Get Adobe Flash player


(ไฟล์ "เสียงวรสาร" โดย วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ กรุงเทพฯ)

VII. หลังการกลับคืนพระชนมชีพ

            พระคูหาว่างเปล่า ข่าวดีจากทูตสวรรค์

          24 1ตั้งแต่เช้าตรู่วันต้นสัปดาห์บรรดาสตรีนำเครื่องหอมที่เตรียมไว้มาที่พระคูหา  2เขาพบว่าก้อนหินถูกกลิ้งออกไปจากพระคูหาแล้ว  3เมื่อเข้าไปในพระคูหาก็ไม่พบพระศพของพระเยซู องค์พระผู้เป็นเจ้า  4ขณะที่บรรดาสตรีประหลาดใจกับเหตุการณ์นี้ บุรุษสองคนสวมเสื้อที่เป็นประกายรุ่งโรจน์ยืนอยู่ใกล้ ๆ  5สตรีเหล่านั้นตกใจกลัวและก้มหน้าลงมองพื้นดิน แต่บุรุษทั้งสองคนพูดว่า ‘ทำไมท่านมองหาผู้เป็นในหมู่ผู้ตายเล่า  6พระองค์มิได้ประทับอยู่ที่นี่ พระองค์ทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้ว จงระลึกถึงพระวาจาที่พระองค์ตรัสกับท่านขณะที่ยังประทับอยู่ในแคว้นกาลิลีa7ว่า บุตรแห่งมนุษย์จำต้องถูกมอบในเงื้อมมือของคนบาป จะต้องถูกตรึงกางเขนและจะกลับคืนพระชนมชีพในวันที่สาม’  8บรรดาสตรีจึงระลึกถึงพระวาจาของพระองค์ได้

            อัครสาวกไม่ยอมเชื่อสตรี

          9เมื่อกลับจากพระคูหาแล้ว บรรดาสตรีเล่าเรื่องทั้งหมดนี้ให้อัครสาวกสิบเอ็ดคนและกับศิษย์ทุกคน  10สตรีเหล่านี้คือมารีย์ชาวมักดาลา โยอันนา และมารีย์มารดาของยากอบ สตรีอื่น ๆ ที่ไปพร้อมกันก็ได้เล่าเรื่องนี้ให้อัครสาวกฟังด้วย  11แต่เขาคิดว่าถ้อยคำเหล่านี้เป็นเรื่องเหลวไหลและไม่เชื่อ

            เปโตรไปที่พระคูหา

          12bเปโตรวิ่งไปที่พระคูหา ก้มลงดู เห็นแต่ผ้าห่อพระศพเท่านั้น จึงกลับมาบ้านและประหลาดใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

            การเดินทางไปหมู่บ้านเอมมาอูส

          13วันนั้น ศิษย์สองคนกำลังเดินทางไปยังหมู่บ้านเอมมาอูส ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเยรูซาเล็มประมาณ 11 กิโลเมตรc  14ทั้งสองคนสนทนากันถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น  15ขณะที่กำลังสนทนาและถกเถียงกันอยู่นั้น พระเยซูเจ้าเสด็จเข้ามาร่วมเดินทางด้วย  16แต่เขาจำพระองค์ไม่ได้dเหมือนดวงตาถูกปิดบัง  17พระองค์ตรัสถามว่า ‘ท่านสนทนากันเรื่องอะไรตามทาง ทั้งสองคนก็หยุดเดิน ใบหน้าเศร้าหมอง e

