Get Adobe Flash player


(ไฟล์ "เสียงวรสาร" โดย วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ กรุงเทพฯ)

การประสูติของพระเยซูเจ้า

1ครั้งนั้น พระจักรพรรดิออกัสตัสaทรงออกพระราชกฤษฎีกาให้มีการสำรวจสำมะโนประชากรทั่วจักรวรรดิโรมัน  2การสำรวจสำมะโนประชากรครั้งแรกนี้bมีขึ้นเมื่อคีรินีอัสเป็นผู้ว่าราชการแคว้นซีเรีย  3ทุกคนต่างไปลงทะเบียนในเมืองของตน  4โยเซฟออกเดินทางจากเมืองนาซาเร็ธในแคว้นกาลิลีไปยังเมืองของกษัตริย์ดาวิดชื่อเบธเลเฮมในแคว้นยูเดีย เพราะโยเซฟสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์กษัตริย์ดาวิด  5ท่านไปลงทะเบียนพร้อมกับพระนางมารีย์ ซึ่งกำลังทรงพระครรภ์  6ขณะที่อยู่ที่นั่น ก็ถึงกำหนดเวลาที่พระนางมารีย์จะมีพระประสูติกาล  7พระนางประสูติพระโอรสองค์แรกcทรงใช้ผ้าพันพระวรกายพระกุมารนั้น แล้วทรงวางไว้ในรางหญ้า เนื่องจากไม่มีที่ในห้องพักแรมเลยd  8ในบริเวณนั้นมีคนเลี้ยงแกะกลุ่มหนึ่งอยู่กลางแจ้ง กำลังเฝ้าฝูงแกะในยามกลางคืน  9ทูตสวรรค์องค์หนึ่งของพระเจ้าปรากฏองค์ต่อหน้าเขา และพระสิริของพระเจ้าก็ส่องแสงรอบตัวเขา คนเลี้ยงแกะมีความกลัวอย่างยิ่ง  10แต่ทูตสวรรค์กล่าวแก่เขาว่า “อย่ากลัวเลย เพราะเรานำข่าวดีมาบอกท่านทั้งหลาย เป็นข่าวดีที่จะทำให้ประชาชนทุกคนยินดีอย่างยิ่ง  11วันนี้ ในเมืองของกษัตริย์ดาวิด พระผู้ไถ่ประสูติเพื่อท่านแล้ว พระองค์คือพระคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าe  12ท่านจะรู้จักพระองค์ได้จากเครื่องหมายนี้ ท่านจะพบกุมารคนหนึ่ง มีผ้าพันกายนอนอยู่ในรางหญ้า”  13ทันใดนั้น ทูตสวรรค์อีกจำนวนมากปรากฏมาสมทบกับทูตสวรรค์องค์นั้น ร้องสรรเสริญพระเจ้าว่า

14พระสิริรุ่งโรจน์จงมีแด่พระเจ้าในสวรรค์สูงสุด

และบนแผ่นดิน สันติจงมีแก่มนุษย์ที่พระองค์โปรดปรานf

15เมื่อบรรดาทูตสวรรค์จากเขากลับสู่สวรรค์แล้ว คนเลี้ยงแกะเหล่านั้นจึงพูดกันว่า “เราจงไปเมืองเบธเลเฮมกันเถิด จะได้เห็นเหตุการณ์นี้ที่พระเจ้าทรงแจ้งให้เรารู้”  16เขาจึงรีบไปและพบพระนางมารีย์ โยเซฟ และพระกุมารซึ่งบรรทมอยู่ในรางหญ้า  17เมื่อคนเลี้ยงแกะเห็น ก็เล่าเรื่องที่เขาได้ยินมาเกี่ยวกับพระกุมาร  18ทุกคนที่ได้ยินต่างประหลาดใจในเรื่องที่คนเลี้ยงแกะเล่าให้ฟัง  19ส่วนพระนางมารีย์ทรงเก็บเรื่องทั้งหมดเหล่านี้ไว้ในพระทัยและยังทรงคำนึงถึงอยู่  20คนเลี้ยงแกะกลับไปโดยถวายพระพรและสรรเสริญพระเจ้าgในเรื่องต่าง ๆ ที่พวกเขาได้ยินและได้เห็น ตามที่ทูตสวรรค์บอกไว้

