Get Adobe Flash player


(ไฟล์ "เสียงวรสาร" โดย วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ กรุงเทพฯ)

พระเยซูเจ้าทรงส่งอัครสาวกสิบสองคน

1พระเยซูเจ้าทรงเรียกอัครสาวกสิบสองคนaเข้ามาพร้อมกัน ประทานอำนาจเหนือปีศาจ และพลังรักษาโรค  2ทรงส่งเขาไปประกาศพระอาณาจักรพระเจ้าและรักษาโรค  3พระองค์ตรัสกับเขาว่า “เมื่อท่านเดินทาง อย่านำสิ่งใดไปด้วย อย่านำ

ไม้เท้า ย่าม อาหาร เงิน หรือแม้แต่เสื้อสำรองไปด้วย  4เมื่อท่านเข้าไปในบ้านใด จงพักอยู่ที่นั่นจนกว่าจะเดินทางต่อไป  5ถ้าเขาไม่ต้อนรับท่าน จงออกจากเมืองนั้นและสลัดฝุ่นจากเท้าไว้เป็นพยานปรักปรำเขา” บรรดาอัครสาวกจึงออกไปตามหมู่บ้าน  ประกาศข่าวดีและรักษาโรคไปทั่วทุกแห่ง

            กษัตริย์เฮโรดและพระเยซูเจ้าb

          7กษัตริย์เฮโรดทรงได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดก็ทรงรู้สึกสับสน เพราะบางคนพูดว่ายอห์นได้กลับคืนชีพจากบรรดาผู้ตาย  8บางคนพูดว่าประกาศกเอลียาห์ได้ปรากฏแล้ว บางคนว่าประกาศกในอดีตคนหนึ่งได้กลับคืนชีพ  9แต่กษัตริย์เฮโรดตรัสว่า “ยอห์นนั้นเราได้ตัดศีรษะแล้ว คนที่เราได้ยินเรื่องราวทั้งหมดนี้เป็นใครเล่า” กษัตริย์เฮโรดจึงทรงหาโอกาสจะพบพระองค์

            บรรดาอัครสาวกกลับมา พระเยซูเจ้าทรงทวีขนมปังc

          10เมื่อบรรดาอัครสาวกกลับมาแล้ว เขาทูลทุกสิ่งที่ได้กระทำแด่พระเยซูเจ้า   พระองค์จึงทรงพาเขาไปด้วย ทรงปลีกพระองค์ไปยังเมืองที่มีชื่อว่าเบธไซดา  11แต่ประชาชนรู้จึงติดตามพระองค์ไป พระองค์ทรงต้อนรับเขาและตรัสสอนเขาเรื่องพระอาณาจักรของพระเจ้า ทรงรักษาคนที่ต้องการการบำบัดรักษา

          12เมื่อจวนถึงเวลาเย็น อัครสาวกสิบสองคนมาทูลพระองค์ว่า “ขอพระองค์ทรงอนุญาตให้ประชาชนกลับไปเถิด เขาจะได้ไปตามหมู่บ้านและชนบทโดยรอบเพื่อหาที่พักและอาหาร เพราะขณะนี้เราอยู่ในที่เปลี่ยว”  13พระองค์ตรัสกับเขาว่า “ท่านทั้งหลายจงหาอาหารให้เขากินเถิด” เขาทูลว่า “เราไม่มีอะไรนอกจากขนมปังห้าก้อนและปลาสองตัวเท่านั้น หรือว่าเราจะไปซื้ออาหารสำหรับคนเหล่านี้ทั้งหมด”  14ที่นั่นมีผู้ชายประมาณห้าพันคน พระองค์จึงตรัสกับบรรดาศิษย์ว่า “จงบอกให้พวกเขานั่งลงเป็นกลุ่ม กลุ่มละประมาณห้าสิบคน”  15เขาก็ทำตามและให้ทุกคนนั่งลง  16พระเยซูเจ้าทรงรับขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวนั้นมา ทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นมองท้องฟ้า  ทรงกล่าวถวายพระพร ทรงบิขนมปัง ส่งให้บรรดาศิษย์นำไปแจกจ่ายแก่ประชาชน  17ทุกคนได้กินจนอิ่ม แล้วยังเก็บเศษที่เหลือได้สิบสองกระบุง

