Get Adobe Flash player


(ไฟล์ "เสียงวรสาร" โดย วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ กรุงเทพฯ)

พระเยซูเจ้าทรงรับอำนาจจากที่ใด

  • 1aวันหนึ่ง ขณะที่พระเยซูเจ้าทรงสั่งสอนประชาชนและทรงประกาศข่าวดีอยู่ในพระวิหาร บรรดาหัวหน้าสมณะ ธรรมาจารย์และผู้อาวุโสเข้ามาพบพระองค์

2ทูลถามพระองค์ว่า ‘จงบอกเราเถิดว่าท่านมีอำนาจใดจึงทำเช่นนี้ ใครเป็นผู้มอบอำนาจนี้กับท่าน’  3พระองค์ตรัสตอบว่า ‘เราจะถามท่านอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน  ท่านจงตอบเราซิว่า  4พิธีล้างของยอห์นมาจากสวรรค์ หรือจากมนุษย์  5เขาจึงปรึกษากันว่า ‘ถ้าเราตอบว่า มาจากสวรรค์ เขาก็จะถามว่า “แล้วทำไมท่านจึงไม่เชื่อยอห์นเล่า”  6ถ้าเราตอบว่ามาจากมนุษย์ ประชาชนทั้งหมดก็จะเอาหินทุ่มเราเป็นแน่ เพราะประชาชนทั้งหลายมั่นใจว่ายอห์นเป็นประกาศก’  7บรรดาหัวหน้าสมณะ ธรรมาจารย์และผู้อาวุโสจึงตอบว่า “เราไม่รู้ว่ามาจากไหน”  8พระเยซูเจ้าจึงตรัสว่า ‘เราก็จะไม่บอกท่านเช่นเดียวกันว่าเราทำการเหล่านี้โดยอำนาจใด’

            อุปมาเรื่องคนเช่าสวนชั่วร้าย

          9พระเยซูเจ้าตรัสเล่าอุปมาเรื่องนี้ให้ประชาชนฟังว่า ‘ชายคนหนึ่งทำสวนองุ่นให้ชาวสวนเช่า แล้วออกเดินทางไปต่างเมืองเป็นเวลานาน  10เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวเขาส่งคนรับใช้ไปพบคนเช่าสวนเพื่อรับส่วนแบ่งจากผลผลิตของสวน แต่คนเช่าสวนทุบตีคนรับใช้คนนั้นแล้วไล่กลับไปมือเปล่า  11เจ้าของสวนจึงส่งคนรับใช้ไปอีกคนหนึ่ง คนเช่าสวนก็ทุบตีด่าว่าคนรับใช้คนนี้อย่างหยาบคาย แล้วไล่กลับไปมือเปล่าเช่นกัน  12เจ้าของสวนยังส่งคนรับใช้คนที่สามไปอีก คนเช่าสวนก็ทำร้ายคนรับใช้คนนี้จนบาดเจ็บแล้วไล่ออกไป  13เจ้าของสวนจึงคิดว่า “ฉันจะทำอย่างไรดี ฉันจะส่งลูกสุดที่รักไป พวกนั้นคงจะเกรงใจลูกของฉันบ้าง”  14เมื่อคนเช่าสวนเห็นบุตรของเจ้าของสวนมาก็ปรึกษากันว่า “คนนี้เป็นทายาท เราจงฆ่าเขาเสียเถิด เพื่อมรดกจะได้ตกเป็นของเรา”  15แล้วเขาก็ไล่บุตรของเจ้าของสวนออกไปจากสวนและฆ่าเสีย

          ‘เจ้าของสวนจะทำอย่างไรกับคนเหล่านี้  16เขาจะมาทำลายคนเช่าสวนเหล่านั้นเสีย แล้วยกสวนให้คนอื่นเช่า’ เมื่อประชาชนได้ยินดังนี้จึงกล่าวว่า ‘อย่าให้เป็นเช่นนี้เลย’  17พระเยซูเจ้าทรงเพ่งมองหน้าเขา ตรัสว่า ‘ข้อความในพระคัมภีร์ตอนนี้หมายความว่าอย่างไร