            พระเยซูเจ้าทรงเข้าสุหนัต

21เมื่อครบกำหนดแปดวัน ถึงเวลาที่พระกุมารจะต้องทรงเข้าสุหนัต เขาถวายพระนามพระองค์ว่าเยซู เป็นพระนามที่ทูตสวรรค์ให้ไว้ก่อนที่พระองค์จะทรงปฏิสนธิ์ในพระครรภ์ของพระมารดา

            การถวายพระกุมารในพระวิหาร

22เมื่อครบกำหนดเวลาที่มารดาและบุตรจะต้องทำพิธีชำระมลทินhตามธรรมบัญญัติของโมเสส โยเซฟพร้อมกับพระนางมารีย์นำพระกุมารไปที่กรุงเยรูซาเล็มเพื่อถวายแด่พระเจ้า  23มีเขียนไว้ในธรรมบัญญัติของพระเจ้าว่า จะต้องถวายบุตรชายคนแรกแด่พระเจ้า  24และถวายเครื่องบูชาคือนกเขาหนึ่งคู่หรือนกพิราบสองตัวiตามที่มีกำหนดไว้ในธรรมบัญญัติของพระเจ้า  25เวลานั้น ที่กรุงเยรูซาเล็ม ชายผู้หนึ่งชื่อ

สิเมโอน เป็นคนชอบธรรมและยำเกรงพระเจ้า เขารอคอยความรอดพ้นของอิสราเอล พระจิตเจ้าสถิตอยู่กับเขา  26และทรงเปิดเผยให้เขารู้ว่า เขาจะไม่ตายก่อนที่จะได้เห็นพระคริสต์ของพระเจ้าj  27พระจิตเจ้าทรงนำสิเมโอนเข้าไปในพระวิหาร ขณะที่โยเซฟพร้อมกับพระนางมารีย์นำพระกุมารเข้ามาปฏิบัติตามที่ธรรมบัญญัติกำหนดไว้  28สิเมโอนรับพระกุมารมาอุ้มไว้ และกล่าวถวายพระพรแด่พระเจ้าว่า

            บทเพลงของสิเมโอน

29ข้าแต่พระเจ้า

บัดนี้ พระองค์ทรงปล่อยผู้รับใช้ของพระองค์ไปเป็นสุข

ตามพระดำรัสของพระองค์

30เพราะนัยน์ตาของข้าพเจ้าได้เห็นองค์พระผู้ช่วยให้รอดพ้น

31ผู้ที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้สำหรับนานาประชาชาติ

32เป็นแสงสว่างเปิดเผยให้คนต่างชาติรู้จักพระองค์

และเป็นสิริรุ่งโรจน์สำหรับอิสราเอลประชากรของพระองค์k

            สิเมโอนกล่าวทำนาย

33โยเซฟประหลาดใจในถ้อยคำที่กล่าวถึงพระกุมาร พระนางมารีย์ก็ทรงรู้สึกเช่นเดียวกัน  34สิเมโอนอวยพรท่านทั้งสองและกล่าวแก่พระนางมารีย์ พระมารดาว่า  “พระเจ้าทรงกำหนดให้กุมารนี้เป็นเหตุให้คนจำนวนมากในอิสราเอลต้องล้มลง หรือลุกขึ้น และเป็นเครื่องหมายแห่งการต่อต้านl  35เพื่อความในใจของคนจำนวนมากจะถูกเปิดเผย” ส่วนท่าน ดาบจะแทงทะลุจิตใจของท่านm

