Get Adobe Flash player

Bible Diary 2019

biblediary2019

Bible Application

Application พระคัมภีร์คาทอกลิกฉบับสมบูรณ์
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword สำหรับ IPHONE และ IPAD :::
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword แบบออฟไลน์ :::
Application พระคัมภีร์คาทอลิกค้นหา "พระคัมภีร์คาทอลิก"
ได้ทั้ง Appstore และ Playstore

พระคัมภีร์คาทอลิก(E-Book)

E-book มัทธิว มาระโก ลูกา ยอห์น กิจการฯ

สมณลิขิตVerbum Domini

สมณลิขิตเตือน Verbum Domini ของสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ที่ 1

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน


(ไฟล์ "เสียงวรสาร" โดย วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ กรุงเทพฯ)

คำปราศรัยเรื่องอวสานกาล

          บทนำa

          13  1ขณะที่พระเยซูเจ้าเสด็จออกจากพระวิหาร ศิษย์คนหนึ่งทูลพระองค์ว่า “ดูซิ พระอาจารย์ ก้อนหินและอาคารเหล่านี้ช่างใหญ่โตจริง ๆ  2พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “ท่านเห็นอาคารใหญ่เหล่านี้ไหม จะไม่มีก้อนหินเหลือซ้อนกันอยู่เลย ทุกสิ่งจะถูกทำลาย”

          3เมื่อพระองค์ประทับบนภูเขามะกอกเทศ ตรงข้ามกับพระวิหาร เปโตร ยากอบ ยอห์น และอันดรูว์ทูลถามพระองค์เป็นการส่วนตัวว่า  4“โปรดบอกเราเถิดว่า  เหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อใด และจะมีเครื่องหมายใดบอกว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเหล่านี้กำลังจะเกิดขึ้น”

          ความทุกข์จะเริ่มขึ้น

          5พระเยซูเจ้าจึงตรัสตอบว่า “จงระวังอย่าให้ใครหลอกลวงท่านได้  6หลายคนจะอ้างนามของเราพูดว่า ‘เราเป็นพระคริสต์’ และจะหลอกลวงคนจำนวนมากให้หลงผิดไป  7เมื่อท่านทั้งหลายได้ยินข่าวลือเรื่องสงครามทั้งใกล้และไกล จงอย่าตกใจ เหตุการณ์เหล่านี้จำเป็นต้องเกิดขึ้น แต่ยังไม่ถึงวาระสุดท้าย  8ชนชาติหนึ่งจะลุกขึ้นต่อสู้กับอีกชนชาติหนึ่ง อาณาจักรหนึ่งจะลุกขึ้นต่อสู้กับอีกอาณาจักรหนึ่ง แผ่นดินไหวและความอดอยากจะเกิดขึ้นหลายแห่ง จะเป็นเหมือนการเริ่มต้นของความทุกข์ในการคลอดบุตร

          9“จงระวังตัวให้ดี เขาจะมอบท่านให้ศาล ท่านจะถูกทุบตีในศาลาธรรม และท่านจะยืนต่อหน้าผู้ว่าราชการและกษัตริย์เพราะเรา เพื่อเป็นพยานถึงเราต่อหน้าพวกเขา  10แต่ก่อนหน้านั้นข่าวดีจะต้องได้รับการประกาศให้ชนทุกชาติแล้ว

          11“เมื่อเขานำท่านไปส่งมอบนั้น จงอย่ากังวลเลยว่าจะต้องพูดอะไร แต่จงพูดตามที่พระเจ้าทรงดลใจในเวลานั้นเถิด เพราะผู้พูดนั้นไม่ใช่ท่าน แต่เป็นพระจิตเจ้า  12พี่น้องจะกล่าวโทษกัน พ่อจะกล่าวโทษลูก ลูกจะลุกขึ้นมากล่าวหาพ่อแม่เพื่อให้ถูกประหารชีวิต  13ท่านทั้งหลายจะเป็นที่จงเกลียดจงชังของทุกคนเพราะนามของเรา  แต่ผู้ใดยืนหยัดอยู่จนถึงวาระสุดท้าย ผู้นั้นก็จะรอดพ้น

