายถึงชาวยิว ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมชาติแห่งพระสัญญา คนต่างศาสนาจะเข้ามาแทนที่เพราะมีความเหมาะสมกว่า

e “การร่ำไห้คร่ำครวญ และขบฟันด้วยความขุ่นเคือง” เป็นภาพพจน์ในพระคัมภีร์ แสดงถึงความผิดหวัง และความล้มเหลวของคนชั่ว เมื่อเขาจะเห็นผู้ชอบธรรมได้รับบำเหน็จรางวัล (ดู โยบ 16:9; สดด 37:12; 112:10) มัทธิวใช้ภาพนี้บรรยายถึงการถูกลงโทษในนรก

f ประกาศกอิสยาห์ได้กล่าวไว้ว่าผู้รับใช้ของพระเจ้าได้ “รับเอา” ความทุกข์ของเราไว้กับตน ในความหมายที่ว่าความทุกข์ทรมานของผู้รับใช้เป็นการชดเชยบาปของมนุษย์ มัทธิวยกข้อความนี้มาอธิบายว่าพระเยซูเจ้าทรง “ขจัด” ความทุกข์โดยทำอัศจรรย์รักษาโรค การตีความเช่นนี้อาจดูเหมือนว่าเป็นการบิดเบือนความหมาย แต่โดยแท้จริงแล้วเป็นความหมายลึกซึ้งทางเทววิทยา พระเยซูเจ้าเสด็จมาในโลกในฐานะ “ผู้รับใช้” เพื่อรับภาระชดเชยบาป เพราะเหตุนี้ พระองค์จึงทรงสามารถขจัดความเจ็บป่วยทางร่างกายออกไปได้ ความเจ็บป่วยนั้นเป็นโทษของบาป

g หมายถึงฝั่งตะวันออกของทะเลสาบทิเบเรียส

h “บุตรแห่งมนุษย์” เป็นวลีซึ่งในพันธสัญญาใหม่พบได้ในพระวรสาร และใน กจ 7:56; วว 1:13; 14:14 เท่านั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พระเยซูเจ้าทรงชอบใช้วลีนี้หมายถึงพระองค์เอง วลีนี้มาจากภาษาอาราเมอิก ซึ่งแต่เดิมมีความหมายว่า “มนุษย์” (เทียบ อสค 2:1 เชิงอรรถ b) แต่ดูเหมือนว่าในสมัยของพระเยซูเจ้า ผู้พูดมักใช้วลีนี้หมายถึงตนเอง โดยเฉพาะเพื่อจะได้ไม่เน้นความสำคัญของผู้พูด ในเมื่อข้อความที่กล่าวนั้นฟังแล้วดูเหมือนจะเกินความจริงและขัดหูใน ดนล 7:13 เชิงอรรถ k วลีนี้ใช้หมายถึงผู้ทรงเกียรติซึ่งจะรับอาณาจักรในวาระสุดท้ายจากพระเจ้า ต่อมาวลีนี้ใช้ในความหมายเดียวกันในหนังสือประเภทวิวรณ์ Book of  Enoch บรรดาผู้นิพนธ์พระวรสารคงเข้าใจวลีนี้ในความหมายสุดท้ายนี้ด้วย (13:13 เชิงอรรถ e; 26:64 เชิงอรรถ u)

i “กาดารา” เป็นแคว้นที่ได้ชื่อมาจากเมืองกาดารา ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทะเลสาบทิเบเรียส สำเนาโบราณบางฉบับใช้ว่า “ชาวเกราเซน” Gerasenes (มก ลก และ มธ ฉบับ vulg.) ซึ่งเป็นนามที่มาจากชื่อเมืองอีกเมืองหนึ่ง คือ Gerasa หรือ Chorsia สำเนาโบราณบางฉบับว่า “Gergesenes” หรือชาวแกร์เกซาซึ่งเป็นอีกเมืองหนึ่งตามความคิดของ Origen เพราะว่าทั้งเมือง Gadara และ Gerasa อยู่ห่างจากทะเลสาบหลายกิโลเมตร

j ในการเล่าเรื่องการอัศจรรย์และการรักษาโรค มัทธิวจะเล่าว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องมีสองคน เช่น ผู้ถูกปีศาจสิงสองคนในเรื่องนี้ แต่ใน มก และ ลก มีเพียงคนเดียว นอกนั้น ยังมีเรื่องคนตาบอดสองคนที่เมืองเยรีโค (20:30) คนตาบอดสองคนที่เมืองเบธไซดา ซึ่งอาจเป็นเหตุการณ์เดียวกับที่ มธ เล่าซ้ำอีก (9:27)

