Get Adobe Flash player

วิดีโอ การอบรมพระคัมภีร์

Bible Diary 2020

biblediary2020

Bible Application

Application พระคัมภีร์คาทอกลิกฉบับสมบูรณ์
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword สำหรับ IPHONE และ IPAD :::
::: วิธีติดตั้งโมดูล Pocket Sword แบบออฟไลน์ :::
Application พระคัมภีร์คาทอลิกค้นหา "พระคัมภีร์คาทอลิก"
ได้ทั้ง Appstore และ Playstore

พระคัมภีร์คาทอลิก(E-Book)

E-book มัทธิว มาระโก ลูกา ยอห์น กิจการฯ

สมณลิขิตVerbum Domini

สมณลิขิตเตือน Verbum Domini ของสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ที่ 1

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

ความรู้เกี่ยวกับพระวรสาร

          ตอนจบของพระวรสารฉบับที่สี่ก่อนภาคผนวก (20:31) บอกเจตนาของข้อเขียนชิ้นนี้ได้เป็นอย่างดี ข้อเขียนนี้เป็น "พระวรสาร" หรือ "ข่าวดี" เช่นเดียวกับที่การประกาศสอนของพระศาสนจักรในสมัยแรก เป็น "ข่าวดี" คือ เป็นการประกาศว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นพระเมสสิยาห์และพระบุตรของพระเจ้า การเทศน์สอนนี้มีพื้นฐานอยู่บน "เครื่องหมายอัศจรรย์" ซึ่งพระเยซูเจ้าทรงกระทำ และมีจุดประสงค์ให้ผู้อ่านมีความเชื่อในพระเมสสิยาห์ จะได้มีชีวิต เพราะเหตุนี้ แม้ว่าหลักฐานต่าง ๆ ชี้ให้เห็นว่าพระวรสารฉบับนี้เขียนในระยะหลัง แต่ก็ยังมีความสัมพันธ์กับการเทศน์สอนของพระศาสนจักรในสมัยแรก (kergyma) และยังรักษาทั้งโครงสร้างและสาระสำคัญของการเทศน์สอนนี้ไว้ คือ พระจิตเจ้าเสด็จลงมาตามคำยืนยันของยอห์นผู้ทำพิธีล้าง เพื่อแจ้งว่า พระเยซูเจ้าทรงเป็นพระเมสสิยาห์ (1:31-34) พระคริสตเจ้าทรงแสดง "พระสิริรุ่งโรจน์" ในกิจการและในพระวาจาของพระองค์ (1:35-12:50) มีการกล่าวถึงการสิ้นพระชนม์ การกลับคืนพระชนมชีพและการแสดงพระองค์หลังการกลับคืนพระชนมชีพ (13:1-20:20) พระคริสตเจ้าทรงส่งบรรดาอัครสาวกออกไปหลังจากได้รับพระคุณของพระจิตเจ้าและอำนาจที่จะอภัยบาปแล้ว (20:21-29) นอกจากนั้น หนังสือเล่มนี้ยังอ้างอีกว่าผู้เป็นพยานถึงเรื่องราวที่มีเขียอห์นไว้เป็นผู้หนึ่งซึ่งมีคุณสมบัติของการเป็นอัครสาวกทุกประการ (ดู กจ 1:8 เชิงอรรถ k) คือ เป็นพยานรู้เห็นเหตุการณ์ที่มีเขียนไว้ในหนังสือ (แม้จะไม่มีการกล่าวชื่อ) เป็น "ศิษย์ที่พระเยซูเจ้าทรงรัก" เป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์เมื่อทรงรับทรมาน (ดู ยอห์น 13:23; 19:26,35 เทียบกับ 18:15ฯ) ได้เห็นพระคูหาว่างเปล่า (20:2ฯ) และเห็นพระคริสตเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพ (21:7,20-24) พยานผู้นี้อาจเป็นศิษย์หนึ่งในสองคนแรกของพระเยซูเจ้า (1:35ฯ) ก็ได้

          ลักษณะพิเศษบางประการของพระวรสารฉบับที่สี่ทำให้หนังสือฉบับนี้แตกต่าง  จากพระวรสารสหทรรศน์อย่างชัดเจน ประการแรก พระวรสารฉบับที่สี่สนใจที่จะอธิบายความหมายของเหตุการณ์ในพระชนมชีพของพระคริสตเจ้ามากกว่าพระวรสารสหทรรศน์ เหตุการณ์ในพระชนมชีพของพระคริสตเจ้าคือ กิจการที่ทรงกระทำและพระวาจาที่ตรัสสอน กิจการที่พระคริสตเจ้าทรงกระทำเป็น "เครื่องหมาย" นั่นคือผู้ที่เห็นกิจการนั้นยังไม่เข้าใจความหมายชัดเจน แต่จะเข้าใจได้อย่างสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อพระองค์ทรงได้รับพระสิริ  รุ่งโรจน์แล้ว (2:22; 12:16; 13:17) พระวาจาที่พระองค์ตรัสไว้มีความหมายลึกซึ้งที่ผู้ฟังยังไม่เข้าใจทันที (ดู 2:20 เชิงอรรถ g) และเป็นภารกิจของพระจิตเจ้าผู้ตรัสในพระนามของพระคริสตเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพที่จะทรงช่วยบรรดาศิษย์ให้จดจำและเข้าใจ     พระวาจาที่พระเยซูเจ้าตรัส และ "นำ" เขาไปยังความจริงทั้งหมด (ดู 14:26 เชิงอรรถ r) พระวรสารตามคำเล่าของนักบุญยอห์นเป็นการมองย้อนกลับไปยังพระชนมชีพของ     พระเยซูเจ้าในโลกโดยใช้ความรู้ความเข้าใจที่สมบูรณ์ ซึ่งได้รับในภายหลังมาช่วยอธิบายความหมายให้ชัดเจน