            อันนา ประกาศกหญิง

36ประกาศกหญิงคนหนึ่งnชื่ออันนา เป็นบุตรหญิงของฟานูเอลจากเผ่าอาเชอร์ นางชรามากแล้ว แต่งงานตั้งแต่ยังสาว อยู่กับสามีเจ็ดปี  37หลังจากนั้นก็เป็นม่าย เวลานี้อายุแปดสิบสี่ปี  ไม่ได้ออกจากพระวิหารเลย  อยู่รับใช้พระเจ้าทั้งกลางวันกลางคืนโดยจำศีลอดอาหารและอธิษฐานภาวนา  38นางเข้ามาในเวลานั้นพอดี  ขอบพระคุณพระเจ้าและกล่าวถึงพระกุมารให้ทุกคนที่กำลังรอคอยการไถ่กู้

กรุงเยรูซาเล็มฟังo

            พระเยซูเจ้าทรงเจริญวัยที่เมืองนาซาเร็ธ

39เมื่อโยเซฟพร้อมกับพระนางมารีย์ปฏิบัติตามที่ธรรมบัญญัติของพระเจ้ากำหนดไว้สำเร็จทุกประการแล้ว ก็กลับไปที่นาซาเร็ธ เมืองของตนในแคว้นกาลิลี 

40พระกุมารทรงเจริญวัยแข็งแรงขึ้น ทรงพระปรีชาญาณอย่างสมบูรณ์ และพระหรรษทานของพระเจ้าสถิตอยู่กับพระองค์

            พระเยซูเจ้าในหมู่ธรรมาจารย์

41โยเซฟพร้อมกับพระมารดาของพระเยซูเจ้าเคยขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็มในเทศกาลปัสกาทุกปี  42เมื่อพระองค์มีพระชนมายุสิบสองพรรษา โยเซฟพร้อมกับพระมารดาก็ขึ้นไปกรุงเยรูซาเล็มตามธรรมเนียมของเทศกาลนั้น  43เมื่อวันฉลองสิ้นสุดลง ทุกคนก็เดินทางกลับ แต่พระเยซูเจ้ายังประทับอยู่ที่กรุงเยรูซาเล็มโดยที่บิดามารดาไม่รู้  44เพราะคิดว่า พระองค์ทรงอยู่ในหมู่ผู้ร่วมเดินทาง เมื่อเดินทางไปได้หนึ่งวันแล้ว โยเซฟพร้อมกับพระนางมารีย์ตามหาพระองค์ในหมู่ญาติและคนรู้จัก  45เมื่อไม่พบจึงกลับไปกรุงเยรูซาเล็ม เพื่อตามหาพระองค์ที่นั่น

46ในวันที่สามpโยเซฟพร้อมกับพระนางมารีย์พบพระองค์ในพระวิหารประทับนั่งอยู่ในหมู่อาจารย์ ทรงฟังและทรงไต่ถามพวกเขา  47ทุกคนที่ได้ฟังพระองค์ต่างประหลาดใจในพระปรีชาที่ทรงแสดงในการตอบคำถาม  48เมื่อโยเซฟพร้อมกับพระนางมารีย์เห็นพระองค์ก็รู้สึกแปลกใจ พระมารดาจึงตรัสถามพระองค์ว่า “ลูกเอ๋ย ทำไมจึงทำกับเราเช่นนี้ ดูซิ พ่อกับแม่ต้องกังวลใจตามหาลูก”  49พระองค์ตรัสตอบว่า  “พ่อกับแม่ตามหาลูกทำไม พ่อแม่ไม่รู้หรือว่า ลูกต้องอยู่ในบ้านของพระบิดาของลูก”q  50โยเซฟพร้อมกับพระนางมารีย์ไม่เข้าใจที่พระองค์ตรัส

            พระเยซูเจ้าเสด็จกลับไปประทับที่เมืองนาซาเร็ธ

51พระเยซูเจ้าเสด็จกลับไปที่เมืองนาซาเร็ธกับบิดามารดาและเชื่อฟังท่านทั้งสอง พระมารดาทรงเก็บเรื่องทั้งหมดเหล่านี้ไว้ในพระทัย  52พระเยซูเจ้าทรงเจริญขึ้นทั้งในพระปรีชาญาณ พระชนมายุ และพระหรรษทานเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าและต่อหน้ามนุษย์