k พระเยซูเจ้าทรงทำลายอาณาจักรของซาตานด้วยพระอานุภาพเหนือปีศาจ (12:28//; ลก 10:17-19; เทียบ ลก 4:6; ยน 12:31 เชิงอรรถ I) และทรงสถาปนาพระอาณาจักรของพระเมสสิยาห์ ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของพระจิตเจ้า (อสย 11:2 เชิงอรรถ c; ยอล 3:1ฯ การถูกปีศาจสิง 12:43-45, 43 เชิงอรรถ n) มักจะมีความเจ็บไข้ อันเป็นเครื่องหมายเด่นชัดของอำนาจของซาตานตามมาด้วย (9:2 เชิงอรรถ b, ลก 13:16) เพราะฉะนั้น เรื่องการไล่ปีศาจในพระวรสาร ซึ่งบ่อย ๆ เล่าว่าเป็นการไล่ปีศาจเพียงอย่างเดียวเท่านั้นเหมือนกับที่นี่ (ดู 15:21-28//; มก 1:23-28//; ลก 8:2) น่าจะเป็นการรักษาโรคควบคู่ไปด้วย (มธ 9:32-34; 12:22-24//; 17:14-18; ลก 13:10,17) แม้ว่าชาวอิสราเอลปฏิเสธไม่ยอมรับพระเยซูเจ้า (12:24-32) บรรดาปีศาจไม่มีความสงสัยในพระองค์เลย เช่นที่นี่และใน มก 1:24//; 3:11//; ลก 4:41; กจ 16:17; 19:15 พระเยซูเจ้าทรงมอบอำนาจไล่ปีศาจให้แก่บรรดาศิษย์พร้อมกับอำนาจรักษาโรคโดยอัศจรรย์ (10:1,8// ; ซึ่งมีความต่อเนื่องกัน, 8:3 เชิงอรรถ a;  4:24; 8:16//; ลก 13:32)


(ไฟล์ "เสียงวรสาร" โดย วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ กรุงเทพฯ)

 

พระเยซูเจ้าทรงรักษาคนอัมพาต

9  1พระเยซูเจ้าเสด็จลงเรือข้ามฝั่งกลับมายังเมืองของพระองค์a  2ทันใดนั้น มีผู้หามคนอัมพาตคนหนึ่งนอนบนแคร่มาเฝ้าพระองค์ เมื่อพระเยซูเจ้าทรงเห็นความเชื่อของเขา จึงตรัสแก่คนอัมพาตว่า “ทำใจดี ๆ ไว้เถิด ลูกเอ๋ย บาปของท่านได้รับการอภัยแล้ว”b  3ธรรมาจารย์บางคนคิดในใจว่า “คนนี้กล่าวดูหมิ่นพระเจ้า”  4พระเยซูเจ้าทรงทราบความคิดของเขา จึงตรัสว่า “ท่านคิดร้ายในใจทำไม  5อย่างใดง่ายกว่ากัน การบอกว่า ‘บาปของท่านได้รับการอภัยแล้ว’ หรือบอกว่า ‘ลุกขึ้น เดินไปเถิด’  6แต่เพื่อให้ท่านทราบว่า บุตรแห่งมนุษย์มีอำนาจอภัยบาปได้บนแผ่นดินนี้”พระองค์จึงตรัสสั่งคนอัมพาตว่า “จงลุกขึ้น แบกแคร่ กลับบ้านเถิด”  7เขาก็ลุกขึ้นกลับไปบ้าน  8เมื่อประชาชนเห็นดังนี้ ต่างมีความกลัว ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า ผู้ประทานอำนาจเช่นนี้ให้แก่มนุษย์c

พระเยซูเจ้าทรงเรียกมัทธิว

9ขณะที่พระเยซูเจ้าทรงดำเนินไปจากที่นั่น ทรงเห็นชายคนหนึ่งชื่อมัทธิวd กำลังนั่งอยู่ที่ด่านภาษี  จึงตรัสสั่งเขาว่า “จงตามเรามาเถิด” เขาก็ลุกขึ้นตามพระองค์ไป

พระเยซูเจ้าเสวยพระกระยาหารร่วมกับคนบาป

10ขณะที่พระเยซูเจ้าทรงร่วมโต๊ะเสวยพระกระยาหารที่บ้านของมัทธิว คนเก็บภาษีและคนบาปหลายคนeมาร่วมโต๊ะกับพระองค์และบรรดาศิษย์  11เมื่อเห็นดังนี้ ชาวฟาริสีจึงถามศิษย์ของพระองค์ว่า “ทำไมอาจารย์ของท่านจึงกินอาหารร่วมกับคนเก็บภาษีและคนบาปเล่า”  12พระเยซูเจ้าทรงได้ยินดังนั้น จึงตรัสตอบว่า “คนสบายดีย่อมไม่ต้องการหมอ แต่คนเจ็บไข้ต้องการ  13จงไปเรียนรู้ความหมายของพระวาจาที่ว่า  ‘เราพอใจความเมตตากรุณา มิใช่พอใจเครื่องบูชาfเพราะเราไม่ได้มาเพื่อเรียกคนชอบธรรม แต่มาเพื่อเรียกคนบาป”

การถกเถียงเรื่องการจำศีลอดอาหาร

14วันหนึ่งบรรดาศิษย์ของยอห์นgเข้ามาทูลถามพระเยซูเจ้าว่า “ทำไมพวกเราและพวกฟาริสีจำศีลอดอาหาร แต่ศิษย์ของท่านไม่จำศีลเลย”  15พระองค์ทรงตอบว่า  “ผู้รับเชิญมาในงานแต่งงานจะโศกเศร้าหรือขณะที่เจ้าบ่าวhยังอยู่กับเขา แต่จะมีวันหนึ่งที่เจ้าบ่าวจะถูกแยกไปIวันนั้นเขาจะจำศีลอดอาหาร  16ไม่มีใครนำผ้าใหม่ไปปะเสื้อเก่า เพราะผ้าใหม่ที่นำมาปะเสื้อเก่านั้นจะหดตัว ทำให้รอยขาดมากกว่าเดิม  17ไม่มีใครใส่เหล้าองุ่นใหม่ลงในถุงหนังเก่า เพราะถุงหนังจะขาด เหล้าองุ่นจะรั่วและถุงหนังจะเสียหายไปด้วย แต่เขาย่อมใส่เหล้าองุ่นใหม่ลงในถุงหนังใหม่และทั้งสองอย่างjจะไม่เสียหาย