          ความทุกข์เวทนาอย่างใหญ่หลวงของกรุงเยรูซาเล็ม

          14“เมื่อใดที่ท่านทั้งหลายเห็นผู้ทำลายที่น่ารังเกียจยืนอยู่ในที่ไม่สมควร ให้ผู้อ่านจงเข้าใจเองเถิดว่าหมายถึงอะไร เมื่อนั้น ให้ผู้ที่อยู่ในแคว้นยูเดียหนีไปยังภูเขา  15ผู้ที่อยู่บนดาดฟ้าก็อย่าลงมาเก็บข้าวของในบ้าน  16ผู้ที่อยู่ในทุ่งนา จงอย่ากลับไปเอาเสื้อคลุมที่บ้าน  17น่าสงสารหญิงมีครรภ์และแม่ลูกอ่อนในวันนั้น  18จงอธิษฐานภาวนาอย่าให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในฤดูหนาว  19เพราะในเวลานั้น จะมีความทุกขเวทนาอย่างที่ไม่เคยมีตั้งแต่พระเจ้าทรงสร้างโลกมาจนถึงบัดนี้ และจะไม่มีต่อไปอีกเลย  20ถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้ามิได้ทรงให้วันเหล่านั้นสั้นลงแล้ว มนุษย์ทุกคนก็จะพินาศ แต่พระองค์ทรงให้วันเหล่านั้นสั้นลงเพราะทรงเห็นแก่ผู้ที่พระองค์ทรงเลือกสรรไว้

          21“เวลานั้น ถ้าผู้ใดบอกท่านว่า ‘พระคริสต์อยู่ที่นี่’ หรือ ‘พระคริสต์อยู่ที่นั่น’ จงอย่าเชื่อ  22เพราะจะมีพระคริสต์เทียมและประกาศกเทียมหลายคนเกิดขึ้น จะทำเครื่องหมายอัศจรรย์และปาฏิหาริย์ ถ้าเป็นไปได้จะหลอกลวงผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไว้   23ท่านทั้งหลายจงระวังให้ดี เราได้กล่าวถึงเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ให้ฟังไว้ก่อนแล้ว

          การเสด็จมาของบุตรแห่งมนุษย์b

          24“ในวันเหล่านั้นเมื่อทุกขเวทนาผ่านไปแล้ว ดวงอาทิตย์จะมืดไป ดวงจันทร์จะไม่ทอแสง  25ดวงดาวจะตกจากท้องฟ้า และอานุภาพบนท้องฟ้าจะสั่นสะเทือน  26เมื่อนั้นประชาชนทั้งหลายจะเห็นบุตรแห่งมนุษย์เสด็จมาในก้อนเมฆ ทรงพระอานุภาพและพระสิริรุ่งโรจน์ยิ่งใหญ่  27เมื่อนั้น พระองค์จะทรงใช้ทูตสวรรค์ไปรวบรวมผู้ที่ทรงเลือกสรรจากทั้งสี่ทิศ จากปลายแผ่นดินจนสุดขอบฟ้า

          เวลาแห่งการเสด็จมาของบุตรแห่งมนุษย์

          28“จงเรียนคำอุปมาเรื่องต้นมะเดื่อเทศเถิด เมื่อมันแตกกิ่งอ่อนและผลิใบ ท่านทั้งหลายย่อมรู้ว่าฤดูร้อนใกล้เข้ามาแล้ว  29ท่านก็เช่นเดียวกัน เมื่อเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ก็จงรู้เถิดว่าพระองค์ทรงใกล้เข้ามา อยู่ที่ประตูแล้ว  30เราบอกความจริงแก่ท่านว่า  คนในชั่วอายุนี้จะไม่ล่วงพ้นไปก่อนที่เหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้น  31ฟ้าดินจะสูญสิ้นไป  แต่วาจาของเราจะไม่สูญสิ้นไปเลย