          ลักษณะประการที่สอง ผู้เขียอห์นน่าจะได้รับอิทธิพลค่อนข้างมากจากกระแสความคิดของลัทธิยิวบางกลุ่ม เช่น ความคิดที่สะท้อนให้เห็นในเอกสารของพวกเอสเซนซึ่งค้นพบที่ถ้ำคุมราน ตามความคิดของสำนักดังกล่าว มีการเน้นความสำคัญของ "ความรู้" จนทำให้ศัพท์ที่ใช้มีความหมายใกล้เคียงกับแนวความคิดของพวกญอสติกในเวลาต่อมา เช่นวิธีเขียนโดยใช้คู่คำที่มีความหมายตรงกันข้าม "แสงสว่าง/ความมืด" "ความจริง/ความเท็จ" "ทูตแห่งความสว่าง/ทูตแห่งความมืด" (เบลีอาร์) ความคิดทั้งหมดเป็นความคิดแบบทวินิยม ชุมชนคุมรานรอคอยการเสด็จมาของพระเจ้าซึ่งคิดกันว่าจะเกิดขึ้นในไม่ช้า จึงได้เน้นเป็นพิเศษถึงความจำเป็นต้องมีเอกภาพและความรักต่อกันและกัน ความคิดเหล่านี้ทั้งหมดซึ่งปรากฏหลายครั้งในพระวรสารฉบับที่สี่เป็นลักษณะของสภาพชีวิตคริสตชนที่เป็นชาวยิว ทำให้สันนิษฐานว่า พระวรสารฉบับนี้ถือกำเนิดมาจากกลุ่มคริสตชนที่เคยเป็นยิวนี้เอง

          ยิ่งกว่านั้น พระวรสารฉบับนี้ยังสนใจเรื่องพิธีกรรมและศีลศักดิ์สิทธิ์มากกว่าพระวรสารสหทรรศน์ ยอห์น เล่าเรื่องพระชนมชีพของพระเยซูเจ้าให้สัมพันธ์กับปีพิธีกรรมของชาวยิว และเล่าเรื่องอัศจรรย์ที่ทรงกระทำให้สัมพันธ์กับวันฉลองสำคัญทางศาสนา ยอห์น ยังเล่าอีกว่าพระเยซูเจ้าทรงกระทำอัศจรรย์หรือตรัสปราศรัยในบริเวณพระวิหารหลายครั้ง พระองค์ทรงยืนยันว่า ทรงเป็นศูนย์กลางของศาสนาที่ได้รับการฟื้นฟู "เดชะพระจิตเจ้าและตามความจริง" (4:24) แต่ยังเป็นศาสนาซึ่งมีศีลศักดิ์สิทธิ์เป็นเครื่องหมายที่แสดงความเป็นจริงให้ปรากฏ บทสนทนากับนิโคเดมัสรวมสาระสำคัญของคำสอนเรื่องศีลล้างบาปอยู่ทั้งหมด (3:1-21) การเล่าเรื่องชายตาบอดแต่กำเนิดและเรื่องคนง่อยดูเหมือนจะเสนอคำสอนเกี่ยวกับศีลล้างบาปในแง่ที่บันดาลแสงสว่าง (9:1-39) และชีวิตใหม่ (5:1-14; 5:21-24)ให้มนุษย์ บทที่ 6 รวบรวมคำสอนเรื่องศีลมหาสนิทไว้อย่างครบครัน แต่พระวรสารฉบับที่สี่ในภาพรวมเสนอความคิดว่าปัสกาของพระคริสตเจ้าเข้ามาแทนที่ปัสกาของชาวยิว (1:29,36; 2:13; 6:4; 19:36 เชิงอรรถ u) พิธีชำระตัวของชาวยิว (2:6; 3:25) เป็นเพียงการเตรียมรับการชำระจิตใจโดยพระวจนาตถ์ (15:3) และพระจิตเจ้า (20:22ฯ) ดังนั้น พระชนมชีพของพระคริสตเจ้าจึงมีความสัมพันธ์โดยตรงกับชีวิต  คริสตชนด้านพิธีกรรมและศีลศักดิ์สิทธิ์