พระเยซูเจ้าทรงรักษาหญิงตกเลือด ทรงปลุกบุตรหญิงของหัวหน้าให้คืนชีวิต

18ขณะที่พระเยซูเจ้ากำลังตรัสอยู่นั้น หัวหน้าคนหนึ่งkเข้ามากราบพระบาท ทูลว่า

“บุตรหญิงของข้าพเจ้าเพิ่งสิ้นใจ เชิญพระองค์เสด็จไปปกพระหัตถ์เหนือเขาเถิด เขาจะได้มีชีวิต”  19พระเยซูเจ้าทรงลุกขึ้นเสด็จตามเขาไปพร้อมกับบรรดาศิษย์

20ขณะนั้น หญิงคนหนึ่งเป็นโรคตกเลือดมาสิบสองปีแล้ว เข้ามาข้างหลังสัมผัสฉลองพระองค์  21นางคิดว่า “ถ้าฉันเพียงสัมผัสฉลองพระองค์เท่านั้น ฉันก็จะหายจากโรค”  22พระเยซูเจ้าทรงหันมาเห็นเข้า จึงตรัสว่า “ลูกเอ๋ย ทำใจดี ๆ ไว้ ความเชื่อของท่าน ช่วยท่านให้รอดพ้นแล้ว” หญิงนั้นก็หายจากโรคนับแต่เวลานั้น  23เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จมาถึงบ้านของหัวหน้าคนนั้น ทรงเห็นคนเป่าขลุ่ย และผู้คนกำลังชุลมุนวุ่นวายlจึงตรัสว่า  24“ออกไปเถิด เด็กหญิงคนนี้ยังไม่ตาย เพียงแต่นอนหลับไปเท่านั้น”  พวกนั้นต่างหัวเราะเยาะพระองค์  25เมื่อคนกลุ่มนั้นถูกไล่ออกไปข้างนอกแล้ว พระองค์จึงเสด็จเข้าไป ทรงจับมือเด็กหญิง เด็กนั้นก็ลุกขึ้น  26ข่าวเรื่องนี้จึงแพร่ออกไปทั่วแคว้นนั้น

พระเยซูเจ้าทรงรักษาคนตาบอดสองคน

27ขณะที่พระเยซูเจ้ากำลังเสด็จออกจากที่นั่น คนตาบอดสองคนตามพระองค์ไป ร้องตะโกนว่า “โอรสของกษัตริย์ดาวิดmโปรดเมตตาเราเถิด”  28เมื่อเสด็จมาถึงบ้าน  คนตาบอดเข้ามาเฝ้าพระองค์ พระเยซูเจ้าจึงตรัสถามว่า “ท่านเชื่อว่าเราทำเช่นนั้นได้หรือ” เขาทั้งสองตอบว่า “เชื่อ พระเจ้าข้า”  29พระองค์จึงทรงสัมผัสตาของเขา ตรัสว่า  “จงเป็นไปตามที่ท่านเชื่อเถิด”  30แล้วตาของเขาทั้งสองคนก็เริ่มมองเห็น พระเยซูเจ้าทรงกำชับเขาอย่างเข้มงวดว่า “ระวัง อย่าบอกให้ใครรู้เรื่องนี้”  31แต่เมื่อทั้งสองคนออกไปก็ประกาศเรื่องของพระองค์ทั่วแคว้นนั้น

พระเยซูเจ้าทรงรักษาคนถูกปีศาจสิง

32เมื่อคนที่เคยตาบอดทั้งสองคนจากไปแล้ว มีผู้พาคนใบ้ถูกปีศาจสิงคนหนึ่งมาเฝ้าพระเยซูเจ้า  33ครั้นปีศาจถูกขับออกไปแล้ว คนใบ้ก็พูดได้ ประชาชนต่างประหลาดใจ กล่าวว่า “ยังไม่เคยเห็นอะไรเช่นนี้เลยในอิสราเอล”  34แต่ชาวฟาริสีกล่าวว่า “คนนี้ขับไล่ปีศาจด้วยอำนาจของเจ้าแห่งปีศาจนั่นเอง”n

ความทุกข์ของประชาชน

35พระเยซูเจ้าเสด็จไปตามเมืองและตามหมู่บ้าน ทรงสั่งสอนในศาลาธรรม ทรงประกาศข่าวดีเรื่องพระอาณาจักร ทรงรักษาโรคและความเจ็บไข้ทุกชนิด

36เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นประชาชน ก็ทรงสงสาร เพราะเขาเหล่านั้นเหน็ดเหนื่อยและท้อแท้ประดุจฝูงแกะที่ไม่มีคนเลี้ยงo  37แล้วพระองค์ตรัสแก่บรรดาศิษย์ว่า “ข้าวที่จะเก็บเกี่ยวมีมาก แต่คนงานมีน้อย จงวอนขอเจ้าของนาให้ส่งคนงานมาเก็บเกี่ยวข้าวของพระองค์เถิด”

9 a หมายถึง เมืองคาเปอรนาอุม (ดู 4:13)

b พระเยซูเจ้าทรงมีเจตนาที่จะรักษาโรคฝ่ายจิตเป็นอันดับแรก และทรงรักษาโรคทางกายพร้อมกับรักษาโรคฝ่ายจิตด้วย อย่างไรก็ตาม พระวาจาของพระองค์ในข้อนี้ก็มีคำสัญญาที่จะรักษาโรคทางกายด้วย เพราะความเจ็บไข้นั้นนับได้ว่าเป็นผลของบาปที่ผู้ป่วยเองหรือบิดามารดาได้กระทำ (ดู 8:29 เชิงอรรถ k; ยน 5:14; 9:2)

c “มนุษย์” ในที่นี้อยู่ในรูปพหูพจน์  ชี้ให้เห็นว่ามัทธิวกำลังคิดถึงศาสนบริกรที่จะใช้อำนาจนี้  พระเยซูเจ้าจะทรงมอบอำนาจอภัยบาปให้แก่กลุ่มคริสตชน ใน 18:18

d ใน มก และ ลก เล่าว่าผู้ที่พระเยซูเจ้าทรงเรียกนี้ชื่อ เลวี

e “คนบาป” หมายถึงผู้ที่มีความประพฤติหรือมีอาชีพน่ารังเกียจ (ดู  5:46 เชิงอรรถ u) ทำให้ถือว่า “มีมลทิน” และถูกกีดกันจากสังคม ผู้คนทั่วไปคิดว่าเขาไม่สามารถปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เรื่องอาหารได้อย่างถี่ถ้วน จึงเป็นปัญหาอย่างมากว่าเราจะร่วมกินอาหารกับเขาได้หรือไม่ (มก 7:3-4,14-23ฯ; กจ 10:15 เชิงอรรถ e; 10:20 เชิงอรรถ t; กท 2:12; ดู รม 14; 1คร 8:9 ด้วย)

f พระเจ้าพอพระทัยความเมตตากรุณาจากใจจริง ซึ่งเป็นคุณสมบัติภายในมากกว่าจะเรียกร้องการปฏิบัติตามกฎหมายภายนอกอย่างถี่ถ้วน คำสอนนี้เป็นคำสอนหลักของบรรดาประกาศก (อมส 5:21 เชิงอรรถ m)

g “ยอห์น” หมายถึงยอห์นผู้ทำพิธีล้าง ศิษย์ของยอห์นปฏิบัติเช่นเดียวกับชาวฟาริสี คือจะจำศีลอดอาหารแม้ในวันที่ธรรมบัญญัติมิได้กำหนดไว้ โดยหวังว่าความศรัทธาเช่นนี้จะทำให้วันขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาถึงเร็วขึ้น

h เจ้าบ่าว คือ พระเยซูเจ้า มิตรสหายของพระองค์จึงไม่อาจจำศีลอดอาหารได้ เพราะยุคของพระเมสสิยาห์เริ่มต้นแล้ว

I “แยกไป” เป็นการทำนายถึงการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเจ้าอย่างชัดเจน

j เสื้อเก่าและถุงหนังเก่า หมายถึง ข้อปฏิบัติบางข้อของศาสนายิวที่จะต้องยกเลิกไป เสื้อใหม่และเหล้าองุ่นใหม่หมายถึงจิตตารมณ์ใหม่แห่งพระอาณาจักรของพระเจ้า การปฏิบัติคารวกิจเพิ่มเติมของบรรดาศิษย์ของยอห์นและของชาวฟาริสีพยายามจะให้ชีวิตใหม่แก่ระบบเก่า แต่อันที่จริงกลับทำให้ระบบเก่าถึงจุดจบเร็วขึ้น พระเยซูเจ้ามิได้ทรงเพียงแต่เพิ่มเติมหรือซ่อมแซมระบบเก่า พระองค์ทรงต้องการสร้างสิ่งใหม่จริง ๆ แม้จิตตารมณ์ของการปฏิบัติตามธรรมบัญญัติก็ต้องถูกยกให้สูงขึ้นด้วย

k คงจะเป็น “หัวหน้าศาลาธรรม” ซึ่งมาระโก และลูกา ให้ชื่อว่า ไยรัส

l ในตะวันออกกลาง ผู้ร่ำไห้ไว้ทุกข์มักจะตีอกชกหัวส่งเสียงดังจนดูชุลมุนวุ่นวาย

m “โอรสของกษัตริย์ดาวิด” เป็นชื่อเรียกพระเมสสิยาห์ (2 ซมอ 7:1 เชิงอรรถ a; เทียบ ลก 1:32; กจ 2:30; รม 1:3 เป็นชื่อที่ชาวยิวคุ้นหูดี มก 12:35; ยน 7:42) มัทธิวใช้ชื่อนี้กับพระเยซูเจ้าบ่อยกว่าผู้อื่น (มธ 1:1;12:23; 15:22; 20:30//; 21:9,15) แต่พระเยซูเจ้าทรงลังเลในการใช้ชื่อนี้ เพราะเป็นชื่อที่กล่าวถึงพระเมสสิยาห์ในฐานะที่เป็นมนุษย์เท่านั้น (22:41-46; ดู มก 1:34 เชิงอรรถ m ด้วย พระองค์พอพระทัยใช้สำนวนที่คลุมเครือว่า “บุตรแห่งมนุษย์” มากกว่า (8:20 เชิงอรรถ h)