            หินที่ช่างก่อสร้างทิ้งเสียนั้น

ได้กลายเป็นศิลาหัวมุม

          18ทุกคนที่ล้มลงบนหินก้อนนั้นจะแหลกเป็นชิ้น ๆ หินก้อนนี้ตกทับผู้ใด ผู้นั้นจะแหลกเป็นชิ้น ๆ เช่นเดียวกัน”

          19บรรดาธรรมาจารย์และหัวหน้าสมณะรู้ดีว่าพระองค์ตรัสอุปมาเรื่องนี้หมายถึงพวกตน จึงหาวิธีการจะจับกุมพระองค์ทันที แต่ยังไม่กล้าทำ เพราะกลัวประชาชน

            การเสียภาษีแก่จักรพรรดิซีซาร์

          20พวกเขาจึงคอยจับตาดูพระองค์ ส่งสายลับซึ่งแสร้งทำตนเป็นคนชอบธรรม  เพื่อให้มาจับผิดพระองค์ในพระวาจา จะได้มอบพระองค์ให้แก่ผู้ว่าราชการซึ่งมีอำนาจตัดสิน  21คนเหล่านี้ทูลพระองค์ว่า ‘พระอาจารย์ พวกเรารู้ว่าท่านพูดและสั่งสอนอย่างตรงไปตรงมาไม่เห็นแก่หน้าใคร แต่สั่งสอนวิถีทางของพระเจ้าตามความจริง  22เป็นการถูกต้องหรือไม่ที่จะเสียภาษีแก่ซีซาร์’  23พระเยซูเจ้าทรงทราบอุบายของเขา จึงตรัสว่า  24“เอาเงินเหรียญให้เราดูสักเหรียญหนึ่งเถิด รูปและคำจารึกนี้เป็นของใคร’  เขาตอบว่า ‘เป็นของซีซาร์’  25พระองค์จึงตรัสตอบเขาว่า ‘ดังนั้น ของของซีซาร์จงคืนให้ซีซาร์ และของของพระเจ้าจงคืนให้พระเจ้าเถิด’    26เขาจับผิดพระองค์ไม่ได้ในพระวาจานี้ที่พระองค์ตรัสต่อหน้าประชาชน เขาประหลาดใจในคำตอบของพระองค์ จึงนิ่งเงียบไป

            การกลับคืนชีพของผู้ตาย

          27ชาวสะดูสีบางคนมาพบพระเยซูเจ้า คนเหล่านี้สอนว่าไม่มีการกลับคืนชีพ  เขาทูลถามพระองค์ว่า  28‘พระอาจารย์ โมเสสเขียนสั่งไว้ว่า ถ้าพี่ชายตาย มีภรรยาแต่ไม่มีบุตร ก็ให้น้องชายของเขารับหญิงนั้นมาเป็นภรรยาเพื่อจะได้สืบสกุลของพี่ชาย  29มีพี่น้องเจ็ดคน คนแรกมีภรรยา แล้วก็ตายโดยไม่มีบุตร  30คนที่สอง  31คนที่สามรับนางเป็นภรรยาและตายโดยไม่มีบุตร เป็นเช่นนี้ทั้งเจ็ดคน  32ในที่สุดหญิงคนนั้นก็ตายด้วย  33ดังนี้ เมื่อมนุษย์จะกลับคืนชีพ หญิงคนนั้นจะเป็นภรรยาของใคร เพราะทั้งเจ็ดคนต่างได้นางเป็นภรรยา’