          พระวรสารฉบับที่สี่เป็นงานเขียอห์นที่ซับซ้อน มีความสัมพันธ์กับการประกาศสอนและภารกิจของพระคริสตเจ้าสำหรับยอห์น พระองค์ทรงเป็นพระวจนาตถ์ของพระเจ้า ผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ ผู้เสด็จมาประทานชีวิต (1:14) ธรรมล้ำลึกที่พระวจนาตถ์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์นี้ครอบคลุมความคิดทั้งหมดของยอห์น ยอห์น แสดงความคิดทางเทววิทยาอย่างเป็นรูปธรรมว่าพระเยซูเจ้าทรงถูกส่งมา พระเยซูเจ้าทรงเป็นพยานยืนยัน พระคริสตเจ้าคือข่าวสารจากพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระวจนาตถ์ซึ่งพระเจ้าทรงส่งมาในโลก และจะต้องกลับไปหาพระเจ้าเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ (ดู 1:1 เชิงอรรถ a) ภารกิจของพระวจนาตถ์คือการประกาศความลี้ลับของพระเจ้า และการเป็นพยานถึงทุกสิ่งที่ทรงได้เห็นหรือทรงได้ยินจากพระบิดา (ดู 3:11 เชิงอรรถ e)  พระเจ้าประทานงานหรือ "เครื่องหมายอัศจรรย์" บางประการให้พระวจนาตถ์ทรงกระทำเพื่อเป็นประกันรับรองว่าพระวจนาตถ์ทรงมาจากพระเจ้าจริง งานและเครื่องหมายอัศจรรย์นี้เรียกร้องอำนาจเหนือมนุษย์เพื่อจะทำได้และพิสูจน์ได้ว่าพระเจ้าผู้ทรงส่งพระวจนาตถ์มาทรงกระทำกิจการเหล่านี้ในพระองค์ (ดู 2:11 เชิงอรรถ f) โดยทางเครื่องหมายเหล่านี้ มนุษย์เห็นพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์ได้อย่างราง ๆ แต่พระสิริรุ่งโรจน์นี้จะปรากฏชัดแจ้งในวันที่ทรงกลับคืนพระชนมชีพ (ดู 1:14 เชิงอรรถ n) เมื่อบุตรแห่งมนุษย์จะ "ถูกยกขึ้น" ดังที่ประกาศกอิสยาห์กล่าวล่วงหน้าไว้ (อสย 53:12 ตาม LXX) เพื่อกลับไปหาพระบิดาโดยทางไม้กางเขน (ดู ยอห์น 12:32 เชิงอรรถ j) และเพื่อได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ที่ทรงมีร่วมกับพระเจ้า "มาตั้งแต่ก่อนสร้างโลกขึ้นมา" (17:5 เชิงอรรถ f,24) นี่คือพระสิริรุ่งโรจน์ที่บรรดาประกาศกล่วงรู้โดยพระเจ้าทรงเปิดเผย  (ดู 5:27; 12:41; 19:37) การเปิดเผยพระสิริรุ่งโรจน์นี้เป็นการที่พระเจ้าทรงแสดง พระองค์ เป็นการเปิดเผยสุดท้ายและสมบูรณ์ที่สุดรวบรวมการเปิดเผยก่อนหน้านั้นทั้งหมด คือการเปิดเผยพระองค์ในการเนรมิตสร้าง (1:1) การเปิดเผยพระองค์แก่โมเสส (1:17) แก่ยาโคบ (1:51) แก่อับราฮัม (8:56) และแก่บรรดาประกาศก พระสิริรุ่งโรจน์ใน "วันของพระยาห์เวห์" (ดู อมส 5:18 เชิงอรรถ m) เป็นสิ่งเดียวกันกับ "วัน" ของพระเยซูเจ้า (ยอห์น 8:56) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ "เวลา" ของพระองค์ (2:4 เชิงอรรถ e) ซึ่งเป็นเวลาของการ "ถูกยกขึ้น" และการได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ เมื่อถึงเวลานั้น พระ  คริสตเจ้าจะทรงแสดงพระมหิทธานุภาพของพระองค์ในฐานะที่พระเจ้าทรงส่งพระองค์มา (8:24 เชิงอรรถ g) เป็นพระมหิทธานุภาพของผู้เสด็จมาในโลกเพื่อประทานชีวิต (3:35 เชิงอรรถ t) แก่ทุกคนที่มีความเชื่อเปิดใจรับข่าวสารเรื่องความรอดพ้นที่พระองค์ทรงนำมาให้ (3:11 เชิงอรรถ e )พระบุตรได้ทรงถูก "ส่งมา" เพื่อ "ความรอดพ้นนี้" เท่านั้น ดังนั้น การที่พระบิดาทรงส่งพระองค์มาจึงเป็นการแสดงอย่างชัดเจนว่า    พระบิดาทรงรักมนุษย์โลกอย่างยิ่ง (17:6 เชิงอรรถ g)

          พระวรสารสหทรรศน์มักจะกล่าวถึงการเปิดเผยพระสิริรุ่งโรจน์ของพระคริสตเจ้า ร่วมกับการเสด็จมาของพระองค์ในวันสิ้นพิภพ (มธ 16:27ฯ) พระวรสารฉบับที่สี่รวบรวมองค์ประกอบพื้นฐานของคำสอนเรื่องอวสานกาลไว้ทั้งหมด ได้แก่การรอคอย "วันสุดท้าย" (ยอห์น 6:39ฯ; 11:24; 12:48) "การเสด็จมาของพระเยซูเจ้า" (14:3; 21:22ฯ) การกลับคืนชีพของบรรดาผู้ตาย (5:28ฯ; 11:24) การพิพากษาประมวลพร้อม (3:36; 5:29) แต่ ยอห์น เน้นลักษณะของอวสานกาลสองประการเป็นพิเศษ คือ (1) อวสานกาลเริ่มแล้วเวลานี้และที่นี่ (2) อวสานกาลไม่เป็นเพียงเหตุการณ์ภายนอก แต่เป็นประสบการณ์ "ภายใน" ด้วย ดังนี้ "การเสด็จมา" ของบุตรแห่งมนุษย์จึงไม่ใช่เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในวันสุดท้าย แต่ในอันดับแรก หมายถึง "การเสด็จมา" ของพระเยซูเจ้าสู่โลกนี้ เมื่อพระวจนาตถ์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ การที่พระองค์ "ทรงถูกยกขึ้น" บนไม้กางเขนและการเสด็จกลับมาหาบรรดาศิษย์เดชะพระจิตเจ้า ก็เป็นการเสด็จมาของบุตรแห่งมนุษย์ด้วย ในทำนองเดียวกัน "การพิพากษา" ยังเป็นเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นแล้วในจิตใจของมนุษย์ และชีวิตนิรันดร (ซึ่งมีความหมายเท่ากับ "พระอาณาจักร" ในพระวรสารสหทรรศน์) ก็เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน ซึ่งผู้มีความเชื่อมีอยู่แล้ว การมองเห็นว่า "เหตุการณ์สุดท้าย" เหล่านี้เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะความรอดพ้นในประวัติศาสตร์มนุษยชาติจรวมกันอยู่ในการดำรงพระชนมชีพบนแผ่นดิน การสิ้นพระชนม์ และการกลับคืนพระชนมชีพของพระคริสตเจ้า ชาวยิวไม่ยอมรับพระเยซูเจ้าก็จริง แต่เบื้องหลังการไม่ยอมรับ มีอำนาจที่ลึกซึ้งกว่ารองรับอยู่แล้ว คือ "โลก" (ดู 1:9, 10, 10 เชิงอรรถ g) "ความมืด" (ดู 8:12 เชิงอรรถ b) ซึ่งซาตานควบคุมอยู่ ซาตานนี้เป็น "เจ้านายของโลกนี้" (ดู 1 ยอห์น 2:13ฯ) คอยท้าทายพระเจ้าและผู้รับเจิมของพระองค์ ไม่มีผู้ใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้อันลึกซึ้งฝ่ายจิตเช่นนี้ "โลก" เมื่อเผชิญหน้ากับพระวจนาตถ์ ก็ต้องรับ "การพิพากษา" (12:31-32) ถูกตัดสินลงโทษ และยอมแพ้ (16:7-11,33) พระคริสตเจ้าทรงมอบชีวิตของพระองค์ (ดู 10:18 เชิงอรรถ j)  พระองค์ "ทรงถูกยกขึ้น" บนไม้กางเขนโดยสมัครพระทัย และเพื่อจะเข้าสู่พระสิริรุ่งโรจน์เท่านั้น (ดู 12:32 เชิงอรรถ j) พระสิริรุ่งโรจน์นี้ยังปรากฏแจ้งในโลกด้วยเพื่อทำให้ผู้ไม่มีความเชื่อต้องอับอาย และพระองค์จะทรงพิชิตซาตานอย่างเด็ดขาดตลอดไป การกลับ   คืนพระชนมชีพของพระคริสตเจ้าในพระสิริรุ่งโรจน์เป็นประกันว่าพระเจ้าทรงพิชิตความ ชั่วร้ายและประทานความรอดพ้นแก่โลกแล้ว การเสด็จมาอย่างรุ่งโรจน์ของพระเยซูเจ้าในวันสุดท้ายจะเป็นเพียงการรับรองเหตุการณ์เหล่านี้เท่านั้น