n สำเนาโบราณบางฉบับ (Western Text) ละข้อความข้อนี้

o “ฝูงแกะไม่มีคนเลี้ยง” เป็นภาพเปรียบเทียบที่พบได้บ่อย ๆ ในพระคัมภีร์ (กดว 27:17; 1 พกษ 22:17; ยดธ 11:19; อสค 34:5)


(ไฟล์ "เสียงวรสาร" โดย วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ กรุงเทพฯ)

 

ข.  คำสั่งสอนสำหรับบรรดาอัครสาวก
พระเยซูเจ้าทรงส่งอัครสาวกสิบสองคน

10  1พระเยซูเจ้าทรงเรียกศิษย์สิบสองคนเข้ามาพบaประทานอำนาจให้เขาขับไล่ปีศาจ ให้รักษาโรคและความเจ็บไข้ทุกชนิด

2อัครสาวกสิบสองคนมีนามดังนี้bคนแรกคือซีโมน ผู้มีสมญาว่าเปโตร กับ

อันดรูว์น้องชายของเขา ยากอบบุตรของเศเบดีกับยอห์นน้องชาย  3ฟิลิปและบาร์โธโลมิว  โธมัสและมัทธิวคนเก็บภาษี ยากอบบุตรอัลเฟอัส และธัดเดอัส  4ซีโมนจากกลุ่มชาตินิยม และยูดาสอิสคาริโอท ต่อมายูดาสผู้นี้ทรยศพระองค์  5พระเยซูเจ้าทรงส่งอัครสาวกสิบสองคนนี้ออกไป ทรงสั่งเขาว่า “อย่าเดินตามทางของคนต่างชาติ อย่าเข้าไปในเมืองของชาวสะมาเรีย  6แต่จงไปหาแกะพลัดฝูงของวงศ์วานอิสราเอลก่อนc  7จงไปประกาศว่าอาณาจักรสวรรค์ใกล้เข้ามาแล้ว  8จงรักษาคนเจ็บไข้ จงปลุกคนตายให้กลับคืนชีพ จงรักษาคนโรคเรื้อนให้สะอาด จงขับไล่ปีศาจให้ออกไป ท่านได้รับมาโดยไม่เสียค่าตอบแทนก็จงให้เขาโดยไม่รับค่าตอบแทนด้วย  9อย่าหาเหรียญทอง  เหรียญเงินหรือเหรียญทองแดงใส่ในไถ้  10เมื่อเดินทาง อย่ามีย่าม อย่ามีเสื้อสองตัว  อย่าสวมรองเท้า อย่าถือไม้เท้า เพราะคนงานย่อมมีสิทธิ์ได้รับอาหารอยู่แล้ว

11“เมื่อท่านเข้าไปในเมืองหรือหมู่บ้าน จงดูว่าผู้ใดที่นั่นเป็นผู้เหมาะสมที่จะต้อนรับท่าน แล้วจงพักอยู่กับเขาจนกว่าท่านจะจากไป  12เมื่อท่านเข้าไปในบ้านใดจงให้พรแก่บ้านนั้นd  13ถ้าบ้านนั้นสมควรได้รับพร จงให้สันติสุขของท่านมาสู่บ้านนั้น ถ้าบ้านนั้นไม่สมควรได้รับพร จงให้สันติสุขกลับมาหาท่าน

14“ถ้าผู้ใดไม่ต้อนรับท่าน หรือไม่ฟังท่าน จงออกจากบ้านหรือเมืองนั้น จงสลัดฝุ่นจากเท้าออกเสียด้วยe  15เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ในวันพิพากษา  เมืองโสดมและเมืองโกโมราห์จะรับโทษเบากว่าโทษของเมืองนั้น  16จงฟังเถิด เราส่งท่านไปเหมือนแกะในฝูงสุนัขป่า ท่านจงฉลาดประดุจงูและซื่อประดุจนกพิราบ

ธรรมทูตจะถูกเบียดเบียนf

17“จงระมัดระวังตนจากมนุษย์ เขาจะมอบท่านที่ศาลgและเฆี่ยนท่านในศาลาธรรมของเขา  18ท่านจะถูกนำตัวไปต่อหน้าผู้ว่าราชการและเฉพาะพระพักตร์กษัตริย์เพราะเราเป็นเหตุ เพื่อเป็นพยานยืนยันแก่เขาและแก่บรรดาชนต่างชาติต่างศาสนา 19เมื่อเขาจะมอบท่านที่ศาลนั้น อย่าวิตกกังวลว่าจะพูดอย่างไรหรือพูดอะไร สิ่งที่ท่านจะพูดนั้นจะได้รับการดลใจในเวลานั้นเอง  20เพราะท่านจะมิได้พูดด้วยตนเอง แต่พระจิตของพระบิดาของท่านจะตรัสในท่าน