            เปโตรประกาศความเชื่อd

          18วันหนึ่ง พระเยซูเจ้าทรงอธิษฐานภาวนาอยู่เพียงพระองค์เดียว บรรดาศิษย์เข้ามาเฝ้า พระองค์จึงตรัสถามเขาว่า “ประชาชนว่าเราเป็นใคร”  19เขาทูลตอบว่า “บ้างว่าเป็นยอห์นผู้ทำพิธีล้าง บ้างว่าเป็นเอลียาห์ บ้างว่าเป็นประกาศกในอดีตคนหนึ่งซึ่งกลับคืนชีพ”  20พระเยซูเจ้าตรัสถามเขาว่า “ท่านล่ะว่าเราเป็นใคร” เปโตรทูลตอบว่า “พระองค์คือพระคริสต์ของพระเจ้า”  21พระองค์จึงทรงกำชับบรรดาศิษย์มิให้พูดเรื่องนี้แก่ผู้ใด

            พระเยซูเจ้าทรงทำนายครั้งแรกเรื่องพระทรมานe

          22พระองค์ตรัสว่า “บุตรแห่งมนุษย์จะต้องรับทรมานเป็นอันมาก จะถูกบรรดา

ผู้อาวุโส มหาสมณะและธรรมาจารย์ปฏิเสธไม่ยอมรับ และจะถูกประหารชีวิต   แต่จะกลับคืนชีพในวันที่สาม”

            เงื่อนไขในการติดตามพระคริสตเจ้า

          23หลังจากนั้น พระองค์ตรัสกับทุกคนว่า “ถ้าผู้ใดอยากติดตามเราก็จงเลิกนึกถึงตนเอง จงแบกไม้กางเขนของตนทุกวันและติดตามเรา  24ผู้ใดใคร่รักษาชีวิต ผู้นั้นจะต้องสูญเสียชีวิต แต่ถ้าผู้ใดเสียชีวิตเพราะเรา ผู้นั้นจะรักษาชีวิตได้  25มนุษย์จะได้ประโยชน์ใดในการที่จะได้โลกทั้งโลกเป็นกำไร แต่ต้องเสียชีวิตและพินาศไป  26ถ้าผู้ใดอับอายเพราะเราและเพราะถ้อยคำของเรา บุตรแห่งมนุษย์ก็จะอับอายเพราะเขา  เมื่อเสด็จมาในพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์ ของพระบิดา และของบรรดาทูตสวรรค์ผู้ศักดิ์สิทธิ์

            พระอาณาจักรจะมาถึงในไม่ช้า

          27”เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า “บางท่านที่ยืนอยู่ที่นี่จะยังไม่ตายจนกว่าจะเห็นพระอาณาจักรของพระเจ้า”

            พระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระองค์อย่างรุ่งโรจน์f

          28หลังจากพระเยซูเจ้าตรัสเรื่องนี้ประมาณแปดวัน พระองค์ทรงพาเปโตร

ยอห์น และยากอบ ขึ้นไปบนภูเขาเพื่ออธิษฐานภาวนา  29ขณะที่ทรงอธิษฐานภาวนาอยู่นั้น ลักษณะของพระพักตร์เปลี่ยนไปและฉลองพระองค์มีสีขาวเจิดจ้า  30ทันใดนั้น  บุรุษสองคนคือโมเสสและประกาศกเอลียาห์gมาสนทนากับพระองค์  31ทั้งสองคนปรากฏมาในสิริรุ่งโรจน์ กล่าวถึงการจากไปของพระองค์ที่กำลังจะสำเร็จใน