          กำหนดให้ชัดเจนได้ยากว่า ยอห์น วางโครงสร้างอย่างไรเพื่อเรียบเรียงคำสอน ดังกล่าวนี้ ประการแรก ไม่ง่ายเสมอไปที่จะอธิบายการจัดลำดับบทต่าง ๆ ของพระ วรสาร เช่น การลำดับบทที่ 4,5,6,7:1-24 ไม่สู้จะต่อเนื่องกัน คำปราศรัยในบทที่   15-17 ถูกจัดไว้หลังคำอำลาใน 14:31 ข้อความบางตอนเช่น 3:31-36 และ 12:44-50 ขัดกับบริบท ความสับสนเหล่านี้อาจอธิบายได้ถ้าคำนึงถึงวิธีเขียอห์นและเรียบเรียงพระวรสารฉบับนี้ พระวรสารในปัจจุบันน่าจะเป็นผลงานขั้นสุดท้ายของกระบวนการเขียอห์นซึ่งพัฒนาขึ้นโดยลำดับ กระบวนการดังกล่าวนี้ไม่เพียงแต่รวบรวมเรื่องราวที่เขียอห์นขึ้นในช่วงเวลาต่างกัน แต่ยังปรับปรุงแก้ไข ต่อเติม และบางครั้งเรียบเรียงคำปราศรัยเดิมอีกหลายครั้ง ในที่สุด ผู้ที่นำผลงานออกมาใช้ในกลุ่มคริสตชนก็ไม่ใช่ ยอห์น ผู้เป็นพยานเห็นเหตุการณ์ แต่เป็นศิษย์ หลังจาก ยอห์น สิ้นชีวิตไปแล้ว (21:24) บรรดาศิษย์เหล่านี้น่าจะมีข้อเขียนของ ยอห์น เป็นตอนสั้น ๆ อยู่ในมือด้วยจำนวนหนึ่ง ซึ่งเขาไม่ต้องการละทิ้งไป จึงนำข้อเขียนเหล่านี้มาแทรกไว้ในพระวรสารดั้งเดิมด้วย แม้จะไม่รู้แน่ชัดว่าจะต้องแทรกไว้ตรงไหน

         การแบ่งเนื้อหาของพระวรสารฉบับนี้ทำได้หลายวิธี แล้วแต่ว่าจะใช้ข้อมูลอะไรเป็นมาตรการ แต่วิธีที่ดีที่สุด น่าจะเป็นการแบ่งโดยใช้มาตรการที่ผู้นิพนธ์พระวรสารเองใช้ ประการแรก ไม่มีข้อสงสัยเลยว่า ยอห์น ให้ความสำคัญแก่วันฉลองทางศาสนาของชาวยิวเป็นพิเศษโดยใช้วันฉลองเหล่านี้เป็นจุดแบ่งเรื่องราวต่าง ๆ ยอห์น กล่าวถึงวันปัสกาสามครั้ง (2:13; 6:4; 11:55) วันฉลองไม่ออกนามหนึ่งครั้ง (5:1) วันฉลองการอยู่เพิงหนึ่งครั้ง (7:2) และวันฉลองการอภิเษกพระวิหารหนึ่งครั้ง (10:22) ประการที่สอง ผู้นิพนธ์พระวรสารจงใจนับวันเพื่อแบ่งชีวิตช่วงหนึ่งของพระเยซูเจ้าอย่างชัดเจนหลายครั้ง เช่น สัปดาห์แรกของการออกเทศนาสั่งสอนของพระคริสตเจ้า (1:19-2:11) สัปดาห์ของเทศกาลอยู่เพิง (7:2,14,37) และสัปดาห์ของพระทรมาน (12:1,12; 19:31,42) สัปดาห์สุดท้ายอห์นี้เริ่มต้นเมื่อมารีย์ใช้น้ำมันหอมเจิมพระบาทซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการฝังพระศพ (12:7) และจบลงด้วยการฝังจริง ๆ (19:38ฯ) ในทำนองเดียวกัน 4:45 ทำให้เราคิดถึงฉลองปัสกาครั้งแรก (ดู 2:13-25) และรวมเหตุการณ์ต่าง ๆ ระหว่างนั้นเข้าไว้ด้วยกัน โดยใช้มาตรการทั้งสองนี้ เราจึงอาจแบ่งโครงสร้างของพระวรสารได้ดังนี้

ก. อารัมภบท (1:1-18) "เมื่อแรกเริ่มนั้น..."