21“พี่จะฟ้องน้อง น้องจะฟ้องพี่ให้ต้องโทษถึงตาย พ่อจะฟ้องลูก ลูกจะลุกขึ้นกล่าวโทษพ่อแม่ให้ถึงตาย

22“คนทั้งปวงจะเกลียดชังท่านเพราะนามของเรา แต่ผู้ที่ยืนหยัดจนถึงวาระสุดท้ายก็จะรอดพ้น  23เมื่อเขาจะเบียดเบียนท่านในเมืองหนึ่ง จงหลบหนีไปอีกเมืองหนึ่งhเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ก่อนที่ท่านจะไปทั่วทุกหัวเมืองของอิสราเอล  บุตรแห่งมนุษย์ก็จะเสด็จกลับมาแล้ว”i

24“ศิษย์ย่อมไม่อยู่เหนืออาจารย์ และผู้รับใช้ย่อมไม่อยู่เหนือนาย  25ถ้าศิษย์เท่าเทียมกับอาจารย์ และผู้รับใช้เท่าเทียมกับนาย ก็เป็นการเพียงพอแล้ว ถ้าเขาเรียกเจ้าบ้านว่า ‘เบเอลเซบูล’ เขาจะเรียกลูกบ้านร้ายกว่านั้นสักเท่าใด”

ธรรมทูตต้องไม่เกรงกลัวที่จะพูด

26“อย่ากลัวมนุษย์เลย ไม่มีสิ่งใดที่ปิดบังไว้ จะไม่ถูกเปิดเผย ไม่มีสิ่งใดที่ซ่อนเร้น จะไม่มีใครรู้  27สิ่งที่เราบอกท่านในที่มืด ท่านจงกล่าวออกมาในที่สว่าง สิ่งที่ท่านได้ยินกระซิบที่หู จงประกาศบนดาดฟ้าหลังคาเรือน”j

28“อย่ากลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กาย แต่ไม่อาจฆ่าวิญญาณได้ จงกลัวผู้ที่ทำลายทั้งกายและวิญญาณให้พินาศไปในนรก  29นกกระจอกสองตัว เขาขายกันเพียงหนึ่งบาทมิใช่หรือ ถึงกระนั้น ก็ไม่มีนกสักตัวเดียวที่ตกถึงพื้นดินโดยที่พระบิดาของท่านไม่ทรงเห็นชอบ  30ผมทุกเส้นบนศีรษะของท่านถูกนับไว้หมดแล้ว  31เพราะฉะนั้น อย่ากลัวเลย ท่านมีค่ามากกว่านกกระจอกจำนวนมาก”

32“ทุกคนที่ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราจะยอมรับผู้นั้นเฉพาะพระพักตร์พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์k  33และผู้ที่ไม่ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราก็จะไม่รับผู้นั้นเฉพาะพระพักตร์พระบิดาของเรา ผู้สถิตในสวรรค์ด้วย”

พระเยซูเจ้าทรงเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งl

34“อย่าคิดว่าเรามาเพื่อนำสันติภาพมาให้โลก เรามิได้มาเพื่อนำสันติภาพ แต่มาเพื่อนำดาบมาให้  35เรามาเพื่อแยกบุตรชายจากบิดา แยกบุตรหญิงจากมารดา แยกบุตรสะใภ้จากมารดาของสามี  36ศัตรูของคนก็คือคนที่อยู่ร่วมบ้านกับเขานั่นเอง”

การสละตนเองเพื่อติดตามพระเยซูเจ้า

37“ผู้ที่รักบิดามารดามากกว่ารักเรา ก็ไม่คู่ควรกับเรา ผู้ที่รักบุตรชายหญิงมากกว่ารักเรา ก็ไม่คู่ควรกับเรา  38ผู้ใดไม่รับเอาไม้กางเขนของตนแบกตามเรา ผู้นั้นก็ไม่คู่ควรกับเรา”

 39“ผู้ที่หวงชีวิตของตนไว้ ก็จะสูญเสียชีวิตนั้น แต่ผู้ที่ยอมเสียชีวิตของตนเพราะเห็นแก่เรา จะพบชีวิตนั้นอีก”m

สรุปคำสั่งสอน

40“ผู้ที่ต้อนรับท่านทั้งหลาย ก็ต้อนรับเรา ผู้ที่ต้อนรับเรา ก็ต้อนรับพระองค์ผู้ทรงส่งเรามา”

41“ผู้ที่ต้อนรับประกาศก เพราะเราเป็นประกาศก จะได้รับบำเหน็จรางวัลของประกาศก ผู้ที่ต้อนรับผู้ชอบธรรม เพราะเขาเป็นผู้ชอบธรรม จะได้รับบำเหน็จรางวัลของผู้ชอบธรรม”n

42“ผู้ใดที่ให้น้ำเย็นแม้เพียงหนึ่งแก้วแก่คนใดคนหนึ่งในบรรดาคนธรรมดา ๆ เหล่านี้oเพราะเขาเป็นศิษย์ของเรา เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ผู้นั้นจะได้รับบำเหน็จรางวัลอย่างแน่นอน”

 


(ไฟล์ "เสียงวรสาร" โดย วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ กรุงเทพฯ)