          18ศิษย์ที่ชื่อเคลโอปัสถามว่า 'ท่านเป็นเพียงคนเดียวในกรุงเยรูซาเล็มหรือที่ไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นที่นั่นเมื่อสองสามวันมานี้’  19พระองค์ตรัสถามว่า ‘เรื่องอะไรกัน’  เขาตอบว่า ‘ก็เรื่องพระเยซู ชาวนาซาเร็ธfประกาศกทรงอำนาจในกิจการและคำพูดเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าและต่อหน้าประชาชนทั้งปวง  20บรรดาหัวหน้าสมณะและผู้นำของเรามอบพระองค์ให้ต้องโทษประหารชีวิต และตรึงพระองค์บนไม้กางเขน  21เราเคยหวังไว้ว่าพระองค์จะทรงปลดปล่อยอิสราเอลให้เป็นอิสระ แต่นี่เป็นวันที่สามแล้วตั้งแต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น  22สตรีบางคนในกลุ่มของเราทำให้เราประหลาดใจอย่างยิ่ง เขาไปที่พระคูหาตั้งแต่เช้าตรู่  23เมื่อไม่พบพระศพ เขากลับมาเล่าว่าได้เห็นนิมิตของทูตสวรรค์ซึ่งพูดว่า พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่  24บางคนในกลุ่มของเราgไปที่พระคูหา และพบทุกอย่างดังที่บรรดาสตรีเล่าให้ฟัง แต่ไม่เห็นพระองค์’

          25พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า 'เจ้าคนเขลาเอ๋ย ใจของเจ้าช่างเชื่องช้าที่จะเชื่อข้อความที่บรรดาประกาศกกล่าวไว้  26พระคริสตเจ้าจำเป็นต้องทนทรมานเช่นนี้เพื่อจะเข้าไปรับพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์มิใช่หรือ’  27แล้วพระองค์ทรงอธิบายพระคัมภีร์ทุกข้อที่กล่าวถึงพระองค์ให้เขาฟังโดยเริ่มตั้งแต่โมเสสจนถึงบรรดาประกาศก

          28เมื่อพระองค์ทรงพระดำเนินพร้อมกับศิษย์ทั้งสองคนใกล้จะถึงหมู่บ้านที่เขาตั้งใจจะไป พระองค์ทรงทำท่าว่าจะทรงพระดำเนินเลยไป  29แต่เขาทั้งสองรบเร้าพระองค์ว่า “จงพักอยู่กับพวกเราเถิด เพราะใกล้ค่ำและวันก็ล่วงไปมากแล้ว’ พระองค์จึงเสด็จเข้าไปพักกับเขา  30ขณะประทับที่โต๊ะกับเขา พระองค์ทรงหยิบขนมปัง ทรงถวายพระพร ทรงบิขนมปังและยื่นให้เขา  31เขาก็ตาสว่างและจำพระองค์ได้ แต่พระองค์หายไปจากสายตาของเขา  32ศิษย์ทั้งสองจึงพูดกันว่า ‘ใจของเราไม่ได้เร่าร้อนเป็นไฟอยู่ภายในหรือเมื่อพระองค์ตรัสกับเราขณะเดินทาง และอธิบายพระคัมภีร์ให้เราฟัง’

          33เขาทั้งสองคนจึงรีบออกเดินทางกลับไปกรุงเยรูซาเล็มในเวลานั้น พบบรรดาอัครสาวกสิบเอ็ดคนกำลังชุมนุมกันอยู่กับศิษย์อื่น ๆ  34เขาเหล่านี้บอกว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้วจริง ๆ และทรงสำแดงพระองค์แก่ซีโมน’  35ศิษย์ทั้งสองคนจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตามทางและเล่าว่าตนจำพระองค์ได้เมื่อทรงบิขนมปังh

            พระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระองค์แก่บรรดาอัครสาวก

          36ขณะที่บรรดาศิษย์สนทนากันอยู่นั้น พระเยซูเจ้าทรงยืนอยู่ในหมู่เขา ตรัสว่า ‘สันติสุขจงดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด’  37เขาต่างตกใจกลัว คิดว่าได้เห็นผี  38แต่พระองค์ตรัสว่า ‘ท่านวุ่นวายใจทำไม เพราะเหตุใดท่านจึงมีความสงสัยในใจ  39จงดูมือและเท้าของเราซิ เป็นเราเองจริง ๆ จงคลำตัวเราดูเถิด ผีไม่มีเนื้อ ไม่มีกระดูกอย่างที่ท่านเห็นว่าเรามี’  40iตรัสดังนี้แล้ว พระองค์ทรงให้เขาดูพระหัตถ์และพระบาทj  41เขายินดีและแปลกใจจนไม่อยากเชื่อ พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า ‘ท่านมีอะไรกินบ้าง’  42เขาถวายปลาย่างชิ้นหนึ่งแด่พระองค์  43พระองค์ทรงรับมาเสวยต่อหน้าเขา