ข. พระภารกิจของพระเยซูเจ้า

       1. พระเยซูเจ้าทรงประกาศระบบใหม่ (1:19-4:54) สัปดาห์แรกและเหตุการณ์ในวันปัสกาครั้งแรก

       2. วันฉลองที่สอง " วันสับบาโตที่กรุงเยรูซาเล็ม ปฏิกิริยาต่อต้านครั้งแรก" (5:1-47)

       3. เทศกาลปัสกาครั้งที่สองที่แคว้นกาลิลี ปฏิกิริยาต่อต้านครั้งใหม่ (6:1-71)

      4. เทศกาลอยู่เพิง : พระเยซูเจ้าทรงเปิดเผยว่าทรงเป็นพระเมสสิยาห์ แต่ชาวยิวไม่ยอมรับ (7:1-10:21)

      5. วันฉลองการอภิเษกพระวิหาร : ชาวยิวตกลงใจจะประหารพระเยซูเจ้า (10:22-54)

      6. พระเยซูเจ้าทรงมุ่งหาความตาย (11:1-12:50)

ค. เวลาของพระเยซูเจ้ามาถึงแล้ว ฉลองปัสกาเมื่อลูกแกะของพระเจ้าถูกประหาร (13:1-20:31)

      1. อาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซูเจ้ากับบรรดาศิษย์ (13:1-17:26)

      2. พระทรมาน (18-19)

      3. การกลับคืนพระชนมชีพ การมอบภารกิจแก่บรรดาศิษย์ (20:1-29)

      4. บทสรุปพระวรสาร (20:30,31)

      ง. บทส่งท้าย (21:1-25) องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพ ทรงสั่งสอนพระศาสนจักร

       โครงสร้างของพระวรสารนี้จึงบอกให้รู้ว่าพระเยซูเจ้าทรงทำให้สถาบันทั้งหลายของศาสนายิวบรรลุเป้าหมาย การทำเช่นนี้ทำให้สถาบันเหล่านี้หมดความหมาย

         มีคำถามข้อแรกว่า ยอห์น เขียนพระวรสารโดยคำนึงถึงพระวรสารสหทรรศน์หรือไม่ ปัญหานี้ตอบยาก แต่เราสามารถให้ข้อสังเกตต่อไปนี้ (1) มีรายละเอียดบางประการที่ทำให้คิดว่า ยอห์น คุ้นเคยกับธรรมประเพณีที่มีบันทึกอยู่ในพระวรสารสหรรศน์ การที่ ยอห์น ละข้อมูลสำคัญบางประการจะเข้าใจไม่ได้นอกจาก ยอห์น จะคิดว่าผู้อ่านรู้เรื่องนั้นแล้วจากแหล่งอื่น แต่ในบางครั้ง ยอห์น ดูเหมือนต้องการเพิ่มเติมข้อมูลจากธรรมประเพณีของพระวรสารสหทรรศน์ให้สมบูรณ์ หรือต้องการเน้นเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม นักวิชาการสมัยอห์นี้ให้เหตุผลชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ยอห์น เขียนพระวรสารโดยไม่คำนึงถึงพระวรสารสหทรรศน์เลย แม้เมื่อ ยอห์น เล่าเรื่องที่เราพบในพระวรสารสหทรรศน์ ยอห์น ก็ยังเล่าไม่เหมือนจนกระทั่งไม่อาจคิดได้ว่า ยอห์น รู้เรื่องนี้มาจากพระวรสารสหทรรศน์ แต่รู้มาจากพยานแหล่งอื่น ยอห์น จึงนับได้ว่าเป็นพยานอีกทางหนึ่งของธรรมประเพณีจากอัครสาวก ยอห์น มีความสัมพันธ์กับ ลก มากกว่าพระวรสาร อื่น ๆ เป็นไปได้ว่า เมื่อ ลก เขียนพระวรสารของตน ลก ได้ใช้ข้อความจากธรรมประเพณีของ ยอห์น ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องพระทรมานและการกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูเจ้า แต่ก็ยังเป็นไปได้เช่นเดียวกันว่า ในการเรียบเรียงขั้นสุดท้าย ยอห์น ได้รับอิทธิพลจาก ลก ด้วย

          คำถามข้อสองคือ ยอห์น เล่าเหตุการณ์ตรงตามที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ การที่นักวิชาการ  เห็นว่า ยอห์น เขียนพระวรสารโดยไม่คำนึงถึงพระวรสารสหทรรศน์ เป็นการแสดงว่านักวิชาการยอมรับมากขึ้นว่า ยอห์น เล่าเหตุการณ์ตรงตามที่เกิดขึ้นจริง ตัวอย่างเช่น เมื่อ ยอห์น เล่าถึงภารกิจของพระคริสตเจ้า ยอห์น เล่าเรื่องอย่างละเอียดเจาะจงมากกว่าพระวรสารสหทรรศน์ ระยะเวลาการเทศนาสั่งสอนของพระเยซูเจ้า และลำดับเหตุการณ์เรื่องพระทรมานดูเหมือนจะตรงกับความจริงมากกว่า รายละเอียดใน ยอห์น 2:20 (พระวิหารต้องใช้เวลาสร้างถึง 46 ปี) ทำให้เรารู้ว่าขณะนั้นคือ ปี ค.ศ. 28 ตรงกับข้อความใน ลก 3:1 ยอห์น กล่าวถึงสถานที่ต่าง ๆ อย่างละเอียดมากกว่าในพระวรสารสหทรรศน์ และการขุดพบทางโบราณคดีในปัจจุบันยังสนับสนุนข้อมูลเหล่านี้ด้วย (เช่น สระน้ำที่มีเฉลียงห้าด้านใน 5:2) นอกจากนั้นทั่วพระวรสาร เราพบรายละเอียดข้อเท็จจริงซึ่งแสดงว่า ยอห์น คุ้นเคยกับการปฏิบัติศาสนาของชาวยิว กับความคิดของพวกรับบีและกับการแก้ปัญหาโดยยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นของพวกธรรมาจารย์ ยอห์น วาดภาพของพระเยซูเจ้าว่าทรงเป็นบุคคลที่อยู่เหนือโลกนี้ แต่ในขณะเดียวกันยังทรงเป็นมนุษย์จริงทุกประการ ทรงเรียบง่ายและสุภาพถ่อมตนแม้เมื่อทรงรับพระสิริรุ่งโรจน์หลังจากทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้ว เราอาจตั้งข้อสังเกตได้อีกว่า ถ้ายอห์นไม่มั่นใจว่าเหตุการณ์ที่เขาเขียนถึงนั้นได้เกิดขึ้นจริง พระวรสารของเขาคงเป็นปริศนาที่แก้ไม่ตก

