Get Adobe Flash player


(ไฟล์ "เสียงวรสาร" โดย วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ กรุงเทพฯ)

การประกาศพระวาจาอย่างกล้าหาญ

          12  1ขณะที่ประชาชนนับพัน ๆ คนพากันเบียดเสียดจนเกือบจะเหยียบกัน  พระเยซูเจ้าทรงเริ่มตรัสกับบรรดาศิษย์aก่อนว่า ‘จงระวังเชื้อแป้งของบรรดาชาวฟาริสี  คือความหน้าซื่อใจคดของเขา  2ไม่มีสิ่งใดที่ปิดบังไว้จะไม่ถูกเปิดเผย ไม่มีสิ่งใดที่ซ่อนเร้นจะไม่มีใครรู้  3เพราะฉะนั้น สิ่งที่ท่านกล่าวในที่มืดจะมีผู้ได้ยินในที่แจ้ง สิ่งที่ท่านกระซิบที่หูภายในห้องจะถูกประกาศบนดาดฟ้าของบ้าน

          4‘เรากล่าวแก่ท่านที่เป็นมิตรของเราว่า อย่าเกรงกลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กายและหลังจากนั้นก็ไม่อาจทำอะไรได้อีก  5เราจะชี้ให้ท่านเห็นว่าท่านต้องเกรงกลัวผู้ใด จงเกรงกลัวผู้ที่ฆ่าแล้วยังมีอำนาจโยนท่านลงไปในนรกด้วย ใช่แล้ว เราบอกท่านทั้งหลาย จงเกรงกลัวผู้นี้เถิด  6นกกระจอกห้าตัวราคาขายสองบาทมิใช่หรือ แม้กระนั้นไม่มีนกสักตัวเดียวที่พระเจ้าทรงลืม  7ผมทุกเส้นบนศีรษะของท่านถูกนับไว้หมดแล้ว อย่าเกรงกลัวเลย ท่านมีค่ามากกว่านกกระจอกจำนวนมาก

          8เราบอกท่านทั้งหลายว่าทุกคนที่ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์ บุตรแห่งมนุษย์จะยอมรับผู้นั้นต่อหน้าทูตสวรรค์ของพระเจ้า  9แต่ผู้ที่ปฏิเสธไม่ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์ จะถูกปฏิเสธไม่ยอมรับต่อหน้าทูตสวรรค์ของพระเจ้าด้วยเช่นเดียวกัน

          10‘ทุกคนที่กล่าวร้ายต่อบุตรแห่งมนุษย์จะได้รับการอภัย แต่ผู้ที่กล่าวร้ายต่อพระจิตเจ้าจะไม่ได้รับการอภัยเลย

          11‘เมื่อเขาจะนำท่านไปยังศาลาธรรมต่อหน้าผู้ปกครองและผู้ทรงอำนาจ ท่านทั้งหลายอย่าวิตกกังวลว่าจะหาเหตุผลป้องกันตัวอย่างไรหรือจะพูดอะไร  12เพราะพระจิตเจ้าจะทรงสอนท่านในเวลานั้นว่าจะต้องพูดอะไร’

            การสะสมทรัพย์สมบัติ

          13ประชาชนคนหนึ่งทูลพระเยซูเจ้าว่า ‘พระอาจารย์ โปรดบอกพี่ชายข้าพเจ้าให้แบ่งมรดกให้ข้าพเจ้าเถิด’  14พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า ‘มนุษย์เอ๋ย ใครตั้งเราเป็นผู้พิพากษาหรือเป็นผู้แบ่งมรดกของท่าน  15แล้วพระองค์ตรัสกับคนเหล่านั้นว่า ‘จงระวังและรักษาตัวไว้ให้พ้นจากความโลภทุกชนิด เพราะชีวิตของคนเราไม่ขึ้นกับทรัพย์สมบัติของเขา แม้ว่าเขาจะมั่งมีมากเพียงใดก็ตาม’