          34พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า 'คนของโลกนี้bแต่งงานเป็นสามีภรรยากัน  35แต่คนที่จะบรรลุถึงโลกหน้าและจะกลับคืนชีพจากบรรดาผู้ตายcนั้น จะไม่แต่งงานเป็นสามีภรรยากันอีก  36เพราะเขาจะไม่ตายอีกต่อไปdเขาจะเป็นเหมือนทูตสวรรค์และจะเป็นบุตรของพระเจ้า เพราะเขาจะกลับคืนชีพe  37โมเสสยืนยันแล้วว่าผู้ตายจะกลับคืนชีพในข้อความเรื่องพุ่มไม้ เมื่อพูดถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า เป็นพระเจ้าของอับราฮัม  พระเจ้าของอิสอัคและพระเจ้าของยาโคบ  38พระองค์มิใช่พระเจ้าของผู้ตาย แต่เป็นพระเจ้าของผู้เป็น เพราะทุกคนมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์’ 39ธรรมาจารย์บางคนfพูดว่า ‘พระอาจารย์ ท่านพูดดีแล้ว’  40เขาไม่กล้าทูลถามพระองค์อีกต่อไป

            พระคริสตเจ้าทรงเป็นยิ่งกว่าโอรสของกษัตริย์ดาวิด 

          41พระเยซูเจ้าตรัสถามคนเหล่านั้นว่า ‘ประชาชนพูดได้อย่างไรว่าพระคริสต์เป็นโอรสของกษัตริย์ดาวิด  42เพราะกษัตริย์ดาวิดตรัสไว้ในหนังสือเพลงสดุดีว่า

            “องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่า

            เชิญประทับนั่งเบื้องขวาของเรา

            43จนกว่าเราจะทำให้ศัตรูของท่านเป็นที่รองบาทของท่าน

          44เมื่อกษัตริย์ดาวิดทรงเรียกพระคริสต์ว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า พระคริสต์จะทรงเป็นโอรสของกษัตริย์ดาวิดได้อย่างไร’

            พระเยซูเจ้าทรงประณามบรรดาธรรมาจารย์

          45ขณะที่ประชาชนทุกคนกำลังฟังอยู่ พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาศิษย์ว่า  46‘จงระวังบรรดาธรรมาจารย์ที่ชอบสวมเสื้อยาวเดินไปมา อยากให้คนทั้งหลายคำนับตามลานสาธารณะ พอใจนั่งแถวหน้าในศาลาธรรม พอใจนั่งที่หัวโต๊ะในงานเลี้ยง  47คนเหล่านี้โกงกินทรัพย์สินของหญิงม่ายและอธิษฐานภาวนายืดยาวเพื่อให้คนมอง คนเหล่านี้จะรับโทษหนักกว่าผู้อื่น’

20 a ตั้งแต่ 20:1 ถึง 21:5 ลก เล่าเรื่องตามลำดับของ มก อย่างใกล้ชิด ลก จะไม่เล่าเหตุการณ์เรื่องต้นมะเดื่อเทศที่เหี่ยวแห้งไป (มก 11:12-14; 20-25) แต่ได้เล่าอุปมาเรื่องต้นมะเดื่อเทศไร้ผลแทน (ลก 13:6-9) ลก ไม่ได้กล่าวถึงการถกเถียงเรื่องบทบัญญัติสำคัญที่สุดที่ตรงนี้ (มก 12:28-34) เพราะได้เล่าเหตุการณ์นี้แล้วใน ลก 10:25-28 ซึ่ง ลก อาจได้รายละเอียดมาจากแหล่งข้อมูลอื่น

b แปลตามตัวอักษรว่า ‘บุตรของยุคนี้’ เป็นสำนวนฮีบรูหมายถึง ‘ผู้ที่เป็นของยุคนี้’ “คนของโลกนี้” (เทียบ 16:8)

c ในที่นี้กล่าวถึงการกลับคืนชีพของผู้ชอบธรรมเท่านั้น (ดู ฟป 3:11 เชิงอรรถ h) ไม่กล่าวถึงชะตากรรมของคนอธรรม

d สำเนาโบราณบางฉบับว่า “เขาจะไม่ต้องตาย”

e แปลตามตัวอักษรว่า “บุตรของการกลับคืนชีพ” เป็นสำนวนฮีบรู

f พวกธรรมาจารย์ ซึ่งส่วนมากเป็นชาวฟาริสี เชื่อว่าผู้ตายจะกลับคืนชีพ (ดู กจ 23:6-9) จึงเห็นด้วยกับพระเยซูเจ้าในเรื่องนี้