2 a พระจักรพรรดิออกัสตัสครองราชย์ตั้งแต่ปี 30 ก่อนคริสตกาลจนถึง ค.ศ. 14

b “ครั้งแรก” บางคนแปลประโยคนี้ว่า ‘การสำรวจสำมะโนประชากรครั้งนี้ทำขึ้นก่อนครั้งที่คีรินิอัสเป็นผู้ว่าราชการแคว้นซีเรีย’ แต่การแปลเช่นนี้ไม่ถูกหลักไวยากรณ์เท่าใดนัก ในเรื่องนี้เรามีข้อมูลทางประวัติศาสตร์น้อยมาก นักวิชาการส่วนมากใช้ข้อมูลจากข้อเขียนของโยเซฟัสเพียงอย่างเดียว คิดว่าการสำรวจสำมะโนประชากรของคีรินีอัสทำขึ้นในปี ค.ศ. 6 แต่ข้อมูลดังกล่าวไม่น่าเชื่อถือนักในเรื่องนี้ (ดู กจ 5:37 เชิงอรรถ n) คำอธิบายที่น่าเชื่อถือที่สุดคือ การสำรวจสำมะโนประชากรซึ่งทำขึ้นเพื่อการเก็บภาษีเริ่มทำขึ้นในปาเลสไตน์ก่อนที่กษัตริย์เฮโรดจะสิ้นพระชนม์ คือประมาณปี 8-6 ก่อนคริสตกาล และคีรินีอัสทำให้สำเร็จบริบูรณ์ในปี ค.ศ. 6 ตามที่โยเซฟัสกล่าวไว้ การสำรวจสำมะโนประชากรครั้งนี้ซึ่งใช้เวลานาน จึงได้เรียกตามชื่อของบุคคลสำคัญผู้นี้ พระเยซูเจ้าทรงบังเกิดก่อนที่กษัตริย์เฮโรดจะสิ้นพระชนม์ในปี 4 ก่อนคริสตศักราชอย่างแน่นอน พระองค์อาจจะเกิดราวปี 8-6 ก่อนคริสตกาล ดีโอนิสิอัส เอ็กซีกูอัส (ศตวรรษที่ 6) เป็นผู้เริ่มใช้คริสตศักราช แต่ได้คำนวณผิดไปหลายปี (ดู 3:1 เชิงอรรถ a)

c “พระโอรสองค์แรกหรือบุตรคนแรก” ตามภาษากรีกในพระคัมภีร์หมายถึงบุตรที่เกิดเป็นคนแรก โดยไม่คำนึงว่าจะมีน้องตามมาหรือไม่ คำนี้ต้องการเน้นศักดิ์ศรีและสิทธิพิเศษของเด็กเท่านั้น

d “ห้องพักแรม” คำภาษากรีกที่ใช้ kataluma หมายถึงห้องโถงซึ่งใช้รับประทานอาหารหรือพักแรมได้ (22:11//; 1 ซมอ 1:18; 9:22) จึงไม่ใช่ ‘โรงแรม’ (pandocheion 10:34) อย่างที่เคยแปลกัน “ห้องพักแรม” นี้ อาจหมายถึงห้องพักอาศัยของครอบครัวของโยเซฟ การที่โยเซฟมีบ้านอยู่ที่เบธเลเฮมทำให้เข้าใจได้ว่าทำไมเขาจึงต้องกลับไปที่นั่นพร้อมกับภรรยาสาวที่กำลังมีครรภ์ เพื่อแจ้งทรัพย์สินในการสำรวจสำมะโนประชากรด้วย รางหญ้าที่ใส่อาหารให้สัตว์อยู่ติดกับผนังด้านนอกของห้องพักแรม เพราะในห้องมีคนอยู่มาก จึงไม่มีที่วางทารกได้ดีกว่านี้ ต่อมาในภายหลัง ได้มีตำนานแต่งขึ้นกล่าวถึงโคและลาที่รางหญ้าด้วย (ดู อสย 1:3; ฮบก 3:2 เชิงอรรถ e) ตำนานที่กล่าวถึง “ถ้ำเลี้ยงสัตว์” เริ่มมีขึ้นในศตวรรษที่ 2 (Justin)