10 a มัทธิวสมมติว่า ผู้อ่านทราบดีแล้วว่าพระเยซูเจ้าได้ทรงเลือกอัครสาวกสิบสองคน จึงไม่ได้เล่าถึงการคัดเลือกอีก ส่วนมาระโกและลูกาเล่าถึงการคัดเลือกอย่างชัดเจน โดยแยกจากเรื่องการส่งอัครสาวกไปประกาศข่าวดี

b รายนามอัครสาวกสิบสองคน พบได้สี่ครั้งใน มก, ลก, มธ และ กจ ซึ่งแบ่งชื่อทั้งสิบสองออกเป็นสามกลุ่ม ๆ ละสี่ชื่อ ชื่อแรกของแต่ละกลุ่มคือ เปโตร ฟิลิป และยากอบบุตรของอัลเฟอัส ส่วนลำดับชื่อในแต่ละกลุ่มไม่คงที่ กลุ่มแรกเป็นชื่อศิษย์ที่ใกล้ชิดที่สุดกับพระเยซูเจ้า มธ และ ลก เรียงลำดับดังนี้คือเปโตร อันดรูว์ ยากอบและยอห์น แต่ มก และ กจ เรียงลำดับดังนี้คือเปโตร ยากอบ ยอห์นและอันดรูว์ เพื่อแสดงว่าอัครสาวกสามคนแรกมีความใกล้ชิดกับพระเยซูเจ้าเสมอกัน (ดู มก 5:37 เชิงอรรถ d) ต่อมาใน กจ ชื่อยากอบบุตรเศเบดีถูกใส่ไว้หลังชื่อของยอห์นน้องชาย เพราะขณะนั้นยอห์นมีความสำคัญมากกว่า (ดู กจ 1:13; 12:2 และ ลก 8:51 เชิงอรรถ f; 9:28) อัครสาวกที่มีชื่อในกลุ่มที่สองดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์พิเศษกับผู้ที่มิใช่ชาวยิว ใน มธ และ กจ ชื่อมัทธิวตกไปอยู่ลำดับสุดท้าย มธ เท่านั้นกล่าวว่ามัทธิวเป็นคนเก็บภาษี อัครสาวกในกลุ่มที่สามเป็นผู้ที่ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมของชาวยิวอย่างเหนียวแน่น ธัดเดอัส (บางฉบับว่า Lebbaeus) ใน มธ และ มก อาจเป็นคนเดียวกับยูดา บุตรของยากอบใน ลก และ กจ ซีโมนจากกลุ่มชาตินิยม เป็นการแปลความหมายของคำภาษาอาราเมอิก ใน มธ และ มก ว่า Simon qan’ana ชื่อของยูดาส อิสคาริโอท อยู่ในตำแหน่งสุดท้ายเสมอ “อิสคาริโอท” อาจแปลได้ว่า “ชาวคาริโอท” (เทียบ ยชว 15:25 แต่อาจมาจากภาษาอาราเมอิกว่า sheqarya ซึ่งแปลว่า “คนโกหก คนปลิ้นปล้อน” ก็ได้

c “วงศ์วานอิสราเอล” เป็นสำนวนที่พบบ่อย ๆ ในพระคัมภีร์ หมายถึงประชากรอิสราเอล ซึ่งพระเจ้าทรงเลือกสรรเป็นพิเศษให้มารับพระพรที่ทรงสัญญาไว้ ชาวยิวจึงเป็นพวกแรกที่จะได้รับผลการกอบกู้ของพระเมสสิยาห์ (ดู กจ 8:5; 13:5 เชิงอรรถ e)

d ในดินแดนทางตะวันออกกลาง เมื่อมีการคำนับทักทายกันจะมีการให้พร ขอให้มีสันติสุข สันติสุขซึ่งเป็นพรที่ให้กันนี้ ชาวเซมิติคิดว่าเป็นสิ่งที่มีความเป็นอยู่ได้ด้วยตนเอง ถ้าไม่เกิดผลต่อผู้ที่รับพรนั้น ก็จะต้องกลับมาหาผู้ที่ให้พร

e วลีนี้เป็นสำนวนที่ใช้กันในหมู่ชาวยิว ฝุ่นจากประเทศอื่นนอกจากแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ถือว่ามีมลทิน ในข้อความนี้ มลทินเกิดจากที่ใดไม่ว่าที่ไม่ยอมรับฟังพระวาจา

f คำแนะนำในข้อ 17-39 สะท้อนสถานการณ์ใหม่มากกว่าเมื่อทรงส่งศิษย์สิบสองคนไปแพร่ธรรมเป็นครั้งแรก คำแนะนำเหล่านี้จึงเกิดขึ้นในภายหลังอย่างแน่นอน มัทธิวบันทึกข้อความนี้ที่นี่เพื่อเป็นคู่มือที่สมบูรณ์สำหรับการแพร่ธรรม

g “ศาล” หมายถึงทั้งสภาซันเฮดรินตามหัวเมือง และสภาซันเฮดรินใหญ่ในกรุงเยรูซาเล็ม (เทียบ 5:21-22)

h สำเนาโบราณบางฉบับเติม “ถ้าเขาจะเบียดเบียนท่านในเมืองนี้อีก ก็จงหนีไปเมืองอื่น”