          32“ส่วนเรื่องวันและเวลานั้น ไม่มีใครรู้เลย ทั้งบรรดาทูตสวรรค์ และแม้แต่พระบุตร นอกจากพระบิดาเพียงพระองค์เดียว

          จงระวังตัวไว้ให้พร้อม

33“จงระวัง จงตื่นเฝ้าเถิด เพราะท่านทั้งหลายไม่รู้ว่าวันเวลานั้นจะมาถึงเมื่อไร  34เหมือนกับชายคนหนึ่งที่ก่อนจะเดินทางออกจากบ้านได้มอบอำนาจให้กับผู้รับใช้  ให้แต่ละคนมีงานของตนและยังสั่งคนเฝ้าประตูให้คอยตื่นเฝ้าไว้  35 ดังนั้น ท่านทั้งหลายจงตื่นเฝ้าเถิด เพราะท่านไม่รู้ว่าเจ้าของบ้านจะมาเมื่อไร อาจจะมาเวลาค่ำ  เวลาเที่ยงคืน เวลาไก่ขัน หรือเวลารุ่งเช้าc  36ถ้าเขากลับมาโดยไม่คาดคิด อย่าให้เขาพบท่านกำลังหลับอยู่  37สิ่งที่เราบอกท่าน เราก็บอกทุกคนด้วยว่า จงตื่นเฝ้าเถิด”

13 a มธ เพิ่มความหมายของคำปราศรัยของพระเยซูเจ้าเรื่องการทำลายกรุงเยรูซาเล็ม และพระวิหารให้มีมิติหมายถึงการสิ้นพิภพด้วย (ดู มธ 24:1 เชิงอรรถ a) ส่วนคำปราศรัยใน มก จำกัดอยู่ที่การทำลายกรุงเยรูซาเล็มเท่านั้น  นักวิชาการหลายคนเห็นว่าในที่นี้ มก ใช้สำนวน ภาษาและความคิดของวรรณกรรมแบบวิจารณ์ที่คัดมาจากหนังสือดาเนียล (ข้อ 7-8, 14-20, 24-27) โดยเพิ่มพระวาจาของพระเยซูเจ้าลงไปด้วย (ข้อ 5-6, 9-12, 21-23, 28-37) ทั้งพระวาจาของพระเยซูเจ้าและข้อความจากหนังสือดาเนียลไม่กล่าวถึงการสิ้นพิภพเลย เพียงแต่ทำนายถึงวิกฤตการณ์ที่กำลังจะมาถึงในสมัยของพระเมสสิยาห์ และกล่าวถึงการปลดปล่อยประชากรที่ทรงเลือกสรรตามที่รอคอยกันอยู่ เหตุการณ์เหล่านี้ได้เกิดขึ้นแล้วเมื่อพระคริสตเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพ เสด็จมาในพระศาสนจักรและเมื่อกรุงเยรูซาเล็มถูกทำลาย

b มก ใช้ภาษาตามธรรมประเพณีประกาศก บอกถึงปรากฏการณ์ประหลาดในจักรวาลเพื่อบรรยายว่าพระเจ้าทรงแทรกแซงเข้ามาในประวัติศาสตร์ ในที่นี้ มก บรรยายถึงวิกฤตการณ์ในยุคพระเมสสิยาห์ ตามด้วยชัยชนะเด็ดขาดของประชากรที่ทรงเลือกสรรโดยมีบุตรแห่งมนุษย์เป็นผู้นำ เราไม่จำเป็นต้องคิดว่า มก กำลังกล่าวถึงการสิ้นพิภพ ดังที่มักจะเข้าใจกันเนื่องจาก มธ นำเหตุการณ์เหล่านี้มาบรรยายถึงวันสิ้นพิภพไว้ด้วย (ดู มธ 24:1 เชิงอรรถ a)

c กลางคืนถูกแบ่งออกเป็นสี่ยาม แต่ละยามยาวสามชั่วโมง