กรุงเยรูซาเล็ม  32เปโตรและเพื่อนที่อยู่ด้วยต่างก็ง่วงนอนมาก เมื่อตื่นขึ้นhก็เห็นพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์และเห็นบุรุษทั้งสองคนยืนอยู่กับพระองค์  33ขณะที่บุรุษทั้งสองคนกำลังจะจากพระเยซูเจ้าไป เปโตรทูลพระองค์ว่า “พระอาจารย์เจ้าข้า ที่นี่สบายน่าอยู่จริง ๆ เราจงสร้างเพิงขึ้นสามหลังเถิด หลังหนึ่งสำหรับพระองค์ หลังหนึ่งสำหรับโมเสส อีกหลังหนึ่งสำหรับประกาศกเอลียาห์” เขาไม่รู้ว่ากำลังพูดอะไร  34ขณะที่เขากำลังพูดอยู่นั้น เมฆก้อนหนึ่งลอยมาปกคลุมเขาไว้ เมื่ออยู่ในเมฆ เขากลัวมาก  35เสียงหนึ่งดังออกมาจากเมฆว่า “ท่านผู้นี้เป็นบุตรของเรา ผู้ที่เราได้เลือกสรรiจงฟังท่านเถิด”  36เมื่อสิ้นเสียงนั้นแล้ว ศิษย์ทั้งสามก็เห็นพระเยซูเจ้าเพียงพระองค์เดียว  เขาเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ไม่ได้บอกเรื่องที่เห็นให้ผู้ใดรู้เลยในเวลานั้น   

            คนถูกปีศาจสิง

          37ต่อมา เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จลงมาจากภูเขาพร้อมกับศิษย์ทั้งสามคน

ประชาชนจำนวนมากเข้ามาเฝ้าพระองค์  38ทันใดนั้น ชายคนหนึ่งร้องตะโกนในหมู่ประชาชนว่า “พระอาจารย์เจ้าข้า ข้าพเจ้าอ้อนวอนพระองค์โปรดทอดพระเนตร

บุตรชายของข้าพเจ้าด้วย เขาเป็นบุตรคนเดียวของข้าพเจ้า  39เมื่อปีศาจเข้าสิง เขาก็ตะโกนขึ้นมาทันทีและเริ่มชัก น้ำลายฟูมปาก และก่อนที่ปีศาจจะออกไปมันก็จะทำให้เด็กหมดแรง  40ข้าพเจ้าวอนขอศิษย์ของท่านให้ขับไล่ปีศาจ แต่เขาทำไม่ได้”  41พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “คนหัวดื้อ เชื่อยาก และเลวร้าย เราจะต้องอยู่กับท่านอีกนานเท่าใด จะต้องทนท่านอีกนานเท่าใด จงพาบุตรของท่านมาที่นี่”  42ขณะที่เด็กคนนั้นกำลังเข้ามาใกล้  ปีศาจก็ทำให้เด็กล้มลงชัก พระเยซูเจ้าตรัสสำทับปีศาจร้ายและทรงรักษาเด็กให้หายเป็นปกติแล้วมอบเขาให้บิดา  43ทุกคนประหลาดใจมากเมื่อเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

            พระเยซูเจ้าทรงทำนายครั้งที่สองเรื่องพระทรมาน

          ขณะที่ทุกคนกำลังพิศวงในทุกสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงกระทำอยู่นั้น พระองค์ตรัสกับบรรดาศิษย์ว่า  44”ท่านทั้งหลายจงฟังถ้อยคำเหล่านี้ไว้ให้ดีเถิด บุตรแห่งมนุษย์กำลังจะถูกมอบในเงื้อมมือของคนทั้งหลาย”  45แต่บรรดาศิษย์ไม่เข้าใจพระวาจานี้ซึ่งเป็นถ้อยคำที่ถูกปิดบังไว้มิให้เข้าใจความหมาย และเขาทั้งหลายไม่กล้าทูลถามเรื่องนี้

            ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดj

          46บรรดาศิษย์เริ่มถกเถียงกันว่าคนใดในกลุ่มยิ่งใหญ่ที่สุด  47พระเยซูเจ้าทรงทราบความคิดของเขาจึงทรงจูงเด็กเล็ก ๆ คนหนึ่งมายืนใกล้พระองค์  48ตรัสว่า “ผู้ใดต้อนรับเด็กเล็ก ๆ คนนี้ในนามของเรา ผู้นั้นก็ต้อนรับเรา ผู้ใดต้อนรับเรา ผู้นั้นก็ต้อนรับผู้ที่ทรงส่งเรามา เพราะในกลุ่มของท่านผู้ใดเล็กที่สุด  ผู้นั้นย่อมเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด”