          16พระองค์ยังตรัสอุปมาเรื่องหนึ่งให้เขาทั้งหลายฟังอีกว่า ‘เศรษฐีคนหนึ่งมีที่ดินที่เกิดผลดีอย่างมาก  17เขาจึงคิดว่า “ฉันจะทำอย่างไรดี ฉันไม่มีที่พอจะเก็บพืชผลของฉัน”  18เขาคิดอีกว่า “ฉันจะทำอย่างนี้ จะรื้อยุ้งฉางเก่าแล้วสร้างใหม่ให้ใหญ่โตกว่าเดิม จะได้เก็บข้าวและสมบัติทั้งหมดไว้  19แล้วฉันจะพูดกับตนเองว่า “ดีแล้ว เจ้ามีทรัพย์สมบัติมากมายเก็บไว้ใช้ได้หลายปี จงพักผ่อน กินดื่มและสนุกสนานเถิด”  20แต่พระเจ้าตรัสกับเขาว่า “คนโง่เอ๋ย คืนนี้ เขาจะเรียกเอาชีวิตเจ้าไป แล้วสิ่งที่เจ้าได้เตรียมไว้จะเป็นของใครเล่า  21คนที่สะสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตนเองแต่ไม่เป็นคนมั่งมีสำหรับพระเจ้า ก็จะเป็นเช่นนี้”

            ความวางใจในพระเจ้า

          22พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาศิษย์ว่า ‘เราบอกท่านทั้งหลายว่า อย่ากังวลถึงชีวิตของท่านว่าจะกินอะไร อย่ากังวลถึงร่างกายของท่านว่าจะนุ่งห่มอะไร  23ชีวิตbย่อมสำคัญกว่าอาหาร และร่างกายย่อมสำคัญกว่าเครื่องนุ่งห่ม  24จงสังเกตดูนกกาเถิด นกกามิได้หว่าน มิได้เก็บเกี่ยว ไม่มีโรงนา ไม่มียุ้งฉาง แต่พระเจ้าทรงเลี้ยงมัน  ท่านทั้งหลายมีค่ามากกว่านกสักเพียงใด  25ท่านใดบ้างที่กังวลแล้วต่ออายุของตนให้ยาวออกไปอีกสักหนึ่งวันได้  26ดังนั้น ถ้าสิ่งเล็กน้อยเช่นนี้ยังอยู่เหนืออำนาจของท่านแล้ว ท่านจะกังวลถึงเรื่องอื่น ๆ ทำไมเล่า  27จงสังเกตดูดอกไม้ในทุ่งนาเถิด ดอกไม้ไม่ปั่นด้ายหรือทอผ้าcแต่เราบอกท่านทั้งหลายว่ากษัตริย์ซาโลมอนเมื่อทรงเครื่องอย่างหรูหราก็ยังไม่งดงามเท่าดอกไม้นี้ดอกหนึ่ง  28แม้แต่หญ้าในทุ่งนาซึ่งมีชีวิตอยู่วันนี้รุ่งขึ้นจะถูกโยนทิ้งในเตาไฟ พระองค์ยังทรงตกแต่งเช่นนี้ พระองค์จะไม่สนพระทัยท่านมากกว่านี้นั้นหรือ ท่านช่างมีความเชื่อน้อยจริง  29ท่านอย่ากังวลใจแสวงหาว่าจะกินอะไรหรือจะดื่มอะไร  30สิ่งเหล่านี้ชนชาติอื่น ๆ ในโลกเท่านั้นที่แสวงหา พระบิดาของท่านทรงทราบดีว่าท่านต้องการสิ่งเหล่านี้  31ฉะนั้น จงแสวงหาพระอาณาจักรของพระองค์เถิด แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมทุกสิ่งให้

          32‘ฝูงแกะน้อย ๆ เอ๋ย อย่ากลัวเลย’ เพราะพระบิดาของท่านพอพระทัยจะประทานพระอาณาจักรให้แก่ท่าน

            การให้ทานd

          33‘จงขายทรัพย์สินของท่านและให้ทาน จงหาถุงเงินที่ไม่มีวันชำรุด จงหาทรัพย์สมบัติที่ไม่มีวันหมดสิ้นในสวรรค์ ที่นั่นขโมยเข้าไม่ถึงและแมลงขมวนไม่ทำลาย  34เพราะทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ใด ใจของท่านก็จะอยู่ที่นั่นด้วย