      แต่เราต้องตระหนักถึงความจริงข้อหนึ่งว่า "ประวัติศาสตร์" ในพระวรสารมีความหมายแตกต่างจากในความคิดของนักประวัติศาสตร์สมัยใหม่เป็นอันมาก ผู้นิพนธ์พระวรสารต้องการแสดงความหมายของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เหตุการณ์เหล่านี้เป็นการกระทำของพระเจ้าและของมนุษย์ในเวลาเดียวกัน เป็นเหตุการณ์ทั้งทางประวัติศาสตร์และทางเทววิทยา เป็นเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นในกาลเวลาแต่มีรากลึกอยู่ในนิรันดรภาพ จุดมุ่งหมายของผู้นิพนธ์พระวรสารคือการเล่าเรื่องอย่างตรงความจริง เป็นเรื่องซึ่งเขาตั้งใจให้ผู้อ่านมีความเชื่อว่าเรื่องราวที่เขาเล่านั้น เป็นเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ การที่พระเยซูคริสตเจ้าเสด็จมาเป็นการกระทำในประวัติศาสตร์มนุษย์ พระองค์ผู้ทรงเป็นพระวจนาตถ์ ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อความรอดพ้นของมนุษยชาติ ผู้นิพนธ์พระวรสารเลือกเรื่องราวและเหตุการณ์ที่จะเล่าด้วยความเอาใจใส่ โดยคัดเอาเฉพาะเรื่องที่เป็นสัญลักษณ์ของความจริงที่เขาต้องการสอนได้เท่านั้น เขาใช้วิธีนี้เพื่อเผยความหมายลึกซึ้งของเหตุการณ์และให้ความหมายใหม่แก่เหตุการณ์ดังกล่าวด้วย อัศจรรย์ที่เล่าเป็น "เครื่องหมาย" นั่นคือเผยให้เห็นพระสิริรุ่งโรจน์ของพระคริสตเจ้า และยังเป็นสัญลักษณ์ของพระพรต่าง ๆ ที่พระองค์ทรงนำมาประทานแก่โลก (เช่น การชำระตนแบบใหม่ ปังบันดาลชีวิต แสงสว่างและชีวิต) แม้กระทั่งเหตุการณ์ธรรมดาซึ่งไม่ใช่อัศจรรย์ ยอห์น ก็ยังใช้เป็นสื่อนำความหมายฝ่ายจิตอีกด้วย คือทำให้เหตุการณ์เหล่านั้นเป็นสื่อของธรรมล้ำลึกเรื่องพระเจ้า (ดู 2:19-21; 9:7; 11:51ฯ; 13:30; 19:31-37 พร้อมเชิงอรรถ) ยอห์น มองเห็นความหมายลึกซึ้งฝ่ายจิตแม้กระทั่งในเหตุการณ์ธรรมดาที่เกิดขึ้น เช่น เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จมา พระองค์เสด็จมาในฐานะที่ทรงเป็นแสงสว่างส่องโลก ตลอดพระชนมชีพของพระองค์เป็นการต่อสู้กับความมืด การสิ้นพระชนม์ของพระองค์เป็นการพิพากษาโลกทั้งโลก และรูปแบบต่าง ๆ ในพันธสัญญาเดิมสำเร็จไปในพระองค์ ทรงเป็นลูกแกะของพระเจ้า (1:29) เป็นพระวิหารใหม่ (2:21) เป็นงูที่โมเสสตั้งขึ้นเพื่อคืนสุขภาพแก่ประชาชน (3:14) เป็นปังแห่งชีวิตที่มีมานนาเป็นภาพล่วงหน้า (6:35) เป็นผู้เลี้ยงที่สมบูรณ์ (10:11) เป็นเถาองุ่นแท้ (15:1) ยอห์น วาดภาพพระเยซูเจ้าเป็นพระเจ้า แต่ยังมีรายละเอียดของความเป็นมนุษย์แท้ของพระองค์อยู่เป็นอันมากด้วย ยอห์น เล่าถึงเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในพระชนมชีพของ พระเยซูเจ้า แต่พระองค์ยังทรงเป็นพระผู้ไถ่กู้โลกอีกด้วย ดังนั้น สัญลักษณ์ที่ ยอห์น ใช้จึงไม่ขัดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ๆ แต่เรียกร้องเหตุการณ์เหล่านั้นด้วย เพราะสำหรับ ยอห์น ไม่มีความขัดแย้งระหว่างสัญลักษณ์กับข้อเท็จจริง สัญลักษณ์เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ และความหมายของสัญลักษณ์แฝงอยู่ใน เหตุการณ์เหล่านี้ สัญลักษณ์ไม่เพียงแต่อธิบายความหมายฝ่ายจิตของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เหล่านี้เท่านั้น แต่สำหรับ ยอห์น สัญลักษณ์ยังเป็นพยานที่ดีที่สุดถึงพระวจนาตถ์ผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ สัญลักษณ์ทั้งหมดนี้จะไม่มีความหมายถ้าเหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นจริง

         ปัญหาว่าใครเป็นผู้เขียนพระวรสารฉบับนี้ ธรรมประเพณีของพระศาสนจักรตอบเกือบเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็น ยอห์น อัครสาวก บุตรของเศเบดี ตั้งแต่ก่อน ค.ศ. 150 พระวรสารฉบับนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างดีแล้ว อิกญาซีโอแห่งอันทิโอก ผู้เขียนเพลงสดุดีของซาโลมอน ปาปีอัส จัสติน และบางทีเคลเมนต์แห่งโรมรู้จักและใช้พระวรสารฉบับนี้ แสดงว่า ยอห์น เป็นข้อเขียนที่มีอำนาจของอัครสาวกอยู่เบื้องหลัง ผู้ที่ยืนยันเป็นคนแรกว่ายอห์นเป็นผู้นิพนธ์พระวรสารฉบับนี้ คือ อีเรเนอัส ราว ค.ศ. 180 อีเรเนอัสเขียนไว้ว่า "ในที่สุด ยอห์น ศิษย์ที่เอนกายชิดพระอุระขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็เขียนพระวรสารอีกฉบับหนึ่ง เมื่อเขาอยู่ที่เอเฟซัส" ประมาณช่วงเวลาเดียวกัน เคลเมนต์แห่งอเล็กซานเดรีย  แทร์ทูเลียนและสารบบของมูราโตรี เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า ยอห์น อัครสาวกเป็นผู้เขียนพระวรสารฉบับที่สี่ แต่ในราว ค.ศ. 200 ปฏิปักษ์บางคนของพวกมอนตานิสต์ไม่ยอมรับความเห็นนี้ เพราะพวกมอนตานิสต์ใช้พระวรสารฉบับที่สี่มาสนับสนุนทฤษฎีของตน เรื่องพระจิตเจ้า แต่ปฏิกิริยาของผู้ต่อต้านเช่นนี้ใช้เหตุผลทางเทววิทยาโดยไม่มีหลักฐานจากธรรมประเพณีของพระศาสนจักรเป็นข้ออ้าง