            การใช้พระนามของพระเยซูเจ้า

          49ยอห์นทูลพระเยซูเจ้าว่า “พระอาจารย์เจ้าข้า เราได้เห็นคนหนึ่งขับไล่ปีศาจในพระนามของพระองค์ แต่เขาไม่ได้อยู่กับเรา เราพยายามห้ามปรามไว้k เพราะเขาไม่ใช่พวกเดียวกับเรา  50แต่พระเยซูเจ้าทรงตอบว่า “อย่าห้ามเขาเลย ผู้ใดที่ไม่ต่อต้านท่าน ผู้นั้นก็เป็นฝ่ายท่าน”

IV.
การเดินทางสู่กรุงเยรูซาเล็มl

            หมู่บ้านชาวสะมาเรียไม่รับเสด็จพระเยซูเจ้า

          51เวลาที่พระเยซูเจ้าจะต้องทรงจากโลกนี้ไปmใกล้เข้ามาแล้ว พระองค์ทรงตั้งพระทัยแน่วแน่จะเสด็จไปกรุงเยรูซาเล็ม  52และทรงส่งผู้นำสารไปล่วงหน้า คนเหล่านี้ออกเดินทางและเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของชาวสะมาเรียเพื่อเตรียมรับเสด็จพระองค์  53แต่ประชาชนที่นั่นไม่ยอมรับเสด็จเพราะพระองค์กำลังเสด็จไปกรุงเยรูซาเล็มn 54เมื่อยากอบและยอห์นศิษย์ของพระองค์เห็นดังนี้ก็ทูลพระองค์ว่า “พระเจ้าข้า พระองค์ทรงพระประสงค์ให้เราเรียกไฟจากฟ้าลงมาเผาผลาญคนเหล่านี้หรือไม่o  55พระเยซูเจ้าทรงหันไปตำหนิศิษย์ทั้งสองคนp  56แล้วทรงพระดำเนินต่อไปยังหมู่บ้านอื่นพร้อมกับบรรดาศิษย์

            ความยากลำบากในการเป็นอัครสาวก

57ขณะที่พระเยซูเจ้าทรงพระดำเนินตามทางพร้อมกับบรรดาศิษย์ ชายผู้หนึ่งทูลพระองค์ว่า “ข้าพเจ้าจะติดตามพระองค์ไปทุกแห่งที่พระองค์จะเสด็จ  58พระเยซูเจ้าจึงตรัสกับเขาว่า “สุนัขจิ้งจอกยังมีโพรง นกในอากาศยังมีรัง แต่บุตรแห่งมนุษย์ไม่มีที่จะวางศีรษะ”

59พระองค์ตรัสกับอีกคนหนึ่งว่า “จงตามเรามาเถิด” แต่เขาทูลว่าq “ขออนุญาตให้ข้าพเจ้าไปฝังศพบิดาของข้าพเจ้าเสียก่อน”  60พระองค์ตรัสกับเขาว่า “จงปล่อยให้คนตายฝังคนตายของตนเถิดrส่วนท่านจงไปประกาศพระอาณาจักรของพระเจ้า”

61อีกคนหนึ่งทูลว่า “พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าจะตามพระองค์ไป แต่ขออนุญาตกลับไปร่ำลาคนที่บ้านก่อน”  62พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ผู้ใดที่จับคันไถแล้วเหลียวดูข้างหลัง

ผู้นั้นก็ไม่เหมาะสมกับพระอาณาจักรของพระเจ้า”