e ดังนั้น พระองค์เป็นพระเมสสิยาห์ที่กำลังรอคอยกันอยู่ พระองค์ทรงเป็น ‘Kyrios’ (องค์พระผู้เป็นเจ้า) อีกด้วย พระนามนี้ พันธสัญญาเดิมสงวนไว้สำหรับพระเจ้าเท่านั้น ข้อความนี้จึงแสดงว่ายุคใหม่กำลังจะเริ่มขึ้น (ดู 1:43 เชิงอรรถ x)

f คำแปลที่คุ้นหูว่า ‘สันติแก่มนุษย์ผู้มีน้ำใจดี’ เป็นการแปลตามภาษาละติน (Vulgate) ซึ่งไม่ตรงกับความหมายของคำภาษากรีก ยังมีบางคนแปลว่า ‘สันติบนแผ่นดิน และความโปรดปรานของพระเจ้าแก่มนุษย์’ แต่คำแปลนี้ไม่ถูกต้องนัก

g การสรรเสริญพระเจ้าเป็นความคิดหลักที่ลูกาชอบมากข้อหนึ่ง (1:64; 2:28,38; 5:25-26; 7:16; 13:13; 17:15,18; 18:43; 19:37; 23:47; 24:53; เทียบ กจ 2:47 เชิงอรรถ ll)

h ตามธรรมเนียมของชาวยิวมารดาเท่านั้นต้องทำพิธีชำระมลทิน ส่วนบุตรนั้นต้อง ‘ไถ่คืนมา’ ลก พยายามเน้นเป็นพิเศษให้เห็นว่าบิดามารดาของพระเยซูเจ้า เช่นเดียวกับบิดามารดาของยอห์น ผู้ทำพิธีล้าง ได้ปฏิบัติตามที่ธรรมบัญญัติกำหนดไว้ทุกประการ ธรรมบัญญัติมิได้กำหนดว่าจะต้องนำบุตรมาถวายในพระวิหาร แต่ก็ทำได้ (กดว 18:15) และดูเหมือนว่าชาวยิวใจศรัทธาส่วนมากปฏิบัติเช่นนี้ (เทียบ 1 ซมอ 1:24-28) ลก ได้เล่าถึงคารวกิจครั้งแรกของพระเยซูเจ้าว่าได้เกิดขึ้นที่กรุงเยรูซาเล็มอันเป็นนครศักดิ์สิทธิ์ ลก ให้ความสำคัญพิเศษแก่กรุงเยรูซาเล็ม อันเป็นสถานที่ที่เหตุการณ์ปัสกาจะเกิดขึ้นและเป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจของพระศาสนจักร (ดู 2:38 เชิงอรรถ o; กจ 1:4 เชิงอรรถ e)

i การถวายนกแทนลูกแกะเป็นการถวายของคนจน

j ‘พระคริสต์ของพระเจ้า’ คือบุคคลที่พระเจ้าทรงเจิม (ดู อพย 30:22 เชิงอรรถ d) หรือแยกออกมาต่างหากสำหรับพันธกิจช่วยมนุษย์ให้รอดพ้น กษัตริย์ของอิสราเอลผู้นำที่พระเจ้าทรงเลือกสรร จึงถูกแยกออกต่างหากเช่นนี้ และดังนั้นพระเมสสิยาห์ซึ่งจะต้องสถาปนาพระอาณาจักรของพระเจ้าก็จะต้องถูกแยกออกถวายแด่พระเจ้าเป็นพิเศษ