         แต่ ปัญหาก็ยังไม่สิ้นสุด ทุกวันนี้เป็นที่ยอมรับกันด้วยเหตุผลต่าง ๆ ว่า พระวรสารฉบับที่สี่ผ่านกระบวนการพัฒนาค่อนข้างซับซ้อนก่อนจะมีรูปแบบสุดท้ายดังปัจจุบัน นัก   พระคัมภีร์บางคนคิดว่าผู้นิพนธ์พระวรสารใช้ข้อมูลจากหลายแหล่งมาดัดแปลงขยายความให้เข้ากับเทววิทยาของตน เช่น นักวิชาการคนหนึ่งแยกแหล่งข้อมูลออกเป็น "แหล่งที่มาของเครื่องหมายอัศจรรย์" ซึ่งประกอบด้วยอัศจรรย์ในพระวรสารฉบับที่สี่ กับ "แหล่งที่มาของพระวาจา" ของพระคริสตเจ้า และยังมีเรื่องเล่าพระทรมานและการกลับคืนพระชนมชีพที่แตกต่างจากเรื่องเล่าในพระวรสารสหทรรศน์ นักวิชาการอีกหลายคนได้พยายามวิเคราะห์ลักษณะและจุดประสงค์ของแหล่งที่มาของ "เครื่องหมายอัศจรรย์" ดังกล่าวนี้ สมมติฐานนี้ทำให้คิดว่ายอห์นอัครสาวกคงไม่เป็นผู้เขียนพระวรสารฉบับที่สี่ เพราะไม่น่าเป็นไปได้ที่พยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์จะใช้แหล่งข้อมูลอื่นเพื่อรื้อฟื้นความทรงจำของตน ดังนั้น เราสันนิษฐานได้เพียงว่า แหล่งข้อมูลเพียงแหล่งเดียวต้องมาจากพยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์เท่านั้น นักพระคัมภีร์คนอื่น ๆ เลือกกำหนดสมมติฐานอีกข้อหนึ่งว่า มีพระวรสารฉบับที่สี่ดั้งเดิมอยู่ก่อน ซึ่งซับซ้อนน้อยกว่าฉบับปัจจุบัน และต่อมาถูกขยายความและพัฒนาอีกหลายขั้นตอนในกึ่งหลังของศตวรรษแรกของคริสตกาล สมมติฐานข้อนี้อ้างหลักฐานยืนยันจากการเล่าเรื่องซ้ำกันหลายแห่งในพระวรสาร เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าธรรมประเพณีหนึ่งวิวัฒนาการไปได้ หลายแนว แต่ในที่สุดถูกรวบรวมเข้าด้วยกันเป็นพระวรสารอย่างที่เรามีในปัจจุบัน ตามทรรศนะนี้ อัครสาวกยอห์นจึงเป็นผู้นิพนธ์พระวรสารได้ ไม่ใช่ฉบับปัจจุบันทั้งหมด (ซึ่งจะต้องเป็นงานของบรรดาศิษย์ ยน 21:24) แต่ ยอห์นอัครสาวกก็เป็นผู้ให้กำเนิดพระวรสารฉบับดั้งเดิม สมมติฐานข้อนี้มีเหตุผลสนับสนุนจากรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่และเรื่องลำดับเวลา ซึ่งเจาะจงและสมเหตุสมผล อย่างยิ่ง

         เรายังรักษาความสัมพันธ์ระหว่างพระวรสารฉบับที่สี่กับอัครสาวกยอห์นได้หรือไม่ ยอห์น 21:24 ยืนยันว่า พระวรสารฉบับนี้เขียนโดย "ศิษย์ที่พระเยซูเจ้าทรงรัก" ศิษย์คนนี้เป็นคนเดียวกันกับอัครสาวกยอห์นหรือไม่ ข้อมูลที่ทำให้คิดเช่นนี้คือมิตรภาพพิเศษของยอห์นกับเปโตร ใน ยอห์น 13:23ฯ; 18:15; 20:3-10; 21:20-23 ลก ก็กล่าวถึงมิตรภาพนี้เช่นเดียวกัน (ลก 22:8; กจ 3:1-4; 4:13; 8:14) แต่ เหตุผลที่นำมาใช้อ้างยังไม่เพียงพอเพื่อตัดสินว่าศิษย์ที่พระเยซูเจ้าทรงรักคือยอห์นอัครสาวก เพราะยังมีปัญหาอยู่บ้าง อัครสาวกยอห์นเป็นชาวประมงที่ทะเลสาบทีเบรีอัส แต่ "ศิษย์ที่พระเยซูเจ้าทรงรัก" อาศัยอยู่ที่กรุงเยรูซาเล็ม (ยอห์น 13:23) และเป็นที่รู้จักของมหาสมณะ (ยอห์น 18:16) อย่างไรก็ตาม ยังเป็นไปได้ว่า มีความสับสนระหว่างยอห์นอัครสาวกกับยอห์น "ผู้อาวุโส" ซึ่งปาปิอัส พระสังฆราชของเมืองฮีราโปลิส กล่าวถึงราว ค.ศ. 135 ตามความเห็นของยูเซบีอัสแห่งซีซารียา ความสับสนนี้เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยอีเรเนอัสแล้ว ราวปี ค.ศ. 180

 