9 a สำเนาโบราณบางฉบับละคำว่า ‘อัครสาวก’

b ลูกาไม่ได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับความตายของยอห์นผู้ทำพิธีล้าง ข้อความที่ว่า “กษัตริย์เฮโรดปรารถนาจะเห็นพระองค์” เป็นการเตรียมผู้อ่านให้คิดว่ากษัตริย์เฮโรดจะพบพระเยซูเจ้าในภายหลัง (23:8-12)

c ลก และ ยน กล่าวถึงการทวีขนมปังเพียงครั้งเดียว ขณะที่ มธ และ มก เล่าถึงการทวีขนมปังสองครั้ง เป็นไปได้ที่ ลก ได้จงใจไม่กล่าวถึงการทวีขนมปังครั้งที่สอง หรือเพราะ ลก ไม่รู้เรื่องราวทั้งหมดใน มก 6:45-8:26 ซึ่งเล่าเรื่องการทวีขนมปังครั้งที่สอง แต่มีความเป็นไปได้มากกว่าที่ลูกาได้จงใจไม่เล่าเรื่องซ้ำกันเหมือนกับ มก และ มธ ที่เล่าเรื่องการทวีขนมปังสองครั้ง ดูเหมือนจะเป็นการเล่าสองแบบของเหตุการณ์เดียวกันโดยแบบหนึ่งมีต้นกำเนิดในแวดวงของชาวยิวในปาเลสไตน์ (สังเกตรายละเอียด เช่น ฝั่งตะวันตกของทะเลสาบ ดู มธ 14:13 เชิงอรรถ d; สิบสองกระบุง ตรงกับสิบสองตระกูลของอิสราเอล) ส่วนอีกแบบหนึ่งมีต้นกำเนิดจากแวดวงของคนต่างศาสนา (สังเกตรายละเอียด เช่น ทางฝั่งตะวันออกของทะเลสาบ ดู มก 7:41 เจ็ดกระบุงตรงกับจำนวนของชาวคานาอันเจ็ดชาติก่อนที่ชาวยิวจะเข้ามายึดครองดินแดน ฉธบ 7:1; กจ 13:19 ดู มธ 14:13 เชิงอรรถ c ด้วย)

d ตามสำนวนของ ลก แม้เปโตรไม่เรียกพระเยซูเจ้าว่าทรงเป็น ‘พระบุตรของพระเจ้า’ (ดู มธ 16:16 เชิงอรรถ d) คำประกาศความเชื่อของเปโตร ซึ่งกล่าวแทนบรรดาอัครสาวกอื่น ๆ มีความสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเป็นจุดสำคัญในพระชนมชีพของพระเยซูเจ้า ขณะที่ประชาชนไม่เข้าใจว่าพระองค์คือใครและค่อย ๆ ตีจากไป บรรดาศิษย์ยอมรับพระองค์เป็นครั้งแรกอย่างเปิดเผยว่า พระองค์เป็นพระเมสสิยาห์ (ดู 2:26 เชิงอรรถ j) ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พระเยซูเจ้าจึงทรงพยายามสั่งสอนผู้มีความเชื่อกลุ่มเล็ก ๆ นี้ให้มีความเชื่อมั่นคงและชัดเจนยิ่งขึ้น

e คำทำนายนี้ยังมีคำทำนายอื่น ๆ อีกหลายอย่างตามมา (9:44; 12:50; 17:25; 18:31-33 เทียบ 24:7,25-27)* ลก ไม่เล่าถึงการประท้วงของเปโตรและคำตำหนิของพระเยซูเจ้า (มก 8:32ฯ)

f รายละเอียดบางประการในการเล่าเรื่องการสำแดงพระองค์อย่างรุ่งโรจน์เป็นของลูกาโดยเฉพาะ และไม่พบใน มก หรือ มธ สำหรับ มก เหตุการณ์นี้เป็นการเปิดเผยพระเมสสิยาห์ในฐานะที่ทำให้ธรรมบัญญัติและคำสอนของบรรดาประกาศกสำเร็จไป สำหรับ มธ เป็นการแสดงว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นโมเสสคนใหม่ที่ใหญ่กว่าโมเสสคนเดิม สำหรับ ลก การสำแดงพระองค์อย่างรุ่งโรจน์ยังเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของพระเยซูเจ้าอีกด้วย ขณะที่ทรงอธิษฐานภาวนาอยู่พระองค์ทรงเห็น ‘การจากไป’ (การอพยพ) ของพระองค์ ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นที่กรุงเยรูซาเล็มอย่างชัดเจน ความแตกต่างในการเล่าเรื่องเช่นนี้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์บางคนคิดว่า ลก ได้ใช้ธรรมประเพณีอีกฉบับหนึ่งต่างหากในการเรียบเรียง