            คำแนะนำสุดท้ายแก่บรรดาอัครสาวก

          44หลังจากนั้นkพระองค์ตรัสกับเขาว่า ‘นี่คือความหมายของถ้อยคำที่เรากล่าวไว้ขณะที่ยังอยู่กับท่าน ทุกสิ่งที่เขียนไว้เกี่ยวกับเราในธรรมบัญญัติของโมเสส บรรดาประกาศกและเพลงสดุดีจะต้องเป็นความจริง’  45แล้วพระองค์ทรงทำให้เขาเกิดปัญญาเข้าใจพระคัมภีร์  46ตรัสว่า ‘มีเขียนไว้ดังนี้ว่า พระคริสตเจ้าจะต้องรับทนทรมานและจะกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตายในวันที่สาม  47จะต้องประกาศในพระนามของพระองค์ให้นานาชาติกลับใจเพื่อรับอภัยบาปโดยเริ่มจากกรุงเยรูซาเล็ม  48ท่านทั้งหลายเป็นพยานถึงเรื่องทั้งหมดนี้

          49‘บัดนี้ เรากำลังจะส่งพระผู้ที่พระบิดาทรงสัญญาไว้มาเหนือท่านทั้งหลายl  เพราะฉะนั้นท่านจงคอยอยู่ในกรุงจนกว่าท่านจะได้รับพระอานุภาพจากเบื้องบนปกคลุมไว้’

            การเสด็จสู่สวรรค์

          50พระองค์ทรงนำบรรดาศิษย์ออกไปใกล้หมู่บ้านเบธานี ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นอวยพระพร  51และขณะที่ทรงอวยพระพรนั้น พระองค์ทรงแยกไปจากเขา และทรงถูกนำขึ้นสู่สวรรค์m  52บรรดาศิษย์กราบนมัสการพระองค์nแล้วกลับไปกรุงเยรูซาเล็มด้วยความยินดียิ่ง  53เขาอยู่ในพระวิหารตลอดเวลา ถวายพระพรแด่พระเจ้าo

24 a ลก ไม่ต้องการกล่าวถึงเรื่องพระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระองค์ในแคว้นกาลิลี จึงได้ดัดแปลงข้อความใน มก 16:7 เหมือนกับที่ก่อนหน้านั้นได้ละ มก 14:28

b แม้สำเนาโบราณหลายฉบับละข้อ 12 นี้ แต่ข้อนี้น่าจะรักษาไว้ เพราะมีลีลาการเขียนเฉพาะของทั้ง ลก และ ยน จึงอาจมาจากธรรมประเพณีร่วมกันของพระวรสารฉบับที่สามและที่สี่ เปโตรคงไม่ได้ไปที่พระคูหาแต่คนเดียว (เทียบ 24:24)

c “11 กิโลเมตร” แปลตามตัวอักษรว่า ‘หกสิบ stadia’ สำเนาโบราณบางฉบับว่า ‘หนึ่งร้อยหกสิบ’ ยังเถียงกันไม่ยุติว่าหมู่บ้านนี้อยู่ที่ไหน เรื่องนี้มีลักษณะแตกต่างจากเรื่องพระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระองค์หลังจากกลับคืนพระชนมชีพแล้วเรื่องอื่น ๆ แต่มีความคล้ายคลึงกันกับเรื่องฟิลิปกับขันทีใน กจ 8:26-40 บุคคลในเรื่องทั้งสองนี้แต่แรกมีความสงสัยไม่เข้าใจ แต่จะได้รับคำอธิบายและเข้าใจ ในที่สุดเรื่องจะจบลงด้วยพิธีศีลศักดิ์สิทธิ์ (ศีลมหาสนิทหรือศีลล้างบาป)