ความรู้เกี่ยวกับจดหมายของนักบุญยอห์น

         จดหมายสามฉบับที่เรามีในปัจจุบัน ซึ่งธรรมประเพณีกล่าวว่ายอห์นเป็นผู้เขียน มีลักษณะคล้ายคลึงกับพระวรสารทั้งลีลาการเขียนและคำสอนจนกระทั่งคนส่วนใหญ่ยอมรับว่าเป็นผลงานจากสำนักเดียวกัน

         ครั้งหนึ่ง เคยมีผู้สงสัยว่ายอห์นอาจไม่ใช่ผู้เขียนจดหมายฉบับที่สองและที่สาม ตามหลักฐานที่พบได้ในข้อเขียนของโอริเจน ยูเซบีอัสแห่งซีซารียาและเยโรม ขณะที่พระศาสนจักรที่เมืองอันทิโอกและในแคว้นซีเรียไม่ยอมรับจดหมายสองฉบับนี้เข้าอยู่ในสารบบพระคัมภีร์เป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม จดหมายสั้น ๆ ทั้งสองฉบับนี้ไม่มีคำสอนสำคัญ จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะเข้ามาอยู่ในสารบบพระคัมภีร์ ถ้าไม่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับพระวรสารของยอห์น

         3 ยอห์น น่าจะเป็นจดหมายที่เขียนก่อนฉบับอื่น จดหมายฉบับนี้ต้องการยุติปัญหาเรื่องอำนาจปกครองในพระศาสนจักรแห่งหนึ่งซึ่งผู้นำไม่ยอมรับอำนาจปกครองของผู้เขียน

         2 ยอห์น เขียนถึงพระศาสนจักรอีกแห่งหนึ่งเพื่อตอบโต้ผู้ที่ปฏิเสธไม่ยอมรับความจริงที่ว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นพระบุตรผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง

         1 ยอห์น เป็นจดหมายในสามฉบับนี้ รูปแบบเหมือนกับสารเวียนถึงกลุ่มคริสตชนต่าง ๆ ในแคว้นอาเซีย ที่กำลังถูกคุกคามจากคำสอนของบรรดามิจฉาทิฐิในศตวรรษแรก ในจดหมายฉบับนี้ผู้เขียนสรุปสาระของประสบการณ์ทางศาสนาของตน เขาค่อย ๆ พัฒนาแนวคิดที่คล้ายคลึงกัน เช่น แสงสว่าง (1:5ฯ) ความชอบธรรม (2:29ฯ) ความรัก (4:7-8ฯ) ความจริง (5:6ฯ) แล้ว จึงใช้ความคิดดังกล่าวนี้เป็นฐานอธิบายว่า คริสตชนในฐานะบุตรของพระเจ้า จำเป็นต้องดำเนินชีวิตอย่างดีบริบูรณ์ ซึ่งสำหรับยอห์น หมายถึง การปฏิบัติตามบทบัญญัติสองประการ คือ ต้องเชื่อว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นบุตรของพระเจ้า และต้องรักเพื่อนมนุษย์ (ดู เชิงอรรถ 1:3,7) 1 ยอห์น เป็นจดหมายที่มีลักษณะใกล้เคียงกับพระวรสารของยอห์นมากที่สุดทั้งในลีลาการเขียนและคำสอน จดหมายฉบับนี้น่าจะเขียนขึ้นประมาณช่วงเวลาเดียวกันกับพระวรสาร แต่เรายังไม่อาจกำหนดได้ว่า 1 ยอห์น เขียนก่อนหรือหลังพระวรสาร

ค้นหาข้อความภาษาไทย

โครงการ "ผู้หว่าน" รุ่นที่ 6

โครงการ "ผู้หว่าน" รุ่นที่ 6 (การอบรมพระคัมภีร์เพื่อสร้างบุคลากรทำงานด้านพระคัมภีร์)

บทภาวนาปีพระวาจา

บทภาวนาปีพระวาจา

Catholic Biblical Federation

E-Book เชิญฟังพระวาจา

E-Book หนังสือ เชิญฟังพระวาจา โดย คุณพ่อทัศไนย์  คมกฤส

สื่อ-หนังสือ-เครื่องมือ

Download Banner

Download ไฟล์ Banner ข้อความ " พระวาจาทรงชีวิต"

บทความ ข้อคิด ข้อเขียน

บทเทศวันอาทิตย์ โดย ฯพณฯ ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์
วิดีโอบทเทศวันอาทิตย์โดย พระสังฆราชยอแซฟ ลือชัย ธาตุวิสัย"ข้าพเจ้าจะเข้าใจได้อย่างไร ถ้าไม่มีใครอธิบาย" อธิบายพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก โดย บาทหลวง ฟรังซิส ไกส์
"ชวนคิด ชวนรำพึง" โดย คุณพ่อเชษฐา  ไชยเดช
รำพึงประจำวัน โดย ภราดาอำนวย ยุ่นประยงค์
รำพึงพระวาจาประจำวันโดยคุณพ่อสมเกียรติ  ตรีนิกร
ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน โดย..คุณพ่อฉลองรัฐ สังขรัตน์ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน โดย..คุณพ่อฉลองรัฐ สังขรัตน์บทความบำรุงศรัทธา
พจนานุกรมพระคัมภีร์ โดยภราดา อำนวย ยุ่นประยงค์

เชิญมาอ่านพระคัมภีร์ฯ

 

ศิลปะเพื่อพระเจ้า

ศิลปะเพื่อพระเจ้า โดย สรินทร เมธีวัชรานนท์

DOWNLOAD เอกสาร

แผนอภิบาล ค.ศ.2010-2015 พระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย
บทภาวนาของคริสตชน ฉบับปรับปรุง ค.ศ.2012

แนะนำเว็บเกี่ยวกับพระคัมภีร์

South-East Asia Bible Link
Catholic biblical Federation

Friends of the Catholic Biblical Federation biblia_clerus
แผนกพระคัมภีร์ ฝ่ายงานอภิบาล อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
แผนกคริสตศาสนธรรมอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯวิถีชุมชนวัด BEC สภาพระสังฆราชคาทอลิกประเทศไทย