g การที่ ลก ออกชื่อโมเสสและเอลียาห์เพื่อบอกว่า ‘บุรุษสองคน’ ที่กล่าวถึงนี้เป็นใคร จึงมีผู้สันนิษฐานว่าในแหล่งข้อมูลที่ลูกาใช้กล่าวถึงทูตสวรรค์สององค์ (เทียบ 24:4; กจ 1:10;) ซึ่งมาให้กำลังใจและกำลังกายแด่พระเยซูเจ้า (เทียบ ลก 22:43) สำหรับความหมายของโมเสสและเอลียาห์ ตามธรรมประเพณีของ มธ ดู มธ 17:1 เชิงอรรถ a

h “ตื่นขึ้น” ยังแปลได้อีกว่า ‘พยายามไม่หลับ’ ลก ผู้เดียวเล่าว่าบรรดาศิษย์รู้สึกง่วงจนทนไม่ไหว ทำให้เราคิดถึงการง่วงนอนของบรรดาศิษย์ในสวนเกทเสมนี (22:45) ซึ่งเกิดขึ้นในเวลากลางคืน จึงเป็นไปได้ว่า ลก ยกเรื่องความง่วงจากเหตุการณ์ในสวนเกทเสมนีมาใช้ที่นี่ด้วย

i สำเนาโบราณบางฉบับว่า ‘สุดที่รัก’ ดู มธ และ มก เราพบสมญา "ผู้ที่เราเลือกสรร" เทียบ 23:35; อสย 42:1 และ ‘บุตรแห่งมนุษย์’ แทนกันได้ในหนังสือ “อุปมาของเอโนค”

j คำตอบต่อคำถามนี้ ปรากฏอยู่ในข้อ 48ข ส่วนข้อความในข้อ 48ก ดูเหมือนจะเป็นพระวาจาที่พระองค์ตรัสในโอกาสอื่น (เทียบ มธ 10:40)

k สำเนาโบราณบางฉบับว่า ‘เราได้ห้ามปรามไว้’

l จนถึงบัดนี้ ลก ได้เล่าเหตุการณ์ตามลำดับที่พบใน มก แต่ในข้อความตั้งแต่ 9:51-18:41 ลก ไม่ได้เรียบเรียงเรื่องตามลำดับของ มก อีกต่อไป แต่ใช้ข้อมูลจากแหล่งอื่นที่ มธ ใช้ด้วย ดู “ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับ

พระวรสารสหทรรศน์” หรือจากแหล่งข้อมูลเฉพาะของตนเอง ลูกาได้เรียบเรียงเรื่องทั้งหมดนี้ในกรอบของการเดินทางสู่กรุงเยรูซาเล็ม (9:53,57; 10:1; 13:22,33; 17:11; ดู 2:38 เชิงอรรถ o)

m แปลตามตัวอักษรว่า ‘เวลาที่พระองค์จะทรงถูกยกขึ้น’ ‘การถูกยกขึ้น’ ของพระเยซูเจ้านี้ (เทียบ 2 พกษ 2:9-11; มก 16:19; กจ 1:2,10-11; 1 ทธ 3:16) หมายถึงวันในระยะสุดท้ายของชีวิตในโลกนี้ของพระองค์ (การทรมาน การสิ้นพระชนม์) และยังหมายถึงการเริ่มต้นชีวิตอันรุ่งโรจน์ของพระองค์ด้วย (การกลับคืน

พระชนมชีพและการเสด็จขึ้นสวรรค์) ยน ซึ่งเล่าถึงเหตุการณ์ช่วงสุดท้ายของพระเยซูเจ้าในด้านเทววิทยามากกว่า ใช้คำว่า ‘การรับสิริรุ่งโรจน์’ ของพระเยซูเจ้า ในความหมายนี้ (ยน 7:39; 12:16,23; 13:31ฯ) สำหรับ ยน การถูกตรึงบนไม้กางเขนก็เป็น ‘การถูกยกขึ้น’ (ยน 12:32 เชิงอรรถ j) ด้วย