d ในเรื่องพระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระองค์ที่ ลก และ ยน เล่าในตอนแรก บรรดาศิษย์ไม่สามารถจำพระองค์ได้ เขาต้องการคำอธิบายหรือเครื่องหมาย (24:30 เชิงอรรถ f, 35,37,39-43; ยน 20:14,16,20; 21:4,6-7; เทียบ มธ 28:17) พระวรกายของพระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้วยังคงเป็นพระกายเดียวกันก็จริง แต่จะอยู่ในสภาพใหม่ (มก 16:12) และอยู่เหนือความจำกัดทางกายภาพของโลกนี้ (ยน 20:19) เรื่องสภาพของร่างกายที่กลับคืนชีพแล้ว ดู 1 คร 15:44 เชิงอรรถ w

e สำเนาโบราณบางฉบับ ละคำว่า “ทั้งสองคนก็หยุดเดิน” อ่านว่า “ท่านสนทนาเรื่องอะไรกันมาตามทางและมีใบหน้าเศร้าหมอง”

f สำเนาโบราณบางฉบับว่า ‘นาซารีน’ ดู มธ 2:23 เชิงอรรถ l

g ลก อาจใช้ธรรมประเพณีเดียวกับ ยน 20:3-10 เล่าเรื่องเปโตรและศิษย์ที่ทรงรักไปที่พระคูหา

h ใน กจ (2:42 เชิงอรรถ gg) ลก ใช้วลี “บิขนมปัง” เป็นศัพท์เทคนิค หมายถึงพิธีบูชาของพระคุณ (มิสซา) ในเรื่องนี้วลี “บิขนมปัง” อาจมีความหมายเดียวกัน

i แม้ว่าสำเนาโบราณบางฉบับละข้อนี้ แต่เราเห็นว่า ควรจะเก็บรักษาข้อนี้ไว้ด้วย

j ลก เขียนพระวรสารสำหรับชาวกรีกที่เห็นว่า การที่ร่างกายจะกลับคืนชีพเป็นเรื่องไร้สาระ จึงได้เน้นว่าพระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพมีพระวรกายจริง ๆ (เทียบ ข้อ 43)

k ลก เล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ เหมือนกับว่าได้เกิดขึ้นในวันเดียวกับวันที่พระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพ (ดู มธ 28:10 เชิงอรรถ f) แต่ กจ 1:1-8 กล่าวว่าระหว่างการกลับคืนพระชนมชีพและการเสด็จสู่สวรรค์มีช่วงเวลาสี่สิบวันคั่นอยู่

l หมายถึงพระจิตเจ้า (ดู ยน 1:33 เชิงอรรถ x; กจ 1:1-8; 2:33,39; กท 3:14,22; 4:6; อฟ 1:13)

m สำเนาโบราณบางฉบับละข้อความว่า ‘และทรงถูกนำขึ้นสู่สวรรค์’ การละประโยคนี้มีอยู่ในสำเนาโบราณหลายฉบับ ทั้งในภาษาละตินและภาษากรีก การละเว้นข้อความนี้อธิบายได้ว่าเป็นความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้การเสด็จสู่สวรรค์เกิดขึ้นในวันเดียวกับวันกลับคืนพระชนมชีพ ซึ่งขัดกับ กจ 1:3,9 ซึ่งบันทึกว่าพระเยซูเจ้าเสด็จสู่สวรรค์ 40 วันหลังจากนั้น

n สำเนาโบราณบางฉบับละ ‘กราบนมัสการพระองค์แล้ว’

o พระวรสารของลูกาจบลงในพระวิหารซึ่งเป็นสถานที่ที่ได้เริ่มต้น ถ้อยคำสุดท้ายของพระวรสารนี้เป็นคำแสดงความยินดีและสรรเสริญพระเจ้า