k ลก คงได้เขียนบทเพลงของสิเมโอนนี้ทั้งหมดด้วยตนเองโดยใช้ข้อความจากประกาศกอิสยาห์ เป็นต้น ไม่เหมือนกับบทเพลงของพระนางมารีย์และบทเพลงของเศคาริยาห์ ซึ่ง ลก อาจยืมมาจากกลุ่มชาวยิวใจศรัทธา บทเพลงของสิเมโอนนี้ ครึ่งแรกกล่าวถึงสิเมโอนเอง ส่วนครึ่งหลังกล่าวถึงลักษณะของความรอดพ้นที่พระเยซูเจ้าทรงนำมาให้มวลมนุษย์ เป็นแสงสว่างของคนต่างชาติซึ่งจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประชากรของพระเจ้า และจะนำสิริรุ่งโรจน์มาให้แก่อิสราเอลซึ่งเป็นประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไว้แล้ว

l ภารกิจของพระเยซูเจ้าในการเป็นแสงสว่างแก่คนต่างชาติจะทำให้ชาวยิวประชากรของพระองค์ต่อต้านและเบียดเบียนพระองค์ (ดู มธ 2:1 เชิงอรรถ a)

m ในฐานะที่เป็นธิดาแห่งศิโยนอย่างแท้จริง พระนางมารีย์จะได้ยินชะตากรรมอันน่าเศร้าใจของชนชาติของพระนาง พระนางพร้อมกับพระบุตรจะเป็นศูนย์กลางของการต่อต้านนี้ เมื่อความคิดที่ซ่อนอยู่ในใจของมนุษย์จะต้องถูกเปิดเผยออกมาว่าจะอยู่กับพระเยซูเจ้าหรือเป็นศัตรูกับพระองค์ การกล่าวถึงดาบอันเป็นสัญลักษณ์ในเรื่องนี้อาจได้มาจาก อสค 14:17 หรืออาจจาก ศคย 12:10

n “ประกาศกหญิง” หมายถึงสตรีที่อุทิศตนรับใช้พระเจ้า จึงสามารถแจ้งให้ประชาชนทราบพระประสงค์ของพระเจ้า (เทียบ อพย 15:20; วนฉ 4:4; 2 พกษ 22:14)

o พระเมสสิยาห์จะเสด็จมาไถ่กู้ประชากรที่ทรงเลือกสรรทั้งหมดก็จริง (1:68; 24:21) แต่การไถ่กู้นี้จะมีผลต่อกรุงเยรูซาเล็ม ราชธานีเป็นพิเศษ (เทียบ อสย 40:2; 52:9; และดู 2 ซมอ 5:9 เชิงอรรถ f) สำหรับ ลก กรุงเยรูซาเล็มเป็นศูนย์กลางที่พระเจ้าทรงเลือกให้เป็นจุดเริ่มต้นของความรอดพ้นซึ่งจะต้องแผ่ขยายไปทั่วโลก (9:31,51,53; 13:22,33; 17:11; 18:31; 19:11; 24:47-49,52; กจ 1:8 เชิงอรรถ l)

p ลูกาอาจเล่าเรื่อง ‘การพบพระเยซูเจ้า’ ในบ้านของพระบิดาในวันที่สาม โดยมีเจตนาให้เป็นการกล่าวล่วงหน้าถึงเหตุการณ์วันปัสกาก็เป็นได้

q แปลได้อีกว่า ‘ลูกต้องทำธุรกิจของพระบิดาของลูก’ แต่ไม่ว่าจะแปลอย่างไร พระเยซูเจ้าทรงยืนยันต่อหน้า

โยเซฟ (ข้อ 48) ว่า พระเจ้าคือพระบิดาของพระองค์ (เทียบ 10:22; 22:29; ยน 20:17) และทรงประกาศอย่างชัดเจนว่าความสัมพันธ์ที่ทรงมีกับพระบิดานั้นอยู่เหนือความสัมพันธ์กับครอบครัวมนุษย์ของพระองค์ (ดู ยน 2:4) นี่เป็นครั้งแรกที่พระเยซูเจ้าทรงแสดงความสำนึกว่าทรงเป็น ‘พระบุตร’ (ดู มธ 4:3 เชิงอรรถ d)