            การเตรียมพร้อมเมื่อนายกลับมา

          35‘ท่านทั้งหลายจงคาดสะเอวeและจุดตะเกียงเตรียมพร้อมไว้  36จงเป็นเสมือนผู้รับใช้ที่กำลังคอยนายกลับจากงานสมรส เมื่อนายมาและเคาะประตูจะได้เปิดรับ  37ผู้รับใช้เหล่านั้นเป็นสุข ถ้านายกลับมาพบเขากำลังตื่นเฝ้าอยู่ เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า นายจะคาดสะเอวพาผู้รับใช้เหล่านั้นไปนั่งโต๊ะและจะรับใช้เขาด้วย   38ไม่ว่านายจะมาเวลาสองยามหรือสามยาม ถ้าพบผู้รับใช้กำลังทำเช่นนี้ ผู้รับใช้เหล่านั้นก็เป็นสุข  39พึงรู้ไว้เถิด ถ้าเจ้าของบ้านรู้ว่าขโมยจะมาเวลาใด เขาคงไม่ปล่อยให้ขโมยงัดแงะบ้านของตน  40ท่านทั้งหลายจงเตรียมพร้อมไว้ เพราะบุตรแห่งมนุษย์จะเสด็จมาในเวลาที่ท่านมิได้คาดหมาย’

          41เปโตรทูลว่า ‘ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ตรัสอุปมานี้สำหรับพวกเราหรือสำหรับทุกคน’  42องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า ‘ใครเล่าเป็นผู้จัดการที่ซื่อสัตย์และรอบคอบfซึ่งนายจะแต่งตั้งให้ดูแลผู้รับใช้อื่น ๆ เพื่อปันส่วนอาหารให้ตามเวลาที่กำหนด  43ผู้รับใช้คนนั้นเป็นสุข ถ้านายกลับมาพบเขากำลังทำดังนี้  44เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า นายจะแต่งตั้งเขาให้ดูแลทรัพย์สินทั้งหมดของตน  45แต่ถ้าผู้รับใช้คนนั้นคิดว่า “นายจะมาช้า” และเริ่มตบตีผู้รับใช้ทั้งชายและหญิง กินดื่มจนเมามาย  46นายของผู้รับใช้คนนั้นจะกลับมาในวันที่เขามิได้คาดหมาย ในเวลาที่เขาไม่รู้ นายจะแยกเขาออก ให้ไปอยู่กับพวกคนที่ไม่ซื่อสัตย์

          47‘ผู้รับใช้ที่รู้ใจนายของตน แต่ไม่เตรียมพร้อมและไม่ทำตามใจนาย จะต้องถูกเฆี่ยนมาก  48แต่ผู้รับใช้ที่ไม่รู้ใจนาย แม้ทำสิ่งที่ควรจะถูกเฆี่ยน ก็จะถูกเฆี่ยนน้อย ผู้ใดได้รับฝากไว้มาก ผู้นั้นก็จะถูกทวงกลับไปมากด้วย

            พระเยซูเจ้าตรัสถึงการรับทรมาน

          49‘เรามาเพื่อจุดไฟgในโลก เราปรารถนาอย่างยิ่งที่จะให้โลกนี้ลุกเป็นไฟ  50เรามีการล้างที่จะต้องรับ และเราเป็นทุกข์กังวลใจอย่างมากจนกว่าการล้างนี้จะสำเร็จ

            พระเยซูเจ้าทรงเป็นสาเหตุของความขัดแย้

          51‘ท่านคิดว่าเรามาเพื่อนำสันติภาพมาสู่โลกหรือ มิได้ เราบอกท่านทั้งหลายว่า  เรานำความแตกแยกมาต่างหาก  52ตั้งแต่นี้ไป คนห้าคนในบ้านหนึ่งจะแตกแยกกัน  คนสามคนจะแตกแยกกับคนสองคน และคนสองคนจะแตกแยกกับคนสามคน  53บิดาจะแตกแยกกับบุตรชาย และบุตรชายจะแตกแยกกับบิดา มารดาจะแตกแยกกับบุตรหญิง และบุตรหญิงจะแตกแยกกับมารดา มารดาของสามีจะแตกแยกกับบุตรสะใภ้  และบุตรสะใภ้จะแตกแยกกับมารดาของสามี’