i การเสด็จกลับมาของบุตรแห่งมนุษย์ที่กล่าวถึงในที่นี้ มิได้หมายถึงวันสิ้นพิภพ แต่หมายถึงการที่พระเจ้าทรงลงโทษอิสราเอล พระองค์ “เสด็จเยี่ยม”ประชากรที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อพระองค์ในขณะนี้ ทำให้ยุคแห่งพันธสัญญาเดิมสิ้นสุดลงเมื่อกรุงเยรูซาเล็มและพระวิหารถูกทำลายในปี ค.ศ. 70 (ดู 24:1 เชิงอรรถ a)

j เมื่อพระเยซูเจ้าทรงเห็นว่าคำสั่งสอนที่ทรงสอนประชาชนทั่วไปไม่ประสบผลสำเร็จ พระองค์จึงทรงหันมาสั่งสอนบรรดาศิษย์เป็นการส่วนตัว ในภายหลังศิษย์เหล่านี้จะมีหน้าที่ถ่ายทอดคำสอนนี้ทั้งหมดโดยไม่ต้องหวาดกลัว ถ้อยคำเดียวกันนี้ เราจะพบได้ใน ลก แต่ในบริบทต่างกัน บรรดาศิษย์จะต้องไม่เอาอย่างความหน้าซื่อใจคดของพวกฟาริสี เพราะว่าสิ่งใดที่บรรดาศิษย์พยายามซ่อนเร้นไว้ จะถูกเปิดเผยอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น เขาจึงต้องพูดอย่างเปิดเผยเสมอ

k เมื่อถึงเวลาการพิพากษาครั้งสุดท้าย เมื่อพระบุตรจะทรงมอบผู้ที่ได้เลือกสรรแด่พระบิดา (ดู 25:34)

l พระเยซูเจ้าทรงเป็น “เครื่องหมายที่จะถูกโต้แย้ง” (ลก 2:34) พระองค์มิได้ทรงมีเจตนาให้เกิดการแตกแยก แต่การแตกแยกนี้จะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นผลจากการเรียกร้องให้มนุษย์ต้องตัดสินใจว่าจะรับพระองค์หรือไม่

m คำพังเพยนี้ใน มธ ยังรักษาสำนวนโบราณกว่าใน มก และ ลก “หวง” เป็นอีกความหมายหนึ่งของคำ ภาษากรีกว่า “พบ” หรือ “หาให้ได้” หรือ “เก็บไว้สำหรับตน” (เทียบ ปฐก 26:12; สภษ 3:13; 21:21; ฮชย 12:9 ดู มธ 16:25 เชิงอรรถ l ด้วย)

n “ประกาศก” และ “ผู้ชอบธรรม” (ดู  13:17 และ 23:29 ด้วย) เป็นคำที่พบคู่กันบ่อย ๆ ในพระคัมภีร์  ในที่นี้ หมายถึงผู้แพร่ธรรม และคริสตชนทั่วไป

o “ผู้ต่ำต้อย” หมายถึงบรรดาอัครสาวกที่พระเยซูเจ้าทรงส่งไปแพร่ธรรม (เทียบ 18:1-6, 10,14 และ มก 9:41)

ค้นหาข้อความภาษาไทย

Catholic Biblical Federation

E-Book เชิญฟังพระวาจา

E-Book หนังสือ เชิญฟังพระวาจา โดย คุณพ่อทัศไนย์  คมกฤส

สื่อ-หนังสือ-เครื่องมือ

บทความ ข้อคิด ข้อเขียน

บทเทศวันอาทิตย์ โดย ฯพณฯ ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์
วิดีโอบทเทศวันอาทิตย์โดย พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย"ข้าพเจ้าจะเข้าใจได้อย่างไร ถ้าไม่มีใครอธิบาย" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวง ฟรังซิส ไกส์
"ชวนคิด ชวนรำพึง" โดย คุณพ่อเชษฐา  ไชยเดช
รำพึงประจำวัน โดย ภราดาอำนวย ยุ่นประยงค์
รำพึงพระวาจาประจำวันโดยคุณพ่อสมเกียรติ  ตรีนิกร
ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน โดย..คุณพ่อฉลองรัฐ สังขรัตน์ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน โดย..คุณพ่อฉลองรัฐ สังขรัตน์บทความบำรุงศรัทธา
พจนานุกรมพระคัมภีร์ โดยภราดา อำนวย ยุ่นประยงค์

เชิญมาอ่านพระคัมภีร์ฯ

 

ศิลปะเพื่อพระเจ้า

ศิลปะเพื่อพระเจ้า โดย สรินทร เมธีวัชรานนท์

DOWNLOAD เอกสาร

แผนอภิบาล ค.ศ.2010-2015 พระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย
บทภาวนาของคริสตชน ฉบับปรับปรุง ค.ศ.2012

แนะนำเว็บเกี่ยวกับพระคัมภีร์

South-East Asia Bible Link
Catholic biblical Federation
biblia_clerus
แผนกพระคัมภีร์ ฝ่ายงานอภิบาล อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
แผนกคริสตศาสนธรรมอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯวิถีชุมชนวัด BEC สภาพระสังฆราชคาทอลิกประเทศไทย

 
Feed Entries