n ความเกลียดชังของชาวสะมาเรียต่อชาวยิว (ยน 4:9 เชิงอรรถ e) จะแสดงออกให้เห็นเป็นพิเศษต่อผู้ที่เดินทางจาริกแสวงบุญมายังกรุงเยรูซาเล็ม ดังนั้น จึงเป็นเรื่องปกติที่ชาวยิวผู้แสวงบุญจะหลีกเลี่ยงไม่ผ่านดินแดนของชาวสะมาเรีย (เทียบ มธ 10:5) ลก และ ยน เท่านั้น (ยน 4:1-42) กล่าวว่าพระเยซูเจ้าเสด็จเข้าไปในดินแดนของชาวสะมาเรียผู้เป็นอริ (ดู 17:11,16) ต่อมาไม่นานพระศาสนจักรยุคแรกก็ปฏิบัติตามพระฉบับโดยประกาศข่าวดีแก่ชาวสะมาเรียด้วย (กจ 8:5-25)

o สำเนาโบราณบางฉบับเสริมว่า ‘ดังที่ประกาศกเอลียาห์ได้กระทำ’ เหตุการณ์นี้ชวนให้คิดถึง 2 พกษ 1:10-12 ยากอบและยอห์นในที่นี้นับได้ว่าเป็น ‘บุตรของฟ้าร้อง’ (มก 3:17) จริง ๆ

p สำเนาโบราณบางฉบับเสริมว่า ‘ทรงตำหนิว่า ท่านไม่ทราบว่าจิตใจของท่านทำด้วยอะไร บุตรแห่งมนุษย์เสด็จมาไม่ใช่เพื่อทำลาย แต่เพื่อช่วยมนุษย์ให้รอดพ้น’

q สำเนาโบราณบางฉบับเสริมว่า ‘พระเจ้าข้า’ เทียบ มธ 8:21

r ประโยคนี้เล่นคำ “คนตาย” ในสองความหมาย “ปล่อยให้คนตาย (ฝ่ายจิตใจ) ฝังคนตาย (ฝ่ายร่างกาย) ของตนเถิด”

 

ค้นหาข้อความภาษาไทย

Catholic Biblical Federation

E-Book เชิญฟังพระวาจา

E-Book หนังสือ เชิญฟังพระวาจา โดย คุณพ่อทัศไนย์  คมกฤส

สื่อ-หนังสือ-เครื่องมือ

Download Banner

Download ไฟล์ Banner ข้อความ " พระวาจาทรงชีวิต"

บทความ ข้อคิด ข้อเขียน

บทเทศวันอาทิตย์ โดย ฯพณฯ ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์
วิดีโอบทเทศวันอาทิตย์โดย พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย"ข้าพเจ้าจะเข้าใจได้อย่างไร ถ้าไม่มีใครอธิบาย" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวง ฟรังซิส ไกส์
"ชวนคิด ชวนรำพึง" โดย คุณพ่อเชษฐา  ไชยเดช
รำพึงประจำวัน โดย ภราดาอำนวย ยุ่นประยงค์
รำพึงพระวาจาประจำวันโดยคุณพ่อสมเกียรติ  ตรีนิกร
ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน โดย..คุณพ่อฉลองรัฐ สังขรัตน์ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน โดย..คุณพ่อฉลองรัฐ สังขรัตน์บทความบำรุงศรัทธา
พจนานุกรมพระคัมภีร์ โดยภราดา อำนวย ยุ่นประยงค์

เชิญมาอ่านพระคัมภีร์ฯ

 

ศิลปะเพื่อพระเจ้า

ศิลปะเพื่อพระเจ้า โดย สรินทร เมธีวัชรานนท์

DOWNLOAD เอกสาร

แผนอภิบาล ค.ศ.2010-2015 พระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย
บทภาวนาของคริสตชน ฉบับปรับปรุง ค.ศ.2012

แนะนำเว็บเกี่ยวกับพระคัมภีร์

South-East Asia Bible Link
Catholic biblical Federation
biblia_clerus
แผนกพระคัมภีร์ ฝ่ายงานอภิบาล อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
แผนกคริสตศาสนธรรมอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯวิถีชุมชนวัด BEC สภาพระสังฆราชคาทอลิกประเทศไทย