            การอ่านเครื่องหมายของกาลเวลาh

          54พระเยซูเจ้าตรัสกับประชาชนว่า ‘เมื่อท่านเห็นเมฆก่อตัวขึ้นทางทิศตะวันตก   ท่านก็กล่าวได้ทันทีว่าฝนจะตก และก็เป็นเช่นนั้น  55เมื่อลมทิศใต้พัดมา ท่านก็กล่าวว่าอากาศจะร้อน และก็เป็นเช่นนั้น  56คนหน้าซื่อใจคดเอ๋ย ท่านรู้จักวินิจฉัยลักษณะดินฟ้าอากาศ แล้วทำไมจึงไม่วินิจฉัยเวลาปัจจุบันนี้เล่า

          57‘ทำไมท่านจึงไม่ตัดสินด้วยตนเองว่าสิ่งใดถูกต้องเล่า  58ขณะที่ท่านกำลังไปศาลกับคู่ความของท่าน จงพยายามตกลงกันเสียระหว่างทาง เพื่อมิให้คู่ความของท่านลากท่านไปต่อหน้าผู้พิพากษาและผู้พิพากษาจะมอบท่านให้แก่ผู้คุม และผู้คุมจะขังท่านไว้ในคุก  59เราบอกท่านว่า ท่านจะออกจากคุกไม่ได้จนกว่าท่านจะชำระหนี้จนถึงเศษสตางค์iสุดท้าย’

12 a ยังอาจแปลได้อีกว่า ‘ตรัสกับบรรดาศิษย์ว่า ก่อนอื่น จงระวัง…’

b “ชีวิต” แปลตามตัวอักษรว่า ‘วิญญาณ’ ซึ่งในพระคัมภีร์หมายถึง “ตัวบุคคล” เช่นเดียวกับข้อ 19

c สำเนาโบราณบางฉบับว่า “ดอกไม้ไม่ทำงาน หรือปั่นด้าย” เทียบ มธ 6:28

d ลก เน้นเป็นพิเศษคำสอนที่ว่าความมั่งคั่งเป็นอันตรายและควรเอาทรัพย์สินมาทำทาน (ดู 3:11; 6:30; 7:5; 11:41; 12:33-34; 14:13-14; 16:9; 18:22; 19:8; กจ 9:36; 10:2,4,31)

e ‘คาดสะเอว’ มิได้หมายความว่าเอาผ้าหรือเข็มขัดมาคาดเสื้อผ้าอื่นที่สวมอยู่เป็นการเพิ่มเติม แต่หมายถึงการถกเสื้อยาวที่สวมอยู่ให้สั้นเข้าและรัดเข็มขัดให้แน่นเพื่อทำงานได้อย่างสะดวกขึ้น

f “ผู้จัดการ” หมายถึงผู้รับใช้ที่มีอำนาจเหนือผู้รับใช้คนอื่น ดังนั้น พระเยซูเจ้ากล่าวถึงบรรดาอัครสาวก (‘พวกเรา’ ในคำถามของเปโตร)

g “ไฟ” เป็นสัญลักษณ์ มีความหมายได้หลายอย่างตามบริบทที่ใช้ อาจจะหมายถึงพระจิตเจ้า หรือไฟซึ่งจะชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ เมื่อพระเจ้าเสด็จมาพิพากษา การสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเปรียบได้กับไฟที่ชำระให้บริสุทธิ์นี้ ในข้อ 50 พระเยซูเจ้าทรงกล่าวถึง “การล้าง” ซึ่งหมายถึงพระทรมานที่จะทรงรับ ทำให้คิดว่า “ไฟ” ในที่นี้หมายถึงพระทรมานด้วย แต่ข้อ 51-53 ทำให้เข้าใจว่า “ไฟ” หมายถึงความขัดแย้งที่ผู้ติดตามพระเยซูเจ้าจะต้องเผชิญ

h ยุคพระเมสสิยาห์ได้มาถึงแล้ว ถึงเวลาแล้วที่จะต้องรับรู้ความจริงข้อนี้ เพราะการพิพากษาอยู่ใกล้แล้ว (ข้อ 57-59)

i “เศษสตางค์” คำภาษากรีก ‘lepton’ หมายถึงเหรียญที่มีค่าน้อยมาก  ใน มธ 5:25-26 บริบทของข้อความนี้คือคำสอนว่าเราต้องคืนดีกับพี่น้องในหมู่คณะ ส่วนใน ลก ข้อความนี้เป็นการเตือนให้ตัดสินใจ เพราะการพิพากษาของพระเจ้าใกล้จะมาถึงแล้ว เราจึงต้องจัดการอย่างเร่งด่วน